คิดแบบ “เจ้เล้ง” ทำงานให้มีตัวตน แต่อย่าสร้างภาพ-อวดรวย ทำธุรกิจต้องมี Cashflow อย่าลงทุนกับเงินในอากาศ

คิดแบบ “เจ้เล้ง” ทำงานให้มีตัวตน แต่อย่าสร้างภาพ-อวดรวย ทำธุรกิจต้องมี Cashflow อย่าลงทุนกับเงินในอากาศ

ในวัย 79 ปี “เจ้เล้ง” ยังคงดูแลการทำงานในอาณาจักรค้าปลีกของเธออย่าง “ร้านเจ้เล้ง ดอนเมือง” อยู่ทุกวัน ตั้งแต่พบปะทักทายลูกค้าในร้าน ดูแลการแพ็กสินค้าของพนักงาน ดูแลบัญชี ไปจนถึงเป็นแม่ค้าในยุคออนไลน์ที่ “ไลฟ์ขายของ” ด้วยตัวเอง และที่เธอยังทำงานอยู่ก็มาจากเหตุผลง่ายๆ ที่ว่า “อยากมีตัวตน”


    ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกของไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงมาหลายปี เมื่ออี-คอมเมิร์ซเริ่มเข้ามามีบทบาท ผู้บริโภคหันไปช็อปออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ และเติบโตอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ช่วงโควิด-19 เป็นต้นมา แน่นอนว่าพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของ “คนซื้อ” ย่อมกระทบกับ “คนขาย” ที่มีรายได้หลักมาจาก “ยอดขายหน้าร้าน”

    “ร้านเจ้เล้ง” ก็เช่นเดียวกัน...

    ร้านเจ้เล้ง ดอนเมือง ก่อตั้งมามากกว่า 50 ปี ขึ้นชื่อในเรื่องสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่ครอบคลุมตั้งแต่อาหาร ขนม เครื่องดื่ม ชา กาแฟ สกินแคร์ เครื่องสำอาง น้ำหอม ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ โดยจำหน่ายในราคามิตรภาพ หลายๆ คนถ้าอยากซื้อสินค้านำเข้า ก็ต้องนึกถึงร้านเจ้เล้ง ตัวร้านมีสาขาเดียวคือย่านดอนเมือง เป็นอาคารที่มีพื้นที่ขายของ 4-5 ชั้นด้วยกัน แทบจะเป็นห้างเล็กๆ ก็ว่าได้

    แต่ในช่วงที่พฤติกรรมคนเปลี่ยนแบบนี้ สถานการณ์ที่ร้านเจ้เล้งก็ไม่เหมือนเดิมเช่นกัน ภาพคนเดินแน่นขนัดในร้านแบบในอดีตก็อาจไม่ได้เห็นมากนัก

    “ธุรกิจร้านตอนนี้เหนื่อยมาสองปีแล้ว ตั้งแต่หลังโควิด ดร็อปลงมาจริงๆ” เจ้เล้ง หรือ อารยา ลาภชีวะสิทธิฉัตร ผู้ก่อตั้งอาณาจักรแห่งนี้ กล่าวกับ Forbes Thailand เธอบอกว่าธุรกิจที่ร้านเป็นธุรกิจซื้อมาขายไป จากเทรนด์ซื้ออนไลน์ ทำให้หน้าร้านเริ่มได้รับผลกระทบ

    “ลูกค้าที่นี่ก็ยังมีมาเดินเป็นช่วงๆ แต่ไม่ได้ล้นแบบเมื่อก่อน เพราะว่าคนรุ่นใหม่ไม่ออกมาเดิน ซื้อออนไลน์กัน ถึงได้เป็นหนี้กันเยอะ ส่วนคนรุ่นเก่าต้องให้ลูกพามา ที่นี่ยังได้นะ ที่อื่นเขาว่าไม่ได้กันเลย ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งเพราะคนจนจนไม่มีเงินจะช็อป เงินเดือนออกไม่มีเงินเหลือสักคน”

    ร้านเจ้เล้งเองก็ปรับตัวไปสู่อี-คอมเมิร์ซเช่นกัน โดยปัจจุบันช่องทางออนไลน์ของร้านเจ้เล้ง มีตั้งแต่ในช้อปปี้, ไลน์ ไปจนถึง TikTok ที่เจ้เล้งเป็นแม่ค้าไลฟ์สดด้วยตัวเอง เป็นอินฟลูเอนเซอร์แนะนำสินค้าต่างๆ ลงช่อง เช่นเดียวกับหน้าร้าน ที่หากสินค้าไหนน่าสนใจก็จะมีป้าย Recommend จากเจ้เล้ง

    “ความเสี่ยงของการซื้อออนไลน์ คืออาจได้ของดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ไม่สามารถเชื่อใจได้ว่าของมีคุณภาพหรือเปล่า แต่เจ้เล้งไลฟ์เอง ขายเอง รับรองว่าสินค้าที่ดีมีคุณภาพ” เจ้เล้งย้ำ การการันตีจากเธอนั้นสร้างความเชื่อใจให้ลูกค้าได้จริง แม้แต่วันที่ Forbes Thailand ไปสัมภาษณ์เธอที่ร้าน ก็มีลูกค้ามาถามหาสินค้าที่เจ้เล้งแนะนำใน TikTok

    “เราขายของดีราคาถูกมาแต่ไหนแต่ไร ของที่เราขายมีคุณภาพ และมีประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ทุกคนใช้แล้วได้ผล คนใช้แล้วติดใจ เราไม่เคยโฆษณา เราใช้ตัวเองเป็นแบบ ใช้เอง ลองเอง เอาตัวเองเป็นหนูทดลองทั้งหมด ทั้งเครื่องสำอาง ของกิน ของใช้”

    นอกจากการซื้อออนไลน์จะมีประเด็นความเสี่ยงที่จะเจอของไม่มีคุณภาพ เจ้เล้งยังมองไปถึงเรื่องพฤติกรรมการจับจ่าย เมื่อการซื้อของในง่ายแค่ปลายนิ้ว ทำให้หลายคนใช้จ่ายแบบเกินพอดี จนเกิดเป็นหนี้สินแบบไม่รู้ตัว

    “เด็กรุ่นใหม่ยังไม่ทันโตก็ตายก่อน เพราะหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่ว่าซื้อบ้านหรืออะไรก็ตามแต่ จากแคมเปญที่ว่าซื้อบ้านไม่ต้องใช้เงิน หรือซื้อบ้านได้เงินแถม คนรุ่นใหม่ที่ยังไม่มีหนี้สิน พอได้เงินมาแล้วเอาเงินนั้นมาเที่ยวกิน บ้านโดนยึด ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหาย สุดท้ายนี่กลายเป็นหนี้ NPL

    “ร้านเจ้เล้งเองก็เหมือนกัน พนักงานเงินเดือน 15,000 กันทุกคน แต่ซื้อของออนไลน์กระหน่ำ จากที่มีเงินเป็นล้านเพราะอยู่กับเจ้เล้ง แต่กลายเป็นหนี้บัตรเครดิต/บัตรกดเงินสด คนหนึ่งติดหนี้เป็นล้าน ตอนนี้อาชีพที่ดีที่สุดคือตามทวงหนี้ เงินเดือนเป็นล้านแล้วมั้ง”


    มุมมองต่อเรื่องเศรษฐกิจของเจ้เล้งไม่ได้หยุดอยู่แค่หนี้ NPL หรือการจับจ่ายของผู้บริโภค เธอยังมองไปถึงนโยบายต่างๆ ของภาครัฐที่เอื้อให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย จนเธอตั้งข้อสังเกตว่านั่นอาจไม่ส่งผลดีต่อประเทศรวมถึงคนไทยสักเท่าไหร่

    “จีนมาขายของบ้านเรา ไม่ต้องเสียภาษี จดเป็นนิติบุคคลซื้อที่ได้หมด ตอนนี้เขาซื้อที่หมด จีนมาทำธุรกิจที่เมืองไทย ไม่มีผลประโยชน์กับไทยเลย ใช้คนของจีนหมด เขาส่งเด็กมาเรียน สร้างอะพาร์ตเมนต์ให้อยู่ แล้วเอาเด็กพวกนี้ไปทำงานในบริษัทของตัวเอง ของที่มาทำ ก็ไม่ได้ขายในไทย ส่งออกแบบไม่เสียภาษี แล้วไทยจะเหลืออะไร

    “ตอนนี้คน (คนไทย) จนเยอะขึ้นมาก คนระดับกลางกำลังจะจน เพราะไปซื้อบ้าน ซื้อที่ อายุ 40 กว่าก็โดนจ้างออก จ้างเด็กใหม่ แล้วแถมยังมี AI เข้ามา ต่อไปเรียนบัญชีก็ไม่มีประโยชน์ AI จัดการหมด จะเหลืออะไรล่ะ แถมจีนเข้ามา ก็มาขายเอง ดังนั้นตอนนี้ต้องเลิกฟรีวีซ่าก่อน เพราะที่มาเมืองไทยตอนนี้ไม่ใช่คนดี คนดีเขาไปอยู่ที่อื่น” เจ้เล้งย้ำ

    “ตอนนี้เจ้เล้งพูดอย่างเดียว หยุดลงทุนทั้งหมด ลงไปก็เจ๊งหมด สำเพ็งไปเดินสิ ตอนนี้ไม่มีคนเลย เจ้าของเดิมแทบไม่มี เป็นคนจีนมาขาย แต่ไม่ได้ยั่งยืน เจ๊งแล้วเปลี่ยนใหม่เรื่อยๆ ส่วนเราอยู่ได้เพราะเราไม่ตามเขา ของเราในร้านแทบไม่มีสินค้าจีน แม้รายได้น้อยลง แต่เรามีรายได้อื่นมาซัพพอร์ตแทน เราดูไว้เกือบจะสิบปีแล้วว่าธุรกิจซื้อมาขายไปจะลำบาก พอเริ่มมีคอมพิวเตอร์แล้วเราจะลำบาก”

    ทั้งหมดทั้งมวลเป็นการย้ำถึงสถานการณ์ค้าปลีกโดยเฉพาะรูปแบบซื้อมาขายไปอย่างเช่นร้านเจ้เล้ง ที่โดนผลกระทบรอบด้าน ทั้งเทรนด์ซื้อของออนไลน์ที่เข้ามา ซึ่งเธอบอกว่าแม้บนออนไลน์ร้านเจ้เล้งจะขายได้ แต่ยอดขายก็ยังไม่สามารถทดแทนยอดขายหน้าร้านที่หายไป คนซื้อออนไลน์แค่ชิ้นเดียว ต่างจากหน้าร้านที่คนมาครั้งหนึ่งหยิบของหลายชิ้นใส่ตะกร้า

    นอกจากนี้ยังเจอการเข้ามาของสินค้าจีนที่มีเจ้าของธุรกิจเป็นคนจีน นั่นทำให้เธอตัดสินใจว่าคงไม่มีการลงทุนในเรื่องของหน้าร้านเพิ่มเติม แต่จะเอาเงินที่มีไปลงทุนในอย่างอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังทำอยู่ รวมถึงสวนทุเรียนกว่า 500 ไร่

    “ตอนนี้ยังมีที่ดินเหลืออยู่อีกเป็นพันไร่ ดูว่าจะเป็นอะไร คงค่อยๆ ดูไปก่อน แต่ค่อยๆ ทำ ทำแบบไม่บาดเจ็บ สำคัญคือต้องมีเงินสด เพราะมีอะไรขึ้นมาเราบิดทัน อย่าเอาไปลงทุนหมด ถ้าขายไม่ได้จะเอาเงินสดตรงไหน ยังไงเจ้เล้งก็ยึดถือในเรื่องเงินก้อนเงินสด ดังนั้นทุกอย่างที่จะลงทุนเป็นเงินสดทั้งหมด”

    เป็นการย้ำแนวคิดการทำธุรกิจของเธอว่าการลงทุนทุกอย่างไม่อาศัยเงินกู้ แต่ใช้เงินสดจากที่ตัวเองมี เป็นการเอาเงินต่อเงิน และยังต้องมีเงินสดสำรองไว้สำหรับกรณีฉุกเฉิน ไม่ทุ่มหมดหน้าตัก

    “การจะลงทุนทุกอย่างต้องมี cashflow ถ้าไม่มี cashflow ในตัว ให้คุณขายดียังไงคุณก็เจ๊ง เพราะคุณไม่มีเงินหมุนเวียน ยิ่งขายได้เยอะๆ ยิ่งต้องมี cashflow เยอะๆ ถ้าคุณไม่มี cashflow เยอะๆ คุณอยู่ไม่ได้หรอก การจะทำธุรกิจต้องมีเงินสำรอง ไม่มีเงินสำรอง เกิดอะไรขึ้นมานิดหนึ่งคุณไปแล้ว เจ้เล้งทำธุรกิจมีเงินสำรอง กำลังสร้างตึกอยู่ ก็เก็บเงินสร้าง ตอนนี้เก็บเสร็จแล้ว โอเคแล้ว”

    เมื่อ Forbes Thailand ถามถึงคำแนะนำการลงทุนจากเธอ ถ้าหากมีเงินสัก 1 ล้านบาท ควรเอาไปลงทุนทำอะไรดี เธอตอบทันทีว่า “อยู่เฉยๆ เถอะ” ก่อนจะย้ำว่า “เงิน 1 ล้านบาทนั้นนิดเดียวเอง เท่ากับสิบบาท นอกจากคุณมีของที่คนเขาต้องการ ก็จะสำเร็จแบบฟลุคๆ สมัยนี้ธุรกิจต้องรอฟลุค ถ้ามีล้านนึง ไม่รู้อะไรเลย เขาชวนลงทุนก็ลงทุน เจ๊งกันเป็นแถว"

    และไม่ใช่แค่ทำธุรกิจ เงิน 1 ล้านบาทสำหรับเจ้เล้ง ก็มองว่าไม่ควรเอาไปลงทุนในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน

    “เล่นหุ้นหรือทอง อย่าไปเล่นเลย วงการนี้มันปลาใหญ่กินปลาเล็ก พวกนี้เขาปั่นกัน ถ้าเงินเย็นไม่เป็นไร แต่ถ้าเงินร้อน ติดดอยขึ้นมา เอาตังค์ที่ไหนไปจ่ายดอก หุ้น กองทุน คือการพนัน เป็นการลงทุนแบบเสี่ยงๆ ค่อยๆ กินดีกว่า ยังได้กิน อันนั้นคนรวยเขาปั่นกันจนเขาพอแล้วไง”

    ไม่เพียงเท่านั้น การลงทุนที่เสี่ยงสำหรับเจ้เล้งยังรวมไปถึงคริปโทเคอร์เรนซี่ด้วย เธอบอกว่าเธอลูกๆ เสมอว่าเธอไม่เห็นด้วยกับการลงทุนในสินทรัพย์กลุ่มนี้เพราะมองว่าเป็น “เงินในอากาศ” หรือไม่มีมูลค่าจริงที่จับต้องได้

    “เจ้เล้งบอกลูก เงินในอากาศห้ามเล่นนะ บิทคอยน์ คริปโทฯ อะไรที่หยิบต้องไม่ได้ ห้ามเล่น”

    ส่วนธุรกิจที่น่าลงทุน เจ้เล้งมองว่าอาหารยังไปได้ ถ้ามีฝีมือ เพราะของกินยังไงใครก็ต้องกิน ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านก็ขายได้ ในบ้านตัวเองก็ขายได้ ดังนั้นตึกแถวต่อไปจะร้างหมด

    “จะขายได้ดีตอนนี้ ต้องกล้าพูดกล้าลอง กล้าที่จะท้าชน คนยังชอบอยู่”

    ในวัย 79 ปี เจ้เล้งยังคงเดินเหินคล่องแคล่ว ทักทายสวัสดีลูกค้าที่มาในร้าน ดูแลตรวจสอบการแพ็กสินค้าของพนักงานด้วยตัวเอง

    “ยังทำธุรกิจอยู่ เพราะอยากมีตัวตน เป็นคนแก่ที่มีตัวตน การมีตัวตนเวลาไปไหนทำให้เราภูมิใจ ไปตรงไหน จังหวัดไหน แต่ละเมืองก็รอเจ้เล้ง เป็นการสร้างตัวตนให้คนรู้จัก ให้คนชื่นชม ไปไหนจะทำอะไร คนก็ยอมรับ เชื่อถือ การจะทำอะไรก็ช่าง เราต้องมีตัวตน แต่มีตัวตนไม่ใช่อวดรวยเพื่อให้คนเชื่อถือ แต่เป็นการมีความสำคัญของตัวเองให้คนเห็น จะไปที่ไหน ต้องไปเพราะเขาเห็นความสำคัญของเรา ไม่ใช่ไปแล้วนั่งเงียบๆ ไม่มีตัวตน เหมือนไม่ได้ไป”

    เจ้เล้งอธิบายถึงแนวคิดที่เป็นหลักยึดในชีวิตการทำงานของเธอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เธอยังคงทำงานอยู่จนถึงทุกวันนี้ นั่นคือการมีตัวตนและมีความสำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้คนเชื่อถือ เชื่อมั่น แต่การมีตัวตนไม่ได้มาจากการสร้างภาพเพื่อหาผลประโยชน์ ให้สร้างตัวตนด้วยการลงมือทำงาน

    “เรามีตัวตนแบบชาวบ้าน ไม่ใช่สร้างภาพ เราสร้างภาพความเป็นจริงของชีวิต ไม่ได้สร้างภาพแบบหลอก เจ้เล้งปฏิเสธงานหรูต่างๆ ที่ได้รับเชิญเพราะไม่ชอบเข้าร่วมงานหรู” เจ้เล้งกล่าว ก่อนจะอธิบายถึงตัวตนว่าเธอไม่ใช่คนติดหรู และใช้เงินอย่างคุ้มค่า ตั้งแต่เสื้อผ้าที่ใส่ ขาดก็ซ่อม รูปร่างเปลี่ยนก็ต่อขยายชุดเอา ของที่กินก็ไม่จำเป็นต้องแพง ถ้าอร่อยเธอก็ชอบหมด

    “ฉันทำธุรกิจมาตั้งแต่อายุ 14 หาเงินได้ จะใช้อะไรต้องมีมูลค่าเพิ่ม ไม่ใช้เงินนอกลู่นอกทาง ไม่ติดหรู ไม่อวดรวย มีสัมมาคารวะ ฉันถ่อมตัวมาตั้งแต่เด็ก แต่สู้เงียบจากที่ไม่มีตัวตน ก็สร้างตัวตนตัวเองขึ้นมา แต่ต้องใช้ตัวตนให้ถูกทาง ไม่อวด สิ่งที่แสดงออกมาคือความสำเร็จที่มีให้คนเห็น”

    และนอกจากความต้องการมีตัวตน เจ้เล้งให้เหตุผลของการยังทำงานอยู่ในวัย 79 ปีว่าเป็นเพราะการสู้กับความแก่

    “ฉันเป็นคนทำงาน สู้กับตัวเอง สู้กับความแก่ และจะได้ไม่เป็นอัลไซเมอร์ เราต้องช่วยตัวเองให้ได้ ไม่เป็นภาระใคร และดีกับคนที่คิดว่าจะดี”



ภาพ: วรัชญ์ แพทยานันท์



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : กระจายเสี่ยง-รับมือวิกฤต ฉบับ Zen Group ลุยขยายแฟรนไชส์ใน ตปท. ส่วน “เขียง-ตำมั่ว” จ่อจัดโปรรับพิษสงคราม

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine