5 มหาเศรษฐีไทยที่รวยที่สุด ทรัพย์สินเปลี่ยนแปลงแค่ไหน ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา

5 มหาเศรษฐีไทยที่รวยที่สุด ทรัพย์สินเปลี่ยนแปลงแค่ไหน ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา

5 มหาเศรษฐีไทยที่รวยที่สุดจากการจัดอันดับของ Forbes ปี 2569 มีทรัพย์สินเปลี่ยนแปลงอย่างไรในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา โดย “สารัชถ์ รัตนาวะดี” เป็นผู้ที่สร้างความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นโดดเด่นที่สุด หลังทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 5.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จากปีก่อน สูงสุดในการจัดอันดับครั้งนี้


    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำเนียบมหาเศรษฐีไทยที่จัดอันดับโดย Forbes มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทั้งจากการเติบโตของธุรกิจ ภาวะเศรษฐกิจ และความเคลื่อนไหวของตลาดทุน ซึ่งล้วนส่งผลต่อมูลค่าทรัพย์สินของผู้ประกอบการรายใหญ่ในแต่ละปี

    สำหรับปี 2569 ความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีไทยกลับมาเติบโตอีกครั้ง โดยทรัพย์สินรวมของมหาเศรษฐี 50 อันดับแรก เพิ่มขึ้น 10% สู่ระดับ 1.87 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ จาก 1.70 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปีที่แล้ว

    แรงหนุนสำคัญมาจากเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ที่ขยายตัว 2.4% จากการบริโภคภายในประเทศที่ทยอยฟื้นตัว การส่งออกที่กลับมาเติบโต รวมถึงตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง แม้ยังเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาก็ตาม

    ภายใต้ปัจจัยดังกล่าว มหาเศรษฐีไทยที่ร่ำรวยที่สุด 5 อันดับแรก ล้วนมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นจากการจัดอันดับในปีก่อน แต่ถ้าย้อนดูการเปลี่ยนแปลงตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2565-2569) จะเห็นว่าทรัพย์สินของแต่ละคนเติบโตในระดับที่แตกต่างกัน บางคนสร้างความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นหลายหมื่นล้านเหรียญ ในขณะที่บางรายแทบไม่เปลี่ยนแปลง


เฉลิม อยู่วิทยา และครอบครัว
ทรัพย์สิน 4.7 หมื่นล้านเหรียญ | เพิ่มขึ้นจากปีที่เเล้ว 2.5 พันล้านเหรียญ


    เป็นปีที่ 3 ติดต่อกันแล้วที่ “เจ้าพ่อกระทิงแดง” เฉลิม อยู่วิทยา และครอบครัว ครองตำแหน่งบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของไทย ด้วยทรัพย์สิน 4.7 หมื่นล้านเหรียญ หรือราว 1.54 ล้านล้านบาท

    เฉลิมเป็นผู้ร่วมถือครองกิจการ Red Bull แบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังระดับโลก ซึ่งในปี 2568 มียอดจำหน่ายเกือบ 1.4 หมื่นล้านกระป๋อง ทั่วโลก โดยตระกูลอยู่วิทยาถือหุ้น 51% ของธุรกิจ รวมถึงสัดส่วนการถือหุ้นส่วนหนึ่งที่เฉลิมถือครองเป็นการส่วนตัว

    ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ทรัพย์สินของเฉลิมและครอบครัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 2.64 หมื่นล้านเหรียญ ในปี 2565 เป็น 4.45 หมื่นล้านเหรียญ ในปี 2568 ก่อนขยับขึ้นสู่ 4.7 หมื่นล้านเหรียญ ในปี 2569 โดยในช่วงเวลานี้เองที่เขาก้าวขึ้นแซงหน้าพี่น้องเจียรวนนท์


พี่น้องเจียรวนนท์
ทรัพย์สิน 3.66 หมื่นล้านเหรียญ | เพิ่มขึ้นจากปีที่เเล้ว 9 ร้อยล้านเหรียญ


    สามพี่น้องตระกูลเจียรวนนท์ ได้แก่ จรัญ สุเมธ และธนินท์ รวมถึงครอบครัวของมนตรี เจียรวนนท์ ผู้ล่วงลับ สร้างความมั่งคั่งจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) หนึ่งในผู้ผลิตอาหารและเกษตรอุตสาหกรรมรายใหญ่ของโลก ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ที่ เจี่ย เอ็กชอ (เซีย เอ็กชอ) ผู้เป็นบิดา และ เจีย จงเจริญ น้องชาย ร่วมก่อตั้งเมื่อปี 2464

    ในการจัดอันดับปีนี้ พี่น้องเจียรวนนท์ยังคงรั้งอันดับ 2 ด้วยทรัพย์สิน 3.66 หมื่นล้านเหรียญ หรือราว 1.2 ล้านล้านบาท โดยในช่วงปีที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทที่นำโดยบริษัทในเครือซีพีได้รับใบอนุญาตจัดตั้ง digital bank ขณะที่ True ร่วมมือกับ BlackRock ลงทุนโครงการศูนย์ข้อมูล (Data Center) มูลค่ากว่า 3-5 พันล้านเหรียญ และ Arise Digital Technology บริษัทลงทุนของ ศุภชัย เจียรวนนท์ เข้าซื้อหุ้นเกือบ 25% ใน ทรู คอร์ปอเรชั่น จาก Telenor Group มูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท (3 พันล้านเหรียญ)

    เมื่อย้อนดูตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ทรัพย์สินของพี่น้องเจียรวนนท์เพิ่มขึ้นจาก 2.65 หมื่นล้านเหรียญ ในปี 2565 เป็น 3.66 หมื่นล้านเหรียญ ในปี 2569 แม้จะปรับลดลงในช่วงการจัดอันดับปี 2566-2567 ก่อนกลับมาเติบโตอีกครั้งในช่วง 2 ปีหลัง


สารัชถ์ รัตนาวะดี
ทรัพย์สิน 1.76 หมื่นล้านเหรียญ | เพิ่มขึ้นจากปีที่เเล้ว 5.6 พันล้านเหรียญ

    สารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Gulf Development สร้างความมั่งคั่งจากการเติบโตของอาณาจักรธุรกิจที่ครอบคลุมทั้งพลังงาน โทรคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

    ในการจัดอันดับปีนี้ เขามีทรัพย์สิน 1.76 หมื่นล้านเหรียญ หรือราว 5.75 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6 พันล้านเหรียญ จากปีก่อน นับเป็นผู้ที่มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากที่สุดในเชิงมูลค่าเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับมหาเศรษฐีไทยคนอื่นในปีนี้

    หากย้อนดูตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ทรัพย์สินของสารัชถ์เพิ่มขึ้นจาก 1.1 หมื่นล้านเหรียญ ในปี 2565 เป็น 1.76 หมื่นล้านเหรียญ ในปี 2569 พร้อมก้าวขึ้นสู่อันดับ 3 ของมหาเศรษฐีไทยเป็นครั้งแรกในการจัดอันดับปี 2568 และยังรักษาอันดับดังกล่าวไว้ได้ในปีนี้


ตระกูลจิราธิวัฒน์
ทรัพย์สิน 1.17 หมื่นล้านเหรียญ | เพิ่มขึ้นจากปีที่เเล้ว 3.1 พันล้านเหรียญ



    ตระกูลจิราธิวัฒน์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในกลุ่มเซ็นทรัล (Central Group) อาณาจักรค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของไทย ซึ่งเป็นผู้พัฒนาและบริหารศูนย์การค้าที่มีพื้นที่ให้เช่าสุทธิมากที่สุดในประเทศ โดยในปี 2563 กลุ่มเซ็นทรัลนำ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (Central Retail) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และระดมทุนได้กว่า 2.5 พันล้านเหรียญ นับเป็นการเสนอขายหุ้น IPO ที่มีมูลค่าสูงที่สุดของไทยในขณะนั้น

    ในการจัดอันดับปีนี้ ตระกูลจิราธิวัฒน์ขยับขึ้นสู่อันดับ 4 หลังมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 ใน 3 เป็น 1.17 หมื่นล้านเหรียญ หรือกว่า 3.82 แสนล้านบาท โดย เซ็นทรัล รีเทล บริษัทเรือธงซึ่งดำเนินธุรกิจห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านค้าปลีก มีแผนลงทุน 1.8 หมื่นล้านบาทในปีนี้ เพื่อปรับปรุงและขยายสาขาทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม

    เมื่อย้อนดูตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ทรัพย์สินของตระกูลจิราธิวัฒน์อยู่ที่ 1.06 หมื่นล้านเหรียญในปี 2565 ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 1.24 หมื่นล้านเหรียญในปี 2566 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในช่วงเวลาดังกล่าว จากนั้นลดลงเหลือ 9.9 พันล้านเหรียญในปี 2567 และ 8.6 พันล้านเหรียญในปี 2568 ก่อนฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ 1.17 หมื่นล้านเหรียญ ในการจัดอันดับปี 2569


เจริญ สิริวัฒนภักดี และครอบครัว
ทรัพย์สิน 1.15 หมื่นล้านเหรียญ | เพิ่มขึ้นจากปีที่เเล้ว 1 พันล้านเหรียญ


    เจริญ สิริวัฒนภักดี เติบโตจากครอบครัวพ่อค้าแม่ค้าริมถนนในกรุงเทพฯ ก่อนสร้างอาณาจักรธุรกิจครอบคลุมทั้งเครื่องดื่ม อสังหาริมทรัพย์ และค้าปลีก ปัจจุบันเป็นเจ้าของ Thai Beverage ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทยเมื่อวัดจากรายได้ โดยมี เบียร์ช้าง เป็นแบรนด์เรือธง นอกจากนี้ยังมี บริษัท Frasers Property, บริษัท Asset World Corporation (AWC) และ บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ซึ่งเข้าซื้อกิจการในปี 2559 ด้วยมูลค่ากว่า 6,000 ล้านเหรียญ

    อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญคือ ในปี 2568 เจริญโอนหุ้นในบริษัทหลักของกลุ่มธุรกิจให้แก่บุตรทั้ง 5 คน นับเป็นก้าวสำคัญของการส่งต่ออาณาจักรธุรกิจสู่ทายาทรุ่นถัดไป ขณะที่การจัดอันดับปีนี้ เขาและครอบครัวมีทรัพย์สิน 1.15 หมื่นล้านเหรียญ หรือราว 3.76 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากการปรับโครงสร้างพอร์ตธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ภายใต้ Frasers Property ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์

    เมื่อย้อนดูตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ทรัพย์สินของเจริญและครอบครัวอยู่ที่ 1.12 หมื่นล้านเหรียญ ในปี 2565 ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 1.36 หมื่นล้านเหรียญ ในปี 2566 จากนั้นลดลงเหลือ 1.00 หมื่นล้านเหรียญ ในปี 2567 ก่อนขยับเป็น 1.05 หมื่นล้านเหรียญ ในปี 2568 และ 1.15 หมื่นล้านเหรียญ ในปี 2569 สะท้อนการฟื้นตัวของความมั่งคั่ง แม้ยังไม่กลับไปแตะระดับสูงสุดเมื่อปี 2566




หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 18 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่มีการจัดเก็บข้อมูลการจัดอันดับ โดยอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยอยู่ที่ 32.672 บาทต่อเหรียญสหรัฐ




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : 50 มหาเศรษฐีไทย ประจำปี 2569

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine