"ไอศกรีมแมลง" ของหวานรักษ์โลกจาก Gourmet Grubb สตาร์ทอัพแอฟริกาใต้ - Forbes Thailand
X

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Other >
  • “ไอศกรีมแมลง” ของหวานรักษ์โลกจาก Gourmet Grubb สตาร์ทอัพแอฟริกาใต้

“ไอศกรีมแมลง” ของหวานรักษ์โลกจาก Gourmet Grubb สตาร์ทอัพแอฟริกาใต้

Forbes Thailand
Forbes Thailand / Admin
07 Aug 2019 | 4:00 pm 2577

หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันภายใต้ดวงอาทิตย์ในดินแดนแอฟริกาใต้ ไอศกรีมสักก้อนคงช่วยเยียวยาความอ่อนล้าจากไอร้อนออกไปได้ แต่คุณจะสามารถเพลิดเพลินไปกับขนมหวานนี้อยู่ไหม เมื่อรู้ว่ามันเป็นไอศกรีมแมลง

Gourmet Grubb สตาร์ทอัพจากเมือง Cape Town แอฟริกาใต้ หวังว่าจะใช้ ไอศกรีมแมลง เพื่อแนะนำสาธารณชนให้เข้าสู่โลกของการกินแมลง โดยไอศกรีมของสตาร์ทอัพรายนี้มีส่วนผสมของ EntoMilk หรือผลิตภัณฑ์นมทดแทนที่ทำมาจากหนอนของแมลงในเขตร้อนอย่างแมลงวันลาย (black soldier fly)

ทั้งนี้ สหประชาชาติ หรือ UN คาดการณ์ว่าโลกต้องเพิ่มปริมาณการผลิตอาหารขึ้นเป็นสองเท่าเพื่อป้อนให้กับประชากรโลกในปี 2050 และต้องส่งเสริมการทำฟาร์มแมลงเนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนทดแทนที่ยั่งยืนกว่าการทำปศุสัตว์แบบเดิม

เป้าหมายของเราคือการเปลี่ยนแปลงภาพจำที่ไม่ดีที่คนมีต่อแมลง ด้วยการนำมาผลิตและใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร Leah Bessa ผู้ร่วมก่อตั้ง Gourmet Grubb กล่าว

ก่อนหน้านั้น Bessa วางเป้าให้ตัวเธอเองมีส่วนผสมของนักวิชาการ, ผู้ประกอบการด้านการเกษตร, ผู้ประกอบการทางธุรกิจ และครีเอทีฟ โดยในปี 2016 ขณะที่เธอกำลังศึกษาระดับปริญญาโทสาขาวิทยาศาสตร์อาหารที่ Stellenbosch University ในแอฟริกาใต้ เธอก็โฟกัสไปที่แมลงเนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนทดแทนชั้นยอด และในปี 2017 ก็ถือกำเนิดขึ้น

Leah Bessa ภาพจากเฟซบุ๊ก Gourmet Grubb

แม้ว่าจะมีการประมาณการว่าแมลงมากกว่า 1,900 ชนิดจะเป็นอาหารของมนุษย์ทั่วโลก แต่แมลงก็ยังไม่เข้าใกล้การเป็นอาหารกระแสหลักของร้านอาหารตะวันตก

เราเคยคิดว่าจะถูกกระแสตีกลับ แต่ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดเพราะผู้คนต่างมีจิตใจที่เปิดกว้าง ทุกคนชอบไอศกรีม” Bessa กล่าวกับ CNN

สำหรับ ไอศกรีมแมลง ของ Gourmet Grubb นั้นมีหลายรสชาติด้วยกัน เช่น ช็อกโกแลต, พีนัตบัตเตอร์ และคริสต์มาสสไปซ์ ซึ่ง Bessa ระบุว่า EntoMilk  ช่วยให้ไอศกรีมที่ได้มีเนื้อครีมเหมือนไอศกรีมอื่นๆ และไม่เพียงแต่รสชาติที่เหมือนกับไอศกรีมทั่วไปเท่านั้น แต่ไอศกรีมแมลงยังมีคุณประโยชน์สูง เนื่องจาก EntoMilk มีโปรตีนสูงกว่านมปกติถึง 5 เท่า

ขณะที่สหประชาชาติระบุว่า มีการยอมรับในวงกว้างว่าแมลงนั้นให้สารอาหารมากกว่าเนื้อหรือปลา

แมลงหลายชนิดมีไขมัน, โปรตีน และแร่ธาตุสูง ขณะที่แมลงวันลายมีปริมาณโปรตีนและไขมันเทียบเท่ากับเนื้อวัว นอกจากนี้ยังมีสังกะสี, ธาตุเหล็ก และแคลเซียมสูงกว่าเนื้อวัวอีกด้วย” Bessa กล่าว และว่า EntoMilk ยังไม่มีแลคโตสและกลูเต็น ทั้งยังต่างจากนมทั่วไปคือไม่มีคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ

ไอศกรีมแมลงทำมาจาก EntoMilk ที่ให้โปรตีนมากกว่านมปกติ 5 เท่า (ภาพจากเฟซบุ๊ก Gourmet Grubb)

 

เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เราตัดสินใจที่จะโฟกัสในอุตสาหกรรมอาหารซึ่งแน่นอนว่ามาพร้อมกับแรงกดดันมากมายในประเด็นสวัสดิภาพสัตว์และความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม” Bessa ระบุ พร้อมว่าแต่แมลงไม่เหมือนสิ่งมีชีวิตอื่น มันเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเท่านั้น ทำให้การทำฟาร์มแมลงสอดคล้องกับเงื่อนไขการทำฟาร์มที่ต้องนึกถึงสวัสดิภาพสัตว์

แมลงต้องการน้ำเพียงเล็กน้อย, อาหาร และพื้นที่สำหรับเจริญเติบโต นอกจากนี้ การเลี้ยงแมลงยังผลิตก๊าซเรือนกระจกน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย เมื่อเปรียบเทียบกับการทำปศุสัตว์แบบเดิม Bessa อธิบาย

เนื่องจากฟาร์มแมลงสามารถทำได้ในพื้นที่ปิดขนาดเล็ก ควบคุมสิ่งแวดล้อมได้ ทำให้สามารถทำฟาร์มได้ในพื้นที่เมือง ซึ่งจะเป็นการลดผลกระทบจากการขนส่งนมเข้าสู่เมือง นอกจากนี้ยังหมายความว่า พวกเขามีความเสี่ยงน้อยมากที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศภายนอกที่มักส่งผลต่อการทำปศุสัตว์และไร่สวนแบบเดิม

ไอศกรีมของสตาร์ทอัพอาหาร Gourmet Grubb (ภาพจากเฟซบุ๊ก Gourmet Grubb)

ไม่เพียงเท่านั้น แต่ยังมีแนวโน้มว่าการทำฟาร์มแมลงยังช่วยลดปริมาณของเสียได้อีกด้วย แมลงบางชนิดอย่างหนอนแมลงวันลาย มีความสามารถในการกินสารอินทรีย์หลายชนิด ยกตัวอย่าง เราสามารถนำกากที่เหลือจากการต้มเบียร์มาใช้เลี้ยงหนอนพวกนี้ได้” Bessa กล่าว

 

อาหารแห่งอนาคต?

ปัจจุบัน ไอศกรีมของ Gourmet Grubb วางขายเฉพาะในแอฟริกาใต้เท่านั้น แต่มีการประมาณการว่าตลาดการบริโภคแมลงจะมีมูลค่าแตะ 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2023

โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมา Gourmet Grubb ยังเปิดตัวคอนเซปท์ป็อปอัพสโตร์ ซึ่งขายไอศกรีมพร้อมอาหารคาวจากแมลงด้วย เช่น ผงแป้งพาสต้าจากแมลง, โครเก้หนอนถั่วลูกไก่ และฮัมมูสที่ทำจากหนอน Mopani

เราจำเป็นต้องหาทางเลือกที่จะสามารถรองรับจำนวนประชากรที่กำลังเติบโต และสร้างระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งทางเดียวที่เราเห็นคือการใช้ EntoMilk เพราะสามารถสร้างความแตกต่างและลดแรงกดดันในการผลิตนมแบบดั้งเดิมได้อย่างแท้จริง หากได้รับการยอมรับและมีการบริโภคในระดับโลก Bessa กล่าวทิ้งท้าย

 

ที่มา

 

แปลและเรียบเรียงโดย กนกวรรณ มากเมฆ / Online Content Creator


ไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ของเรา ติดตามเราได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP