ส่องแนวคิด “ชยะพงส์ นะวิโรจน์” ปั้น “Dear Tummy” ไอคอนสยาม มากกว่า “ซูเปอร์มาร์เก็ต” แต่ต้องเป็น “Adaptive Retail” ปรับโมเดลธุรกิจและรีโนเวตพื้นที่ตามเทรนด์ลูกค้า มีครบร้านอาหาร โซนของฝาก ของสด และ Wellness ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ปี 2568 โกยรายได้ 500 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าเติบโต 20%
หลังจาก Dear Tummy (เดียร์ทัมมี่) ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งแรก ณ ไอคอนสยาม เปิดให้บริการในปี 2562 และได้เดินหน้าพัฒนาบทบาทของตนเองจากซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป สู่การเป็น Lifestyle Supermarket ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งอาหาร สุขภาพ และไลฟ์สไตล์ ภายใต้จุดขายด้านคุณภาพและความหลากหลายของสินค้ารวมกว่า 20,000 SKU
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Dear Tummy มองเห็นการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านรูปแบบการจับจ่าย การบริโภค และไลฟ์สไตล์ที่ซับซ้อนมากขึ้น ส่งผลให้รูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตแบบดั้งเดิมไม่สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้คนในปัจจุบันได้อย่างครบถ้วน
ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาและปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างประสบการณ์ที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ล่าสุดได้พลิกบทบาทสู่การเป็น Adaptive Retail ที่เน้นการปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดยทุ่มงบในการรีโนเวตรวมแล้วกว่า 100 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาร่วม 7 ปีที่เปิดให้บริการ
ชยะพงส์ นะวิโรจน์ กรรมการ บริษัท อินเตอร์มาร์ท (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้บริหาร Dear Tummy เปิดเผยว่า ฐานลูกค้าไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคนไทยอย่างที่คาดไว้ในตอนแรก ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมามีลูกค้าเข้ามาใช้บริการจากกว่า 105 ประเทศและเขตแดนทั่วโลก โดยกลุ่มหลัก 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และญี่ปุ่น ขณะที่สัดส่วนลูกค้าฝั่งตะวันตกก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ด้วยความหลากหลายของลูกค้า ทำให้ Dear Tummy บนพื้นที่ 2,000 ตารางเมตร ต้องปรับตัวและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โดยวางแนวคิดให้แบรนด์เป็น Adaptive Retail ที่มีหัวใจหลักคือ Customer Mission-Oriented หรือการมองลึกลงไปในความตั้งใจของลูกค้า เนื่องจากกลุ่มลูกค้าอาจเปลี่ยนได้ตลอดเวลา แม้ในช่วงเวลาสั้นๆ 3-6 เดือน ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปในไทย
“พฤติกรรมดังกล่าว ทำให้ Dear Tummy พัฒนาประสบการณ์และพื้นที่ภายในร้านอย่างต่อเนื่อง กระทั่งล่าสุดได้ทุ่มงบประมาณราว 100 ล้านบาท เพื่อปรับโฉม 5 โซนหลักให้ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ได้มากที่สุด” ชยะพงส์ กล่าว

โซนของฝาก 1,000 รายการ ส่งตรงโรงแรม-สนามบิน
Dear Tummy พัฒนาโซนแรกภายใต้ชื่อ “Taste of Thailand” บนพื้นที่ประมาณ 200 ตารางเมตร เพื่อรวบรวมสินค้าของฝากมากกว่า 1,000 รายการ ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ยอดนิยมที่ถูกนำมาอบแห้ง ขนมขบเคี้ยว ขนมอบแห้ง ขนมไทย อาหารทะเลอบแห้ง ตลอดจนกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่มแบบไทยๆ
เพื่อเป็นการตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มองหาของฝากให้ชาวต่างชาติ หรือนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการของฝากติดไม้ติดมือก่อนเดินทางกลับประเทศ
ที่สำคัญ ยังมีบริการจัดส่งสินค้าไปยังสนามบินและโรงแรมทั่วกรุงเทพมหานคร เมื่อมียอดซื้อถึงเกณฑ์ที่กำหนด เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ

Foods Market รวม 20 ร้าน เจาะกลุ่ม Ready to Eat
โซนต่อมา Dear Tummy ตอบรับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่ต้องการซื้ออาหารและรับประทานทันที ทั้งในรูปแบบเดินกิน นั่งกิน หรือซื้อกลับไปที่พัก ด้วยการรีโนเวตพื้นที่ภายในร้านให้เป็นโซนอาหารภายใต้ชื่อ “Foods Market” บนพื้นที่เกือบ 1,000 ตารางเมตร รวมร้านค้ากว่า 20 ร้าน เพื่อรองรับทั้งลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติ
ภายในโซน Foods Market รวบรวมเมนูอาหารและเครื่องดื่มมากกว่า 500 รายการ ครอบคลุมหลากหลายสัญชาติ อาทิ ISABELLA Italian by ANDREAS ร้านพิซซ่าสไตล์อิตาเลียน, Mr. Bao Malatang หมาล่าทั่งสไตล์เกาหลี, Taco Bell ร้านอาหารเม็กซิกัน รวมถึง Oh! Juice เครื่องดื่มสมูทตี้เพื่อสุขภาพ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การบริโภคที่หลากหลายของผู้ใช้บริการ
ทั้งนี้ เทรนด์ Ready to Eat เริ่มชัดเจนตั้งแต่เปิดให้บริการได้ประมาณ 1 ปี ส่งผลให้พื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของร้านถูกปรับเป็นโซนอาหารพร้อมรับประทาน โดยปัจจุบันสัดส่วนลูกค้าในกลุ่มนี้อยู่ที่ราว 50% สอดคล้องกับขนาดพื้นที่ และสะท้อนทิศทางการพัฒนาร้านให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

Grab & Go ใช้นวัตกรรมตอบโจทย์ชีวิตเร่งรีบ
Dear Tummy ยังได้ตอบโจทย์ชีวิตที่เร่งรีบของผู้มาใช้บริการด้วยการพัฒนาโซน “Grab & Go” ในลักษณะคล้ายร้านสะดวกซื้อ เพื่อรองรับลูกค้าที่ต้องการซื้อสินค้าอย่างรวดเร็ว
โดยนำนวัตกรรม Gravity-Feed จากเยอรมนีมาใช้เพื่อการจัดวางสินค้า การเติมสต็อก และความสะดวกในการเลือกซื้อ ลดปัญหาเชลฟ์ว่าง และช่วยให้พนักงานสามารถจัดการสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากจะช่วยยกระดับประสบการณ์การเลือกซื้อสินค้าได้อย่างรวดเร็วแล้ว ยังเพิ่มโอกาสทางการจำหน่ายสินค้าให้กับ Dear Tummy อีกด้วย โดยมีการใช้ในหมวด เช่น เครื่องดื่ม ขนมบรรจุกล่อง ขนมขบเคี้ยว อาหารแช่แข็ง และกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม

Wellness โตแรง 20% เล็งขยายพื้นที่อีกเท่าตัว
อีกหนึ่งโซนหลักของ Dear Tummy คือ “Dear Wellness” ซึ่งพัฒนาเป็นพื้นที่สุขภาพและความงามแบบครบวงจร ครอบคลุมสินค้าด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและผลิตภัณฑ์ความงามมากกว่า 1,500 รายการ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการดูแลร่างกายและคุณภาพชีวิตควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวและการใช้ชีวิตประจำวัน
การพัฒนาโซน Dear Wellness มาจากการสังเกตพฤติกรรมลูกค้าต่างชาติที่นิยมเลือกซื้อของฝากทั้งกลุ่มอาหารและไม่ใช่อาหาร โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้งานง่ายและพกพาสะดวก เช่น ยาดม แผ่นแปะลดปวด น้ำมันมะพร้าว และสินค้าออร์แกนิก ซึ่งได้รับความนิยมต่อเนื่องในกลุ่มนักท่องเที่ยวจากหลากหลายประเทศ
จากกระแสความต้องการที่เพิ่มขึ้น ทำให้ Dear Wellness กลายเป็นหนึ่งในโซนที่เติบโตเร็วที่สุดของเดียร์ทัมมี่ในปีที่ผ่านมา ด้วยอัตราการเติบโตมากกว่า 20% และได้รับความนิยมทั้งในกลุ่มลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติ ส่งผลให้บริษัทมีแผนขยายพื้นที่โซนดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวในอนาคต

Meats & Seafood ดึงวัตถุดิบชุมชน สร้างจุดต่าง
อีกโซนสำคัญที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการและทุกไลฟ์สไตล์ คือ “Lifestyle Supermarket” ซึ่งครอบคลุมสินค้าทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุปโภค อาหาร ขนมขบเคี้ยว อาหารสำเร็จรูป อาหารแปรรูป เครื่องดื่มทุกชนิด รวมถึงกลุ่มสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ
ที่สำคัญ ในโซนนี้ได้เปิดพื้นที่ใหม่ชื่อว่า Meats & Seafood เพื่อมอบประสบการณ์การเลือกซื้อสินค้าโซนเนื้อสัตว์และอาหารทะเลที่พัฒนาให้แตกต่างจากซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป โดยมุ่งเน้นการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพ และสร้างความเชื่อมโยงกับแหล่งผลิตโดยตรง
โดยจุดเด่นของ Meats & Seafood คือเนื้อปูที่มาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื่องจากการสำรวจผู้ที่มาใช้บริการ Dear Tummy พบว่าทั้งชาวไทยและต่างชาตินิยมบริโภคปู จึงร่วมมือกับชุมชนชาวประมงในท้องถิ่นนำวัตถุดิบคุณภาพส่งตรงถึงผู้บริโภค

กวาดรายได้ 500 ล้าน ตั้งเป้าเติบโต 20%
ชยะพงส์ กล่าวอีกว่า กลุ่มลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการใน Dear Tummy ไม่สามารถนิยามรวมว่าเป็นนักท่องเที่ยวได้ทั้งหมด เนื่องจากมีความหลากหลายสูงและมีพฤติกรรมแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยลูกค้าจีนมักซื้อสินค้าเพื่อหิ้วกลับประเทศ ขณะที่ลูกค้าชาวยุโรปนิยมเน้นประสบการณ์ภายในร้าน เพราะต้องเดินทางกลับไกลกว่า
ปัจจุบัน สัดส่วนลูกค้าต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 75% และคนไทย 25% โดยมียอดใช้จ่ายต่อบิลตั้งแต่ 70-150 บาท ไปจนถึงมากกว่า 2,000 บาท ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยต่อบิลอยู่ที่ราว 500 บาท
การปรับโฉมร้านครั้งใหญ่ในรอบล่าสุด ใช้งบลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท ขณะที่ยอดขายรวมในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ราว 500 ล้านบาท เติบโตจากปีแรกที่เปิดให้บริการซึ่งมีรายได้ราว 100 ล้านบาท โดยในปี 2569 Dear Tummy ตั้งเป้าเพิ่มยอดขายอีก 20%
สำหรับแผนในอนาคต Dear Tummy อยู่ระหว่างศึกษาการขยายสาขาและพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่อย่างจริงจัง โดยอาศัยจุดแข็งด้านทีมงาน และองค์ความรู้ที่สะสมมา ซึ่งจะไม่ใช้วิธีการขยายแบบคัดลอกโมเดลเดิมทั้งหมด โดยหนึ่งในแนวทางที่อยู่ระหว่างพิจารณาคือการต่อยอดจากโมเดล Dear Wellness
“นี่คือวงจรของ Adaptive Retail เราเปลี่ยนครบทุกกระเบื้องแล้วตั้งแต่เปิดมาใกล้ครบ 7 ปี รีโนเวตไปมาเพื่อให้ตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้า ไม่มีสูตรตายตัว และต้องหาโมเดลที่ปรับตัวได้เร็ว ถ้าไม่ปรับก็ตาย และจุดแข็งของเราคือการมีหนึ่งสาขา ถ้ามีร้อยสาขาจะปรับแต่ละครั้งก็ยาก” ชยะพงส์ กล่าว

เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ความทรงพลังของ ‘พีพี-กฤษฏ์’ ยอดขายบอดี้ออยล์ ‘JOURNAL’ โตกระฉูด รายได้ทะยานจาก 323 ล้าน สู่ 575 ล้านในปีเดียว
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

