คริปโตเคอเรนซี ปีนี้ไม่หวือหวา - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

คริปโตเคอเรนซี ปีนี้ไม่หวือหวา

Forbes Thailand

ปีที่ผ่านมาจัดเป็นภาวะตลาดหมี ปีขาลงของสินทรัพย์ดิจิทัล จากข้อมูลในเว็บไซต์ coinmarketcap.com พบว่า สิ้นปี 2561 มูลค่าตลาดรวม คริปโตเคอเรนซี อยู่ที่ 1.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงไปถึง 4.84 แสนล้านเหรียญ หรือ 78% จากสิ้นปี 2560 ซึ่งมีมูลค่าตลาด 6.14 แสนล้านเหรียญ

ทั้งนี้ บิตคอยน์ (Bitcoin) ยังคงครองมูลค่าตลาดคริปโตเคอเรนซีในสัดส่วนสูงที่สุด 67,475 ล้านเหรียญ แต่มูลค่าตลาดนี้ก็ลดลงไปถึง 1.7 แสนล้านเหรียญ หรือ 71.7% จากสิ้นปี 2560 ซึ่งอยู่ที่ 2.37 แสนล้านเหรียญ

ด้วยเหตุนี้จึงมีคำถามเกิดตามมาว่า ราคาที่ร่วงลงอย่างหนักปีที่ผ่านมา จะกลับมาเฉิดฉายได้อีกครั้งหรือไม่

มูลค่าตลาด-สินทรัพย์ดิจิทัล-คริปโตเคอเรนซี

 

ไม่น่าตื่นเต้น

หากจะมองแนวโน้มปีนี้ของสินทรัพย์ดิจิทัลโดยรวม บรรดาผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการสินทรัพย์ดิจิทัลต่างมองว่ายังมีทางไปต่อได้ แต่เป็นการเดินหน้าที่ไม่หวือหวาเท่ากับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาแล้ว

เริ่มจากสภาเศรษฐกิจโลก Axel P. Lehmann ประธานฝ่ายลูกค้าบุคคลและองค์กร และประธานบริษัท ยูบีเอส สวิตเซอร์แลนด์ ชี้ว่า ทิศทางระบบการเงินโลกในปี 2573 จะเห็นการยอมรับและปรับใช้สินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้นในตลาด แต่สิ่งที่ท้าทายก่อนที่คริปโตเคอเรนซีจะได้รับการยอมรับคือ การออกนโยบายการเงินมากำกับ และป้องกันภัยคุกคามที่เกี่ยวข้องซึ่งอาจกระทบความมั่นคงของระบบการเงินได้

โดยแต่ละประเทศหรือภูมิภาคก็มีจุดยืนแตกต่างกันไป เช่น จีน ที่มีความชัดเจนว่าไม่ยอมรับคริปโตเคอเรนซีเลย ขณะที่สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ไม่ได้ห้ามแต่ก็เตือนนักลงทุนให้ระมัดระวัง สิงคโปร์เน้นการให้คำแนะนำ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ให้เสรีเต็มที่ ส่วนฮ่องกงมีการจัดทำกรอบข้อบังคับสำหรับเว็บไซต์ซื้อขายคริปโตเคอเรนซีและกองทุนด้านคริปโตเคอเรนซี

แม้ในระยะยาวสินทรัพย์ดิจิทัลซึ่งรวมถึงคริปโตเคอเรนซีมีแนวโน้มได้รับการยอมรับมากขึ้น แต่ระยะสั้นมีความท้าทายอยู่มาก โดย ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไอโครา ซึ่งเป็นบริษัทให้คำปรึกษากับธุรกิจที่ต้องการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเครื่องมือระดมทุน มองว่า ตั้งแต่นี้ยาวไปจนถึงช่วงปลายปี กระแสการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลคงจะนิ่ง ไม่ได้คึกคักนัก พราะนักลงทุนต่างรอความชัดเจนด้านกฎหมายของประเทศต่างๆ

ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไอโครา

ขณะเดียวกันยังเป็นผลจากช่วงที่ผ่านมา มีกรณีการออกโครงการต่างๆ เสนอขายเหรียญดิจิทัล แต่กลายเป็นการหลอกลวงให้เข้าไปลงทุน ทำให้นักลงทุนเริ่มระมัดระวังมากขึ้น ยิ่งเมื่อผนวกกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกเริ่มกลับมาเป็นขาขึ้น เช่นเดียวกับตลาดหุ้น นักลงทุนที่เคยเข้ามาสู่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล จึงเริ่มหันกลับไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า

ดร.การดี กล่าวว่า สำหรับคริปโตเคอเรนซีแล้ว บิตคอยน์ยังคงเป็นสกุลคริปโตเคอเรนซีที่มีมูลค่าสูงสุดเช่นเดิม แต่การเคลื่อนไหวของราคาบิตคอยน์จะมีผลนำตลาดคริปโตเคอเรนซีโดยรวมไปในทิศทางเดียวกันน้อยลงกว่าที่ผ่านมา

ทั้งนี้ บิตคอยน์มาพร้อมกับการเกิดของเทคโนโลยีบล็อกเชน และยังมีคนที่มองบิตคอยน์เป็นเหมือนทองในช่องทางดิจิทัล แต่คริปโตเคอเรนซีสกุลอื่น เช่น อีเธอเรียม (Ethereum) เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานการทำสัญญาอัจฉริยะ หรือ smart contract ดังนั้นคริปโตเคอเรนซีสกุลอื่นๆ ซึ่งมีเทคโนโลยีพื้นฐานสำหรับการใช้งานที่แตกต่างไป ก็มีโอกาสที่จะมีมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น

 

ICO ไทยเกิดยาก

ด้านแนวโน้มการเสนอขายเหรียญดิจิทัลนั้น เมื่อผู้สนใจระดมทุนด้วยช่องทางนี้ เห็นความชัดเจนของกฎหมาย ก็จะเริ่มระดมทุนอีกครั้ง โดยวิธีการระดมทุนจะเริ่มเปลี่ยนไป จากที่เคยพยายามหลีกเลี่ยงกฎหมายการกำกับหลักทรัพย์ดั้งเดิมเสนอขายเหรียญดิจิทัลให้ประชาชนทั่วไป (Initial Coin Offering หรือ ICO) พยายามตีความว่าเหรียญดิจิทัลไม่ใช่หลักทรัพย์แต่เป็นการขายสิทธิล่วงหน้าสำหรับการซื้อสินค้าและบริการ ก็จะเริ่มเปลี่ยนไปสู่การเสนอขายเหรียญดิจิทัลที่เป็นหลักทรัพย์ (Security Token Offering หรือ STO) มากขึ้น

นอกจากนี้โครงการที่จะระดมทุนเสนอขายเหรียญดิจิทัลจะเปลี่ยนเป็นโครงการที่มีผู้ออกเป็นบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานให้นักลงทุนวิเคราะห์ได้ง่ายขึ้น เช่น เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ต้องการขยายธุรกิจใหม่ โดยกลุ่มธุรกิจที่สนใจออกมาก คือ กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อีคอมเมิร์ซ โลจิสติกส์ ซัพพลายเชน และสื่อ

หากพิจารณาเฉพาะการเปิด ICO ในประเทศไทยนั้น เนื่องจากมี ...การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ..2561 ซึ่งมีกระบวนการดูแลการออก ICO ที่เข้มข้น เน้นปกป้องความเสี่ยงสำหรับนักลงทุนรายย่อยมาก จึงมองว่าโอกาสที่ ICO ในไทยจะกลับมาคึกคักคงยาก

เพราะเมื่อมองในมุมผู้ออก ICO การปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายไทย 100% จะทำให้ต้นทุนสูงใกล้เคียงกับการเสนอขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) หนำซ้ำยังต้องมีต้นทุนการสร้างแพลตฟอร์ม smart contract อีก

นอกจากเรื่องต้นทุนแล้ว เรื่องเวลาการระดมทุนก็จะทำได้ไม่เร็วเท่าเดิม แม้จะไม่นาน 3 ปีเท่ากับการทำ IPO ก็ตาม และ ICO มีความเสี่ยงในการลงทุนสูง มีความซับซ้อนจึงยากขึ้นไปอีกในการดึงดูดความสนใจจากนักลงทุน

ไม่เพียงเท่านี้กฎหมายไทยยังจำกัดให้นักลงทุนรายย่อยสามารถลงทุนใน ICO ได้ไม่เกิน 300,000 บาทต่อโครงการ ซึ่งจากการประเมินความคุ้มค่าในการระดมทุนเมื่อเทียบกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแล้ว พบว่า ผู้ระดมทุนด้วย ICO ควรระดมทุนไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท

เมื่อนักลงทุนแต่ละรายลงทุนได้จำกัด จึงทำให้ต้องการนักลงทุนจำนวนมากเข้ามาลงทุนจึงจะทำได้ตามเป้าหมาย ซ้ำยังต้องเสียเวลากับกระบวนการยืนยันตัวตน นักลงทุนจึงไม่อยากเข้าไปลงทุน

นอกจากนี้ จากการเก็บตัวอย่างบริษัทที่ออก ICO ช่วงปี 2558-2559 พบว่า มีจำนวนมากที่มีสถานะเป็นโครงการหลอกลวง ส่วนผู้ออก ICO ที่พาธุรกิจรอดพ้นและสร้างผลตอบแทนให้ผู้ลงทุนได้ มีเพียง 1-2% เท่านั้น ซึ่งจุดนี้เองทำให้ตลาดเรียนรู้ว่า ในที่สุดแล้วการลงทุนใน ICO ก็หนีไม่พ้นต้องวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางธุรกิจ

 

ระมัดระวังลงทุน

สำหรับกรณีที่มีคนสนใจจะเริ่มเข้ามาลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลในปีนี้นั้น ดร.การดีให้คำแนะนำว่า มีข้อควรรู้คือ เว็บไซต์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลบางแห่งจะสอบถามข้อมูลว่าผู้ลงทุนเป็นคนชาติใด หากเป็นคนไทย ก็อาจจะไม่ให้ทำการซื้อขาย เพราะถือว่าประเทศไทยมีกฎหมายกำกับดูแลเว็บไซต์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลแล้ว จึงไม่ต้องการให้เกิดความเสี่ยงในการผิดกฎหมายไทย ดังนั้นก่อนที่นักลงทุนจะใช้บริการจะต้องดูเงื่อนไขนี้ให้ดี

ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนควรพิจารณาในการเลือกเว็บไซต์ซื้อขาย ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ที่จดทะเบียนในประเทศหรือต่างประเทศ มี 2 ประเด็นหลัก คือ ปริมาณการซื้อขายในเว็บไซต์นั้นว่ามีมากน้อยแค่ไหน และ การพิจารณาเรื่องระดับการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์

ธุรกิจเว็บไซต์ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูงจากการถูกเจาะระบบ จนทำให้ล่มสลายได้ง่ายจึงต้องพิจารณาทั้งเรื่องสภาพคล่องและความปลอดภัยของเว็บไซต์ดร.การดีกล่าว

คริปโตเคอเรนซี-ซื้อขาย-ไทย

ขณะที่ข้อควรรู้อีกประการหนึ่งคือ กรณีเลือกใช้บริการเว็บไซต์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในไทย จะมีข้อดีคือผู้ลงทุนสามารถใช้เงินบาทซื้อโทเคนดิจิทัลได้เลย

ผู้ลงทุนที่คิดจะย่างเท้าเข้าสู่ตลาดนี้ จะต้องเรียนรู้ให้แน่ใจก่อนว่า ตัวเองเข้าใจในตลาดนี้ดีพอแล้วค่อยเริ่มลงทุนก็ยังไม่สาย เพราะถ้าหวังเข้ามาเพื่อเก็งกำไรราคา ก็อาจเผชิญกับสถานการณ์ทุนหายกำไรหดได้เพียงเพราะไม่รู้ หรือไม่เข้าใจดีพอ

 

เรื่อง: จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์


คลิกเพื่ออ่านบทความฉบับเต็มของ “คริปโตเคอเรนซี ปีนี้ไม่หวือหวา” ได้ที่ Forbes Wealth Management & Investing 2019 ในรูปแบบ e-Magazine

BACK TO TOP