กระจายเสี่ยง-รับมือวิกฤต ฉบับ Zen Group ลุยขยายแฟรนไชส์ใน ตปท. ส่วน “เขียง-ตำมั่ว” จ่อจัดโปรรับพิษสงคราม

กระจายเสี่ยง-รับมือวิกฤต ฉบับ Zen Group ลุยขยายแฟรนไชส์ใน ตปท. ส่วน “เขียง-ตำมั่ว” จ่อจัดโปรรับพิษสงคราม

กระจายความเสี่ยงแบบมือโปร คือทางรอดในวันที่โลกไม่แน่นอน Zen Group เดินเกมรุก ขยายแฟรนไชส์สู่ต่างประเทศ สร้างรายได้หลายทาง ขณะเดียวกัน “เขียง-ตำมั่ว” เตรียมอัดโปรแรง สู้พิษเศรษฐกิจและสงครามอย่างมีชั้นเชิง


    ท่ามกลางสมรภูมิธุรกิจร้านอาหารที่แข่งขันกันอย่างเข้มข้น การเติบโตของเชนร้านอาหาร (Chain Restaurant) วันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการ “ขยาย” อีกต่อไป แต่คือการวางเกมเพื่อ “กระจายความเสี่ยง” ควบคู่กัน

    ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสาขาให้แบรนด์เดิม สร้างแบรนด์ใหม่เข้ามาเสริมพอร์ต ขยายตลาดไปยังพื้นที่หลากหลาย หรือแม้แต่การใช้โมเดลแฟรนไชส์เพื่อลดภาระการลงทุน

    เพราะในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ ไม่รู้จะมีวิกฤตเกิดขึ้นเมื่อไหร่ การมีพอร์ตธุรกิจที่ยืดหยุ่นและหลากหลาย อาจเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าใครจะอยู่รอดและเติบโตต่อไปได้ในระยะยาว

    Zen Group หรือ บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ก็เช่นกัน นี่คือหนึ่งในธุรกิจเชนร้านอาหารที่อยู่คู่ไทยมามากกว่า 34 ปี อย่างที่เราเห็นกันว่าการเติบโตของเซ็น กรุ๊ป ที่ผ่านมา จากเชนที่เริ่มด้วยอาหารญี่ปุ่น ก่อนจะเติมความหลากหลายให้พอร์ต ทั้งการเสริมด้วยอาหารจีน การควบรวมกิจการกับ “ตำมั่ว” เพื่อขยายสู่อาหารไทยอีสาน จนถึงการเปิดสตรีทฟู้ดอย่าง “เขียง” ที่ขยายการเติบโตด้วยโมเดลแฟรนไชส์

    โมเดลการเติบโตด้วยแฟรนไชส์ของเซ็น กรุ๊ป ค่อนข้างน่าสนใจ ภายใต้การใช้แบรนด์เขียงเป็นหัวหอกหลักที่ขยายแฟรนไชส์ทั้งในไทยและต่างประเทศ ปัจจุบันเซ็น กรุ๊ป มีร้านที่เป็นแฟรนไชส์รวมกว่า 163 สาขาแล้ว

    และปีที่ผ่านมา ท่ามกลางความท้าทายมากมายจากสถานการณ์ต่างๆ ของไทย จนทำให้เซ็น กรุ๊ป มีสาขาแฟรนไชส์สุทธิลดลงและรายได้ของแฟรนไชส์ลดลง จากกำลังซื้ออ่อนตัวและการแข่งขันสูง แต่การผลักดันให้ลูกค้าแฟรนไชส์สั่งซื้อวัตถุดิบจากบริษัทได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากการวัตถุดิบต่อรายได้ของร้านแฟรนไชส์สูงกว่างวดเดียวกันของปีก่อน

    ขณะที่ธุรกิจแฟรนไชส์ก็ยังสร้างรายได้เป็นสัดส่วนถึง 4.8% ให้กับบริษัทที่มีรายได้รวม 3,979 ล้านบาท (ลดลง 3% YoY) ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เท่าๆ กับปี 2567 ทำให้นี่จึงเป็นโมเดลที่ยังน่าสนใจ

ศิรุวัฒน์ ชัชวาลย์


    “ปีที่แล้วเราขยับตัวยาก เพราะทั้งเหตุการณ์แผ่นดินไหว นักท่องเที่ยวที่คิดว่าจะมาช่วงไฮซีซั่นก็ไม่มา มาเจอการเมือง สงคราม” ศิรุวัฒน์ ชัชวาลย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจแฟรนไชส์ บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เริ่มต้นพูดคุยถึงสถานการณ์ประเทศไทยในปีที่แล้วตั้งแต่ช่วงไตรมาส 1 ที่มีเหตุการณ์มากมายและสร้างความท้าทายต่อการขยับขยายตลาดในประเทศ

    ซึ่งทำให้เซ็น กรุ๊ป มองตลาดต่างประเทศเป็นโอกาสในการสร้างการเติบโต และกระจายความเสี่ยงจากสภาวะในประเทศที่อาจเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว และนำมาสู่การขยายแฟรนไชส์ไปต่างประเทศมากขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี เริ่มตั้งแต่ที่ สปป.ลาว ที่เรียกได้ว่าเป็นการไปครบทุกแบรนด์ในโมเดลแฟรนไชส์ของ Zen Group

    “วันที่ 27 เมษายนนี้จะเปิด 4 สาขา 4 แบรนด์ (แบรนด์ละ 1 สาขา) ได้แก่ ร้านอาหารญี่ปุ่น Zen, ร้าน On the Table, ร้านลาวญวน และร้านเขียง โดยทั้งหมดจะเปิดในศูนย์การค้าใจกลางเวียงจันทน์อย่าง Mega Mall”



    โดยผู้ที่ตกลงเซ็นสัญญาซื้อแฟรนไชส์จาก Zen Group ไป คือเจ้าของศูนย์การค้า Mega Mall ที่ก่อนหน้านี้เขาเปิดเขียงไปแล้ว 5 สาขา (จากที่เซ็นไว้ 10 สาขา) โดยเขายังมีธุรกิจอื่นอีก ไม่ว่าจะเป็น ดีลเลอร์รถยนต์ BMW ธนาคารอินโดไชน่า และคอนวีเนียนสโตร์ชื่อ KokKok Mart เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มทุนธุรกิจรายใหญ่ใน สปป.ลาวก็ว่าได้

    ทั้งนี้ เซ็น กรุ๊ปตกลงเซ็นขายแฟรนไชส์ร้านอาหารญี่ปุ่น Zen, ร้าน On the Table และร้านลาวญวน ไว้แบรนด์ละ 3 สาขา ซึ่งจะทยอยเปิดให้ครบภายใน 2 ปีนี้ เริ่มตั้งแต่ปีนี้


    นอกจากลาวแล้ว เซ็น กรุ๊ป ยังเดินหน้าขยายแฟรนไชส์ “เขียง” ต่อในฟิลิปปินส์และมาเลเซีย โดยฟิลิปปินส์เซ็นสัญญาไว้ 5 สาขา เปิดไปแล้ว 3 สาขา จะเปิดเพิ่มอีก 2 สาขา ส่วนมาเลเซียเซ็นสัญญาร้านเขียงไว้ 5 สาขาเช่นกัน เปิดไปแล้ว 2 สาขา จะเปิดเพิ่มอีก 3 สาขา ซึ่งในปีนี้จะพยายามทยอยเปิดให้ครบตามสัญญาที่เซ็นไว้

    “ปีนี้เราตั้งเป้าเปิดให้ได้ครบ maintain ให้รอด แล้วค่อยขยายเพิ่มเติม” ศิรุวัฒน์กล่าว ก่อนจะเผยอีกว่าบริษัทกำลังเสนอการขายแฟรนไชส์ที่สิงคโปร์อยู่ด้วย โดยนำเสนอไปทุกแบรนด์ แต่อยากให้จบที่แบรนด์เขียง เพราะ “กะเพรา” กำลังเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จากต่างชาติ

    สำหรับในประเทศไทยยังมีดีลสำคัญคือการเปิดสาขาแฟรนไชส์ของร้านเขียงในสนามบินสุวรรณภูมิ ในวันที่ 9 เมษายนนี้ ด้วยความเชื่อมั่นว่านี่จะเป็นการนำเสนอรสชาติของอาหารไทยสู่สถานที่ที่เป็น Gateway ของประเทศ ที่มีทราฟฟิกมากถึง 60 ล้านคน/ปี โดยกลุ่มที่ได้สิทธิ์แฟรนไชส์คือกลุ่มที่ทำธุรกิจ F&B ในสนามบินสุวรรณภูมิอยู่แล้ว ทั้งนี้ เขียงที่สาขานี้จะมีราคาสูงกว่าสาขาข้างนอกเล็กน้อย เนื่องจากค่าเช่าสถานที่ที่สูงกว่า แต่สามารถเปิดให้บริการได้ 24 ชั่วโมง


    “แผนของเราตอนนี้ก็ยังเดินหน้าขยายแฟรนไชส์อยู่ และก็เริ่มไปต่างประเทศมากขึ้น เพราะถ้าเปิดร้านในไทยเพื่อรอนักท่องเที่ยวอย่างเดียว ก็อาจเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เขาไม่มาได้ เราเลยเปลี่ยนแผนพาตัวเองไปบุกหาเขาดีกว่า และไปแบบแฟรนไชส์ เพราะแม้จะได้กำไรน้อยหน่อย แต่เราไม่ต้องลงทุนเอง” ศิรุวัฒน์ย้ำถึงแนวคิดของเซ็น กรุ๊ป ที่ตั้งเป้าไว้ว่าธุรกิจแฟรนไชส์จะเติบโตอีก 30% ในอีก 3 ปีข้างหน้า จากแผนการขายแฟรนไชส์ไปต่างประเทศ

    เขาบอกอีกว่า ไม่ว่าวิกฤตอะไรคนต้องกินข้าว ทำให้ธุรกิจอาหารยังเป็นธุรกิจที่ยังมีโอกาสเสมอ แต่สิ่งที่ต้องทำคือต้องไม่รอคอยและพึ่งพาการทำงานของรัฐบาลหรือจำนวนนักท่องเที่ยว ต้องหา “หนทาง” ที่จะไปได้ด้วยตัวเองด้วย


ทำธุรกิจ ต้องอยู่ร่วมกับสงคราม มากกว่ารอให้หยุด

    ในวันที่พูดคุยกันคือช่วงบ่ายของวันที่ 25 มีนาคม 2569 ก่อนที่รัฐบาลจะประกาศลอยตัวราคาน้ำมัน ศิรุวัฒน์เผยว่าสงครามความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่ได้สร้างผลกระทบมากนัก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจในไทย ลาว หรือแม้แต่ฟิลิปปินส์ โดยยังคงขายอาหารในราคาปกติ แต่ก็ประเมินว่าต้นทุนจะสูงขึ้นหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อหรือรุนแรง

    “สงครามเล็กในปีที่แล้ว ไม่สะเทือนกับธุรกิจเท่าไหร่ แต่สงครามใหญ่ในปีนี้ ผมมองว่าธุรกิจมันต้องไปต่อ ดังนั้นต้องวางแผนอยู่ร่วมกับสงคราม มากกว่าที่จะรอให้หยุด” ศิรุวัฒน์กล่าวถึงแนวคิดหลักของผู้บริหารเซ็น กรุ๊ป ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ในการทำงานที่นี่

    เขาย้อนให้ฟังว่า บอร์ดบริหารเคยถามเขาตอนเข้ามาทำงานที่นี่ใหม่ๆ ว่า “ถ้าห้างเปิดไม่ได้ จะทำอย่างไร” คำถามนั้นทำให้เกิดแบรนด์เขียงขึ้นมา และเกิดการโฟกัสโมเดลเดลิเวอรี่ ขณะที่ “ตำมั่ว” ซึ่งเป็นธุรกิจที่เขาก่อตั้งขึ้นก่อนจะควบรวมเข้ากับเครือเซ็น ก็ขายแฟรนไชส์มาตั้งแต่ก่อนอยู่กับเซ็น เพื่อกระจายความเสี่ยง ส่วนเซ็น กรุ๊ปนั้น ช่วงโควิดยังไปซื้อกิจการโรงงานเข้ามา

    “ผู้บริหารเซ็น กรุ๊ปไม่ได้รอคอยปัญหาหมด แต่เรียนรู้ในระหว่างที่เกิดปัญหา จนเกิดเป็นโมเดลใหม่ๆ อย่างที่ผ่านมา และครั้งนี้ก็อาจจะมีโมเดลใหม่ๆ ท่ามกลางภาวะน้ำมันแพง” ศิรุวัฒน์ย้ำ ก่อนจะเผยถึงไอเดียสู้วิกฤตช่วงนี้ โดยร้านเขียงจะทำโปรโมชั่นใหม่ ให้ลูกค้านำภาชนะไปเองจะลดราคาให้ 10 บาท เริ่มวันที่ 1 เมษายน 2569 (เฉพาะสาขาที่กำหนด) เพื่อชะลอการใช้แพ็กเกจจิ้งลง

    “ผมว่ามันไม่แฟร์ที่ถ้าหากถ้วยแพง ข้าวราคาเท่าเดิม แต่ต้องขายข้าวแพงขึ้น ถ้าผมไม่ต้องเสียเงินตรงนี้ ลูกค้าก็ไม่ควรต้องเสียเงินเพิ่ม”

    แนวคิดจัดโปรโมชั่นช่วงวิกฤตยังรวมไปถึงร้าน “ตำมั่ว” ที่มีไอเดียทำ “ตำปลาร้าช่วยชาติ” เป็นการจัดโปรทำส้มตำปูปลาร้าไซส์ใหญ่ ขายราคาพิเศษ

    กล่าวคือส้มตำปูปลาร้าของตำมั่วปกติราคา 65 บาท เหมาะกับรับประทานคนเดียว แต่ตำปลาร้าช่วยชาติจะเป็นส้มตำปูปลาร้าที่ราคา 99 บาท บรรจุใส่ถุงมัดหนังยางเพื่อลดการใช้แพ็กเกจจิ้ง และมีปริมาณที่รับประทานได้ 2 คนเป็นอย่างน้อย มีน้ำส้มตำเยอะหน่อย เพื่อให้เอาเส้นขนมจีนหรือเส้นเล็กไปคลุกกับน้ำส้มตำได้ ตามจริตการกินอาหารอีสานที่หลายคนชื่นชอบ โดยรูปแบบนี้จะขายเฉพาะบนเดลิเวอรี่และหน้าร้านเท่านั้น


    “จริงๆ เราอยากลดแพ็กเกจจิ้งเพราะปกติขายเป็นกล่อง อันนี้จะเป็นถุงมัดหนังยาง โดยเลือกเมนูนี้เพราะขายดีที่สุด ปีที่แล้ว 16 ล้านออเดอร์ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นแค่สัญญาณว่าเราจะสู้กับวิกฤต และแบรนด์คิดเร็วทำเร็ว”

    ศิรุวัฒน์กล่าวถึงแนวคิดสำคัญของการเป็นผู้ประกอบการ นั่นคือการปรับตัวให้ไว และรับมือกับวิกฤตเท่าที่สถานการณ์จริงเกิดขึ้น แม้ควรวางแผนต่อเนื่องหากสถานการณ์เลวร้ายกว่าเดิม แต่ไม่ใช่สิ่งที่ควรพูดออกมาให้สาธารณะได้รับทราบในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่เกิดขึ้นจริง



ภาพ: Zen Group



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : หนองคายกำลังจะมี “โรบินสัน” มูลค่าลงทุน 1,200 ล้านบาท ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ช็อปปิ้ง-อาหาร-กิจกรรม-แฮงก์เอาต์

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine