เจมาร์ทปิดดีลดึง KB Kookmin Card ลงทุน "เจ ฟินเทค" เป้าท็อป 5 ธุรกิจสินเชื่อเมืองไทย - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Finance & Investment
  • IT
  • News >
  • เจมาร์ทปิดดีลดึง KB Kookmin Card ลงทุน “เจ ฟินเทค” เป้าท็อป 5 ธุรกิจสินเชื่อเมืองไทย

เจมาร์ทปิดดีลดึง KB Kookmin Card ลงทุน “เจ ฟินเทค” เป้าท็อป 5 ธุรกิจสินเชื่อเมืองไทย

กนกวรรณ มากเมฆ

ปิดดีลครั้งใหญ่เขย่าวงการการเงิน! JMART เปิดทาง KB Kookmin Card ร่วมลงทุนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในเจ ฟินเทคตั้งเป้าเป็นท็อป 5 ธุรกิจสินเชื่อเมืองไทย

อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART บริษัทโฮลดิ้งที่ลงทุนใน บริษัท เจ ฟินเทค จำกัด (J Fintech) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ดำเนินธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล เปิดเผยว่า เพื่อขยายการเติบโตของธุรกิจสินเชื่อ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติการร่วมลงทุนของเจ ฟินเทค และบริษัท KB Kookmin Card ซึ่งเป็นผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลรายใหญ่ของเกาหลีใต้

โดยดำเนินการผ่านการเพิ่มทุนจดทะเบียนในบริษัทย่อย ด้วยมูลค่า 650 ล้านบาท เป็นการเพิ่มทุนเป็น 1,112,851,210 บาท แบ่งเป็น ออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน และโอนหุ้นเดิมให้อีก 1 หุ้น รวมจำนวนหุ้นทั้งหมด 55,631,431 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (Par) หุ้นละ 10 บาท และเจมาร์ท และเจเอ็มทีจะสละสิทธิ์การจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนในเจ ฟินเทค ดังกล่าว

ทั้งนี้ การร่วมลงทุนดังกล่าวจะทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของเจมาร์ทในเจ ฟินเทค เหลือเพียง 44.2% จากเดิม 90.2% ขณะที่อีกหนึ่งบริษัทในเครือเจมาร์ทอย่าง JMT ถือครองหุ้นในสัดส่วน 4.8% จากเดิม 9.8% ส่วน KB Kookmin Card ถือครองหุ้น 49.99%

โดยหลังจากที่ KB Kookmin Card ได้เข้าจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนแล้วเสร็จ ซึ่งในเบื้องต้นคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2563 และหลังจากนั้น KB Kookmin Card และเจ ฟินเทค จะต้องดำเนินการหาสินเชื่ออื่นมาทดแทนสัญญากู้ยืมเงินผู้ถือหุ้นในปัจจุบันดังกล่าว ซึ่งมีรายละเอียดยอดเงินกู้ สิ้นปี 2562 รวม 3,012.5 ล้านบาท โดยเป็นยอดเงินกู้ของบริษัท จำนวน 2,717.5 ล้านบาท และยอดเงินกู้ของ JMT จำนวน 295 ล้านบาท

นั่นหมายถึง ดีลครั้งนี้จะทำให้กลุ่มเจมาร์ทได้เงินคืนรวม 3,012.5 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้สถานะทางการเงินของกลุ่มเจมาร์ทแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

ดีลครั้งนี้จะเป็นการต่อจิ๊กซอว์ที่ทำให้ภาพของเราชัดเจนขึ้น รวมถึงมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ต้นทุนค่าใช้จ่ายต่ำลง มีการดึงองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีจากเกาหลีใต้เข้ามาใช้ ซึ่งน่าจะทำให้กลุ่มของเราเติบโตไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเงินที่ได้คืนกว่า 3 พันล้านบาทนั้น จะนำไปจ่ายคืนหุ้นกู้ และส่วนที่เหลือจะนำไปใช้ในการลงทุนธุรกิจที่ต่อเนื่องอดิศักดิ์ กล่าว

 

คาดปีนี้กำไรสูงสุดอีกปี

อดิศักดิ์ ระบุอีกว่า สำหรับ KB Kookmin Card นั้นอยู่ภายใต้บริษัท KB Financial Group ผู้ให้บริการด้านการเงินอันดับต้นๆ ในเกาหลีใต้ โดยที่ผ่านมา KB Kookmin Card ได้ขยายธุรกิจในภูมิภาคเอเชียนตะวันออกเฉียงใต้มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม, กัมพูชา, สปป.ลาว และเมียนมา

การร่วมทุนของ KB Kookmin Card ครั้งนี้ เจ ฟินเทคจะได้รับประโยชน์จากการนำเอาความรู้และเทคโนโลยีทางการเงินของ KB Kookmin Card เข้ามาเสริมให้กับกลุ่มบริษัทในระยะยาว ขณะที่ความแข็งแกร่งในเครือข่ายของเจ ฟินเทค คือเปรียบเสมือนเป็นแพลตฟอร์มที่พร้อมให้ KB Kookmin Card เข้ามาขยายธุรกิจไปสู่อนาคต

สำหรับแผนงานธุรกิจหลังจากการร่วมทุนครั้งนี้ เจ ฟินเทคตั้งเป้าเป็น 1 ใน 5 ผู้นำธุรกิจสินเชื่อและบัตรเครดิตในประเทศไทย โดยในช่วง 1-2 ปีแรกจะเน้นไปที่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในบริษัท

ช่วงปีที่ 3-4 คาดว่าจะพร้อมลุยตลาดบัตรเครดิต รวมถึงเปิดตัวโปรดักต์ใหม่ๆ ในกลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคล พร้อมขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น ส่วนในช่วงปีที่ 5 จะเป็นการสร้างการเติบโตของการทำกำไรมากขึ้น

ทั้งนี้ กลุ่มเจมาร์ทให้ข้อมูลว่าในเฟสแรกหลังจากการร่วมทุนเสร็จสิ้น คาดว่าเจ ฟินเทคจะสามารถปล่อยสินเชื่อได้ 650 ล้านบาท

 

เทรนด์ผู้บริโภคเปลี่ยน เตรียมลดช็อปเจมาร์ทโมบาย

อย่างไรก็ตาม สำหรับการดำเนินงานของธุรกิจอื่นๆ ในกลุ่มเจมาร์ทนั้น อดิศักดิ์ เผยว่า จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยหันไปช็อปสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ทำให้ในปีนี้เจมาร์ทโมบายคงไม่ขยายสาขาในห้างสรรพสินค้าเพิ่มเติม รวมถึงอาจปรับลดจำนวนสาขาตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

นอกจากนี้ อดิศักดิ์ยังมองว่าธุรกิจในเครืออย่าง Singer ก็มีโอกาสขยายการเติบโตได้อีก เพราะไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้าง ซึ่งก็น่าจะมาเสริมช่องทางการขายให้เจมาร์ทโมบายได้

ภาพรวมปีนี้น่าจะเป็นปีที่ดีที่สุดอีกปีหนึ่งของเจมาร์ท จากปีที่แล้วที่เราทำกำไรได้สูงสุด ปีนี้ก็น่าจะทำสถิติกำไรสูงสุดได้อีกปีหนึ่ง โดยเราคงเป้าการเติบโตของกำไรไว้ที่ 25% รายได้เติบโต 10% ซึ่งแม้ว่าเราจะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แต่เรามีการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี จึงคาดว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายได้อดิศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

 

 


ไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ของเรา ติดตามเราได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP