Big Bad Wolf กาลครั้งหนึ่ง…มีหมาป่าตัวร้าย ที่เปลี่ยนโลกด้วยการอ่านหนังสือ

Big Bad Wolf กาลครั้งหนึ่ง…มีหมาป่าตัวร้าย ที่เปลี่ยนโลกด้วยการอ่านหนังสือ

ตัวร้ายในเทพนิยายอาจเป็นหมาป่าเจ้าเล่ห์จอมตะกละ ทว่าโศกนาฏกรรมในโลกแห่งความจริงคือการที่เด็กๆ ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องพื้นฐานอย่างการอ่านเขียน ซึ่งนับเป็นปัญหาใหญ่ที่ชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คุ้นเคย ด้วยสภาวะค่าครองชีพสูงสวนทางรายได้ การจะซื้อ ‘อาหารสมอง’ อย่าง ‘หนังสือ’ จึงถือเป็นเรื่องยาก ยิ่งกับหนังสือภาษาอังกฤษที่มีราคาสูงกว่าหนังสือในประเทศยิ่งไม่ต้องพูดถึง จุดประกายให้ Jacqueline Ng เริ่มต้นงานขายหนังสือ Big Bad Wolf Books เพื่อทลายกำแพงแห่งราคา ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงหนังสือและตำราต่างๆ ได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น


    หลังงานขายหนังสือภาษาอังกฤษลดราคา Big Bad Wolf มาเยือนประเทศไทยครั้งแรกในปี 2016 ประสบความสำเร็จเกินคาด และมีเสียงตอบรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่งเรื่อยมา ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานรวมกว่า 2 ล้านคน ยอดจำหน่ายหนังสือกว่า 10 ล้านเล่ม และแรงสนับสนุนจากพาร์ทเนอร์รายต่างๆ ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ทำให้ Big Bad Wolf พร้อมก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 ในไทยอย่างงดงามและยิ่งใหญ่กว่าเคย

    ในโอกาสนี้ Forbes Thailand จึงอยากแบ่งปันบทสัมภาษณ์พิเศษกับแม่หมาป่า Jacqueline Ng ผู้ร่วมก่อตั้ง Big Bad Wolf ถึงเรื่องราวของเจ้าหมาป่าตัวร้ายซึ่งเคยถูกตราหน้าว่าจะมาพังวงการหนังสือ แต่สุดท้ายแล้วกลับพลิกบทบาทเป็นฮีโร่ผู้ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านแก่เยาวชน ช่วยชีวิตอุตสาหกรรมหนังสือ ตลอดจนเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ สู่แรงกระเพื่อมอันยิ่งใหญ่ที่จะมาเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้


เมื่อหนังสือราคาแพงเกินเอื้อม…ก็ลดราคาสิ!

    ย้อนกลับไป 19 ปีก่อน ในเมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย สามีภรรยาคู่หนึ่งเปิดร้านหนังสือเล็กๆ บนพื้นที่ 500 ตารางฟุต มีลูกค้าแวะเวียนมาพอสมควร แต่ทั้งสองกลับสังเกตว่าลูกค้าที่มาซื้อหนังสือมักเป็นหน้าเดิมๆ หากอยากขายหนังสือได้มากขึ้น พวกเขาก็ต้องดึงดูดลูกค้าใหม่ หลายคนมองว่าเป็นเรื่องยาก เพราะสมัยนั้นสถิติชี้ว่ามีชาวมาเลเซียเพียง 2% เท่านั้นที่อ่านหนังสือ

    กระนั้น Jacqueline กลับคิดต่าง เธอตั้งคำถามว่า “ประชากร 98% ไม่อ่านหนังสือ แล้วถ้าเราขายหนังสือในราคาที่ถูกลง จะเปลี่ยนคนไม่อ่านหนังสือให้มาอ่านหนังสือได้หรือไม่?”


Jacqueline Ng ผู้ร่วมก่อตั้ง Big Bad Wolf

​

    เธอพิจารณาและสันนิษฐานว่าสาเหตุอาจเป็นเพราะหนังสือมีราคาแพงเกินไป ยิ่งหนังสือภาษาอังกฤษยิ่งราคาสูงไปอีก เธอจึงมานั่งคิดกับสามีว่าควรทำอย่างไร ก่อนจะได้ไอเดียจัดงานขายหนังสือลดราคา

    ความคิดเรียบง่าย แต่ให้ลงมือทำจริงนั้นไม่ง่ายเลย แต่ก็อีกนั่นแหละ เมื่อมนุษย์เราตั้งใจทำสิ่งใดอย่างจริงแท้ หนทางย่อมมีเสมอ หลังศึกษาหาข้อมูล วางแผน ติดต่อหาพาร์ทเนอร์ ต่อเนื่องไปจนถึงการลงมือดำเนินการราว 2-3 ปี Jacqueline และสามีก็เปิดตัวงาน Big Bad Wolf ครั้งแรกในมาเลเซียเมื่อปี 2009 ซึ่งผลตอบรับออกมาดีเกินคาด

    “คำกล่าวที่ว่าชาวมาเลเซียไม่อ่านหนังสือจึงไม่ใช่เรื่องจริงเลย ปัญหาคือราคา สัดส่วนหนังสือที่ขายดีที่สุดคือหนังสือเด็ก หมายความว่าแม้พ่อแม่ไม่อ่านหนังสือ ไม่พูดภาษาอังกฤษ พวกเขาก็ยังอยากให้ลูกๆ สามารถเรียนภาษาอังกฤษได้ มีโอกาสดีๆ ในชีวิต มีอนาคตที่สดใสยิ่งกว่า พวกเขาอยากให้เด็กๆ เริ่มอ่านหนังสือ แม้ว่าพวกเขาจะไม่อ่านก็ตาม” Jacqueline เล่าพร้อมเผยพฤติกรรมผู้ใหญ่หลายคนที่มางาน Big Bad Wolf ว่าพวกเขามักซื้อหนังสือให้ลูกหลานมากกว่าให้ตัวเองเสมอ ชี้ว่าประชากรเหล่านี้ตระหนักถึงความสำคัญของพัฒนาการที่เชื่อมโยงกับการอ่านหนังสือ

    ส่วนหนังสือที่ขายยากในปีแรกๆ แม่หมาป่าเผยว่าเป็นหนังสือสำหรับวัยรุ่น แต่ครั้นหลายปีผ่านไป ตัวเลขหนังสือวัยรุ่นที่ขายได้กลับเพิ่มขึ้นจนเธอประหลาดใจ หลังหาคำตอบเพื่อคลายความสงสัย เธอพบว่าตัวเลขเหล่านี้มาจากเด็กๆ ที่เติบโตมากับ Big Bad Wolf นั่นเอง เมื่อพวกเขาเริ่มอ่านหนังสือตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นมาเขาก็ยังอ่านหนังสือ แค่เปลี่ยนแนวไปตามวัย สะท้อนความสำเร็จในการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านแก่เยาวชนของ Big Bad Wolf ในมาเลเซีย

    อีกประโยชน์หนึ่งของการขายหนังสือในราคาถูก กระตุ้นให้เกิดการซื้อไปฝาก คุณอาจไม่มีลูก แต่มีหลาน หรือคนที่คุณรู้จักมีลูกวัยหัดเรียนรู้ เมื่อคุณมาเดินงาน พบว่าหนังสือราคาเป็นมิตร และคุณตัดสินใจซื้อกลับไปให้เด็กสักคนเป็นของขวัญ ก็นับเป็นการช่วยผลักดันการอ่านอีกทาง ตามความตั้งใจของ Jacqueline และสามีที่อยากให้งานนี้เป็นพื้นที่ส่งต่อสิ่งดีๆ

​


​

หมาป่าตัวร้ายทลายกำแพงกีดขวางการอ่านหนังสือ

    เมื่อถามถึงสาเหตุที่ตั้งชื่องานว่า Big Bad Wolf คำตอบเป็นเรื่องของการตลาดและโฆษณา Jacqueline และสามีเป็นคนธรรมดาสามัญ ไม่ใช่นักธุรกิจใหญ่หรือมหาเศรษฐี งบในการทำธุรกิจมีจำกัด โชคดีที่สมัยนั้น Facebook เริ่มเป็นที่แพร่หลายแล้ว ช่วยเปิดโอกาสในการประชาสัมพันธ์โดยไม่ต้องใช้เงินมาก โจทย์จึงเป็น “จะทำอย่างไรเพื่อดึงความสนใจของผู้คนให้อยู่หมัดตั้งแต่วินาทีแรก?”

    Andrew Yap สามีของ Jacqueline มีความเป็นนักการตลาดสูง เขาคิดว่าควรมีตัวละครสักตัวทำหน้าที่เป็นตัวแทนแบรนด์ในการสื่อสาร โดยเขาอยากได้ตัวละครที่เป็นสัตว์ มาจากนิทานที่ใครๆ ก็รู้จัก และต้องเป็นตัวร้าย สามารถแสดงความเจ้าเล่ห์ ความซุกซน รวมถึงมีความสนุกในตัวเอง คำตอบมาลงตัวที่หมาป่า

    แต่รู้หรือไม่ว่า Big Bad Wolf เคยโดนตราหน้าเป็นตัวร้ายจริงๆ ไม่ใช่แค่ชื่อ

    อีกด้านของความสำเร็จ แรกทีเดียว Big Bad Wolf ถูกมองว่าเป็นหมาป่าตัวร้ายที่ทำลายอุตสาหกรรมหนังสือ เพราะกลัวว่าราคาถูกแสนถูกจะทำให้ตลาดพังพินาศ กระทั่งทุกอย่างค่อยๆ เข้าที่เข้าทาง เหล่าผู้ประกอบการสำนักพิมพ์ เจ้าของร้านหนังสือ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมหนังสือจึงพบว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นตรงกันข้าม กลายเป็นว่าหนังสือกลับขายดีขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากคนอ่านหนังสือแล้วก็เกิดติดใจอยากอ่านเพิ่มอีกจนต้องไปหาซื้อเพิ่มที่ร้านหนังสือนั่นเอง

    นอกจากนี้ เท้าความว่าการทำงานของสำนักพิมพ์ต่างประเทศมีความแตกต่างจากในไทยอยู่บ้าง เพราะต้องส่งหนังสือไปขายทั่วโลกจึงมักมีการพิมพ์หนังสือเผื่อไว้จำนวนมหาศาล และเพราะวงการบ้านเขาใหญ่กว่า ทำให้มีผลงานใหม่ๆ จ่อคิวเตรียมเปิดตัวอย่างต่อเนื่อง พื้นที่บนชั้นวางในร้านหนังสือจึง ‘มีวันหมดอายุ’

    เมื่อเวลาผ่านไป หนังสือที่เพิ่งวางแผงเพียงไม่กี่เดือนก็ต้องถูกเก็บลงไปเพื่อให้มีพื้นที่สำหรับหนังสือใหม่ กลายเป็นหนังสือเหลือ หรือที่เรียกกันว่า Remaindered Book แต่หนังสือเหลือเหล่านี้คือมือหนึ่ง สภาพดี น่าเสียดายหากมันจะหายไปจากหน้าร้านเฉยๆ นี่แหละคือตอนที่ Big Bad Wolf เข้ามามีบทบาท

    Jacqueline ติดต่อขอซื้อ Remaindered Book เหล่านี้ในราคาถูกกว่าปก (แน่นอนว่าไม่ได้เป็นการต่อรองเอาเปรียบ เพราะหนังสือที่พิมพ์จำนวนมากมักมีราคาต่ำกว่าปกอยู่แล้ว ยิ่งพิมพ์มาก ราคาต่อเล่มก็ยิ่งต่ำ) โดยเธอมีความโปร่งใส แจ้งซัพพลายเออร์ทุกครั้งว่าจะนำหนังสือเหล่านี้ไปขายในราคาถูกเพื่อให้นักอ่านที่มีอุปสรรคเรื่องเงินสามารถเข้าถึงการอ่านได้ เธอบอกว่าทีแรกสำนักพิมพ์เหล่านี้ก็ไม่เชื่อนักหรอก ปกติมีแต่คนต่อรองขอซื้อหนังสือราคาถูกเพื่อไปขายต่อในราคาแพงเอากำไรทั้งนั้น ไม่มีใครในโลกนี้ทำแบบเธอ


​

    “ในปีแรกๆ ของการจัดงาน Big Bad Wolf กระทั่งตอนขยายมาจัดที่กรุงเทพฯ มีซัพพลายเออร์จากสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ หลายรายที่บินมาดูงาน เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานว่าหนังสือของพวกเขาถูกนำมาขายในงานจริงๆ ในราคาถูกจริงๆ และสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือ พวกเขาเห็นว่ามีลูกค้ามาซื้อจริงๆ มันทำให้พวกเขาภูมิใจและเกิดแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้าที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจอันยิ่งใหญ่”

    กลายเป็นว่า Jacqueline ช่วยให้สำนักพิมพ์ขายหนังสือเหลือเหล่านี้ออกไปได้สำเร็จ ไม่เปลืองคลังจัดเก็บอีกต่อไป ตลอดจนเติมเต็มคุณค่าทางใจ ว่างานของพวกเขามีความหมาย ผู้คนมากมายอยากอ่านหนังสือ พวกเขาเลยหันมาให้การสนับสนุนเธอเต็มที่ และบ่อยครั้งก็มีการพิมพ์หนังสือเผื่อไว้ให้เธอนำมาจำหน่ายที่งาน Big Bad Wolf ด้วย


จากมาเลเซียสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขยายไปไกลทั่วโลก

    ต่อมา สองผู้ร่วมก่อตั้ง Big Bad Wolf ก็พิจารณาว่าควรพาหมาป่าร้ายออกจากมาเลเซีย โดยจุดหมายแรกคือประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทย เนื่องจากทั้งสองเคยมาท่องเที่ยวบ่อยครั้ง ขับรถจากมาเลเซียไปจรดเหนือสุดของไทย เรียกได้ว่าแทบไปจะมาทั่วดินแดนขวานทองแห่งนี้แล้ว เกิดความผูกพันกับคนไทย และพบว่าไทยเองก็มีข้อมูลประชากรคล้ายคลึงกับมาเลเซีย คนไทยที่ทั้งสองเจอนั้นเป็นมิตร พยายามสื่อสารภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติอย่างมีไมตรี แต่เพราะเข้าไม่ถึงทรัพยากรที่จำเป็น ทำให้ไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้เต็มที่ Jacqueline รู้ทันทีว่านี่แหละคือหน้าที่ของ Big Bad Wolf

    นับเป็นโชคดีเมื่อ Jacqueline และสามีพบเจอกัลยาณมิตรชาวไทยระหว่างเดินทางท่องเที่ยว ครั้นได้รับฟังเรื่องราวของหมาป่าตัวร้ายที่คอยช่วยให้เด็กๆ ได้อ่านหนังสือ บุคคลที่โชคชะตาพามาพบเจอเหล่านี้ก็ตัดสินใจยื่นมือเข้าช่วยในฐานะพาร์ทเนอร์ สนับสนุนให้ Big Bad Wolf เดินทางมาไทยได้สำเร็จ

    ทั้งนี้ ไทยไม่ใช่ประเทศแรกที่ Big Bad Wolf ไปเยือนหลังออกจากมาเลเซีย เพราะมีพาร์ทเนอร์จากอินโดนีเซียติดต่อมาหาและทุกอย่างเข้าที่เข้าทางมาก หมาป่าร้ายจึงขนหนังสือไปเปิดงานขายที่อินโดนีเซียก่อนในเดือนเมษายน 2016 แล้วค่อยเดินทางมาไทยในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน ผลปรากฏว่าเสียงตอบรับของนักอ่านชาวไทยก็ดีไม่แพ้มาเลเซียและอินโดนีเซียเลย ทำให้เธอได้จัดงานต่อเนื่องที่ไทยมาตลอด 8 ปี โดยจำหน่ายหนังสือไปแล้วกว่า 10 ล้านเล่ม มีผู้เข้างานกว่า 2 ล้านคนสำหรับประเทศไทย

    โมเดลธุรกิจแบบ Big Bad Wolf อาจไม่ค่อยรุ่งนักในประเทศที่ประชากรมีรายได้สูง สามารถซื้อหนังสือได้สบายๆ แต่สำหรับประเทศที่มีปัญหาเดียวกันคือความเหลื่อมล้ำ เศรษฐกิจซบเซา ค่าครองชีพพุ่งสวนทางรายได้ และหลายพื้นที่ยังเข้าไม่ถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ งานหนังสือลดราคานับว่าตอบโจทย์และมีประโยชน์อย่างยิ่ง

    จนถึงวันนี้ Jacqueline และสามีร่วมด้วยพาร์ทเนอร์จากนานาชาติพา Big Bad Wolf ไปจัดงานมาแล้วที่ 55 เมืองใน 17 ประเทศ อาทิ ไทย อินโดนีเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ปากีสถาน ศรีลังกา และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีการจำหน่ายหนังสือไปแล้วกว่า 100 ล้านเล่ม ดึงดูดผู้เข้าร่วมงานกว่า 5 ล้านคนทั่วโลก

    สำหรับอนาคต ทั้งสองมีแผนพา Big Bad Wolf บินลัดฟ้าไปเปิดตัวที่ละตินอเมริกา ด้วยข้อมูลประชากรที่ใกล้เคียงกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยข้อสำคัญคือเป็นประเทศที่ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาแม่ และเด็กๆ ยังเข้าถึงหนังสือได้ยากด้วยอุปสรรคด้านเงินตรา เพราะปณิธานอันแน่วแน่ของ Big Bad Wolf ตั้งแต่วันแรกจนวันนี้ยังคงเหมือนเดิม นั่นคือการเปลี่ยนโลกใบนี้ด้วยการอ่านหนังสือ

​



เมื่อแรงกระเพื่อมเล็กๆ นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่

    “เปลี่ยนโลก” (Change the World) ถ้อยคำสั้นกระชับแต่กลับทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ และเป็นคำที่ Jacqueline ย้ำตลอดการสนทนา นิยามการเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ในทัศนะของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน สำหรับ Jacqueline ที่พื้นเพมาจากครอบครัวคนธรรมดาไม่ได้ร่ำรวย เธอเล็งเห็นว่าการอ่านหนังสือนี่แหละคือกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนโลก เพราะหนังสือหนึ่งเล่มคือความเป็นไปได้ไร้ที่สิ้นสุด

    “สิ่งที่ฉันมักพูดเสมอ ลองจินตนาการดูนะคะ สมมติว่ามีหนังสือเล่มหนึ่ง สมมติว่าเกี่ยวกับดาวเคราะห์ แล้วคุณก็มอบมันให้กับเด็ก 5 ขวบสักคน เด็กน่ะไร้เดียงสา เขาอ่านหนังสือ จดจำชื่อดาวเคราะห์ทั้งหมดได้ แล้วลองนึกภาพตามนะคะ ต่อมาเขามานั่งรับประทานอาหารเย็นกับผู้ใหญ่ อาจเป็นลุงหรือป้า ก่อนที่เขาจะเริ่มท่องชื่อดาวเคราะห์แต่ละดวงออกมา”

    ดวงตาของแม่หมาป่าเป็นประกายยามอธิบายว่าเมื่อเด็กคนหนึ่งได้อ่านหนังสือ มีโอกาสที่อะไรจะเกิดขึ้นกับเขาบ้าง

    “แล้วผู้ใหญ่ก็จะชมเขาว่า ‘ฉลาดจังเลย! ตัวแค่นี้แต่จำชื่อดาวเคราะห์ได้หมด’ พ่อแม่จะภูมิใจ ทำให้เด็กรู้สึกว่าเขามีความรู้ เขาฉลาด และมีความมั่นใจในตัวเองสูง อยากเรียนรู้เพิ่ม นี่คือสวิตช์ที่เปลี่ยนทุกอย่างค่ะ”

    การเปลี่ยนโลกของ Jacqueline และ Big Bad Wolf จึงหมายถึงการหยิบยื่นโอกาสให้คนๆ หนึ่งสามารถเติบโตและพัฒนาตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพผ่านการอ่านหนังสือ พลิกชีวิตของเขาให้ดีขึ้น และวันหนึ่งเขาก็จะกลายเป็นบุคลากรคุณภาพของสังคม เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนในโลกใบนี้

    นี่คือสาเหตุที่งาน Big Bad Wolf มีสัดส่วนหนังสือเด็กมากที่สุด สำหรับงานที่ไทยมีหนังสือเด็กราว 75% เพราะ Jacqueline ให้ความสำคัญกับการปลูกฝังพฤติกรรมรักการอ่านแต่เด็กนั่นเอง พาร์ทเนอร์คนสำคัญของเธอก็เป็นสำนักพิมพ์ Plan for Kids ผู้ผลิตหนังสือเด็กชั้นนำของไทย

​


    แต่เธอก็ไม่ได้ละเลยผู้ใหญ่ เพราะเมื่อคนเราอายุมากขึ้นก็ย่อมอยากอ่านหนังสือที่แตกต่างออกไป สัดส่วนนักอ่านหนังสือผู้ใหญ่ก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นทุกปี และโซเชียลมีเดียที่เคยเป็นภัยคุกคามการอ่านหนังสือ เพราะทำให้คนมี ‘พฤติกรรมติดจอ’ ก็กลายเป็นว่าทุกวันนี้ผู้คนเริ่มมองหากิจกรรมออฟไลน์ทำมากขึ้น เพื่อ social detox และหนึ่งในกิจกรรมเหล่านั้นคือการอ่านหนังสือ ดังนั้นอีกหนึ่งพาร์ทเนอร์รายสำคัญของงานจึงเป็น Silkworm Books สำนักพิมพ์อิสระชั้นนำของไทยที่มีบทบาทสำคัญในการคัดเลือกหนังสือดีจากสำนักพิมพ์ไทยมาร่วมจำหน่ายในราคาพิเศษภายในงานที่กรุงเทพฯ ในปีนี้

    ก่อนจบการสัมภาษณ์ Jacqueline ฝากเชิญชวนทุกคนมาร่วมงาน Big Bad Wolf Books 2025 ซึ่งเป็นครั้งที่ 9 ในไทย โดยจัดขึ้นในวันที่ 7–17 สิงหาคม 2025 เวลา 10:00–22:00 น. ณ อิมแพ็ค ฟอรั่ม ฮอลล์ 4 เมืองทองธานี งานในปีนี้ยิ่งใหญ่กว่าที่เคย อัดแน่นด้วยหนังสือคุณภาพกว่า 2 ล้านเล่ม พร้อมส่วนลดสูงสุดถึง 95% มีทั้งหนังสือเด็กและผู้ใหญ่สารพัดหมวดหมู่ ไม่ว่าจะนิทาน วรรณกรรมเด็ก นิยาย ธุรกิจ การตลาด พัฒนาตนเอง ประวัติศาสตร์ งานออกแบบ ท่องเที่ยว ศิลปะ สถาปัตยกรรม ทำอาหาร และอื่นๆ อีกมากมาย



ภาพ: Big Bad Wolf



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : หยุดยาวทำอะไรดี? Bill Gates แนะนำหนังสือน่าอ่าน เติมอาหารสมองรับปีใหม่

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine