หากพูดถึง “ภูฏาน” หลายคนอาจนึกถึงภูเขา ธรรมชาติ วัฒนธรรมที่เรียบง่าย วัดเก่า ธงมนตรา และความเงียบ แต่เมื่อได้เดินทางไปเห็นด้วยตัวเอง เรื่องราวระหว่างทางกลับชวนให้คิดถึงความเชื่อ การตัดสินใจ ความพยายาม ความสำเร็จ และทำให้กลับมามองชีวิตในมุมที่ต่างออกไป
คนเรามักออกเดินทางด้วยเหตุผลหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น เพื่อเห็นสถานที่ที่ไม่เคยเห็น เพื่อรู้จักวัฒนธรรมที่ไม่เคยรู้จัก หรือบางครั้งเพียงเพื่อพาตัวเองออกจากชีวิตเดิมสักพัก และหลายครั้ง การเดินทางที่ดีอาจไม่ใช่แค่การได้ไปพบเจอสิ่งใหม่ๆ ชิมอาหารอร่อยๆ แต่กลับเป็นการที่สิ่งที่เราได้พบเจอ เปลี่ยนวิธีที่เรามองสิ่งเดิมเมื่อเดินทางกลับมา
ภูฏานก็เป็นเช่นนั้น
ภาพจินตนาการของภูฏานก่อนออกเดินทาง ไม่ได้ผิดไปจากสิ่งที่ได้พบจริง ภูเขาสูงตระหง่าน วัดเก่าตั้งอยู่ตามเนินเขา ธงมนตราปลิวสะบัดทั่วทุกหนแห่ง และความเงียบสงบที่เคยเห็นผ่านภาพถ่ายหรือวิดีโอที่หลายคนรีวิวไว้ก็มีอยู่จริง เพียงแต่เมื่อได้ไปอยู่ตรงนั้น สิ่งเหล่านั้นเริ่มมีความหมายมากกว่าที่เคยเห็น
การเดินทางสู่ประเทศที่นำแนวคิด Gross National Happiness มาเป็นหนึ่งในกรอบสำคัญของการพัฒนา จึงค่อยๆ เปลี่ยนคำถามจาก “ภูฏานเป็นอย่างไร” ไปสู่คำถามอีกแบบว่า “เรากำลังมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างไร”
Part 1 - เมื่อสิ่งที่เห็นเริ่มมีความหมาย
เครื่องบินค่อยๆ ลดระดับลงเหนือหุบเขา ก่อนเข้าสู่สนามบิน Paro สนามบินนานาชาติแห่งเดียวของภูฏานที่ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาสูง
จากสนามบิน เราเดินทางต่อไปยัง Paro Museum หรือพิพิธภัณฑ์แห่งชาติภูฏาน ซึ่งตั้งอยู่ภายใน Ta Dzong ที่นี่สร้างขึ้นในปี 1649 โดย La Ngonpa Tenzin Drugdra ผู้ว่าการคนแรกของ Paro เพื่อใช้เป็นหอสังเกตการณ์และป้อมปราการ จากการรุกรานในช่วงเวลาที่ภูฏานยังเผชิญทั้งภัยจากภายนอกและความขัดแย้งภายใน
หลายร้อยปีต่อมา เมื่อภูฏานมีความมั่นคงมากขึ้น บทบาทของ Ta Dzong ก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป จากหอสังเกตการณ์ทางทหาร กลายเป็นสถานที่เก็บรักษาเรื่องราวของประเทศ

ในช่วงทศวรรษ 1960 กษัตริย์องค์ที่ 3 Jigme Dorji Wangchuck มีพระราชดำริให้บูรณะอาคารแห่งนี้เพื่อใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ และ National Museum of Bhutan เปิดให้ประชาชนเข้าชมในปี 1968
ภายในไม่ได้มีเพียงวัตถุโบราณหรือเรื่องราวทางศาสนา แต่พาย้อนกลับไปทำความรู้จักภูฏานผ่านหลายมิติ ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ ความเชื่อ ศิลปวัฒนธรรม ธรรมชาติ ไปจนถึงการปกครอง
เรื่องราวพาย้อนไปถึงราก 1,500 ปีของภูฏาน ตั้งแต่ยุคก่อนการรวมชาติ การเข้ามาและการหยั่งรากของพุทธศาสนานิกายวัชรยาน การก่อร่างสร้างประเทศภายใต้การนำของ Zhabdrung Ngawang Namgyal ไปจนถึงการก่อตั้งราชวงศ์ Wangchuck และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยในเวลาต่อมา
ขณะเดียวกัน พุทธศาสนาไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของวัดหรือพิธีกรรม แต่แทรกอยู่ในวิธีที่ผู้คนมองโลก ตั้งแต่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ความเชื่อเรื่องกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด ไปจนถึงการให้คุณค่ากับความสมดุลระหว่างชีวิตทางโลกกับชีวิตทางจิตวิญญาณ
แม้แต่การเดินในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ก็มีแบบแผนของตัวเอง เมื่อเดินเวียนรอบ chorten หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้คนจะเดินตามเข็มนาฬิกา โดยให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ทางขวามือ ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่พบได้ทั่วไปในพุทธศาสนาแบบหิมาลัย และเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความเคารพต่อสิ่งที่อยู่ตรงกลางของวงนั้น
เมื่อเรื่องราวเหล่านี้ถูกวางไว้ด้วยกัน ภูฏานที่เคยรู้จักผ่านภาพของภูเขา วัด และความเงียบจึงเริ่มมีรายละเอียดมากขึ้น สิ่งที่เห็นตรงหน้าไม่ได้เป็นเพียงภาพที่สวยงาม แต่เป็นผลจากประวัติศาสตร์ ความเชื่อ และการตัดสินใจของผู้คนหลายรุ่นที่ค่อยๆ สร้างประเทศนี้ขึ้นมา

การได้รู้เรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ภาพเดิมหายไป แต่กลับทำให้มองเห็นมันชัดขึ้นกว่าเดิม เพราะบางครั้ง การทำความรู้จักสถานที่หนึ่งอาจไม่ได้หมายถึงการมองให้ไกลขึ้น แต่อาจหมายถึงการย้อนกลับไปมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ลึกกว่าเดิม
และเมื่อออกจากพิพิธภัณฑ์ ภูฏานจึงไม่ใช่เพียงประเทศที่กำลังเดินทางผ่านอีกต่อไป แต่เป็นสถานที่ที่เริ่มมีเรื่องราว มีความหมาย และมีคำถามบางอย่างให้เดินทางต่อไปค้นหาด้วยตัวเอง
Part 2 - สิ่งที่เราทิ้งไว้ระหว่างทาง
เส้นทางจากเมือง Paro สู่เมือง Punakha พาเราขึ้นไปยัง Dochula Pass จุดพักบนภูเขาที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลราว 3,100 เมตร ที่นี่มีเจดีย์ 108 องค์ หรือ Druk Wangyal Chortens ตั้งเรียงรายอยู่ท่ามกลางภูเขา
เจดีย์เหล่านี้สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงทหารภูฏานที่เสียชีวิตจากปฏิบัติการในปี 2003 และในเวลาต่อมา Dochula ก็กลายเป็นสถานที่ที่ผู้คนแวะมาเพื่อสักการะและระลึกถึงผู้ที่จากไป
เมื่อยืนอยู่ท่ามกลางเจดีย์ทั้ง 108 องค์ สิ่งที่เห็นจึงไม่ได้มีเพียงภูเขาและความงดงามของธรรมชาติ แต่ยังมีเรื่องของความสูญเสียซ่อนอยู่ในสถานที่ที่ดูสงบแห่งนี้
มันทำให้นึกถึงความจริงอย่างหนึ่งว่า ไม่มีการเดินทางใดที่มีแต่สิ่งที่เราได้มา ระหว่างทางย่อมมีบางสิ่งที่ต้องทิ้งไว้ข้างหลังเสมอ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ ผู้คน ความสัมพันธ์ หรือแม้แต่ตัวเราในแบบที่เคยเป็น เราอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่กำลังจากลาในวันนี้ จะกลายเป็นความทรงจำที่มีความหมายมากเพียงใดเมื่อมองย้อนกลับไป
Dochula จึงไม่ได้เพียงบอกให้เราหยุดพักจากการเดินทาง หากชวนให้ตระหนักถึงสิ่งที่การเดินทางทุกครั้งทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง บางสิ่งอาจไม่ได้เดินทางต่อไปกับเรา แต่ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นจะหายไป และการระลึกถึงก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการเดินต่อไปชีวิต
Part 3 - บางอย่างไม่เหมาะสม เพียงเพราะเราไม่คุ้นเคย
จาก Dochula เราเดินทางลงสู่ Punakha ก่อนมุ่งหน้าไปยัง Chimi Lhakhang วัดเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนเนินเขา แต่กลับมีเรื่องราวที่แตกต่างจากภาพจำของวัดในภูฏานอย่างมาก
Chimi Lhakhang เป็นวัดที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15 เพื่อรำลึกถึง Drukpa Kunley นักบวชและโยคีในพุทธศาสนาสายวัชรยาน ผู้เป็นที่รู้จักในชื่อ “Divine Madman” หรือ “นักบวชผู้บ้าคลั่ง”
เรื่องราวของ Drukpa Kunley แตกต่างจากภาพจำของนักบวชที่เคร่งขรึมและสำรวม เรื่องเล่าของท่านเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน บทกวี การร้องเพลง การดื่มสุรา และพฤติกรรมทางเพศที่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของวิธีการสอนธรรมะ

Drukpa Kunley เป็นหนึ่งในกลุ่มนักปฏิบัติสาย “crazy wisdom” ที่ใช้วิธีการอันไม่ธรรมดาเพื่อทำลายความยึดติดของผู้คนต่อกรอบทางสังคมและภาพลักษณ์ภายนอกของศาสนา สิ่งที่ดูผิดแผกในสายตาของคนทั่วไป จึงไม่ได้ถูกมองเพียงว่าเป็นการทำลายกฎ แต่เป็นวิธีตั้งคำถามต่อสิ่งที่มนุษย์ยึดถือว่าเป็นความจริง
โดยท่านมักใช้สัญลักษณ์ทางเพศและพฤติกรรมที่แหวกแนวเพื่อทำลายความยึดติดในโลกียวิสัย โดยเฉพาะการชี้นำหญิงสาวให้บรรลุธรรมผ่านการหลับนอนกับตนเอง โดยใช้ “สายฟ้าแห่งปัญญา” (Flaming Thunderbolt of Wisdom) ซึ่งหมายถึงองคชาติของท่านทำให้หญิงสาวเกิดการรู้แจ้ง จนได้รับการขนานนามว่า “นักบุญแห่งสตรี 5,000 คน”
นอกจากนี้ยังใช้ “สายฟ้าแห่งปัญญา” ในการปราบปีศาจให้ชาวบ้าน จนกลายเป็นที่มาของสัญลักษณ์อวัยวะเพศที่พบเห็นได้ทั่วไป ทั้งบนผนังบ้าน เครื่องราง และในบริเวณวัด
สิ่งที่สำหรับสายตาของคนนอกอาจชวนให้ตั้งคำถาม กลับมีความหมายเกี่ยวกับการปกป้อง ความอุดมสมบูรณ์ และการมีบุตร ผู้คนจึงเดินทางมายัง Chimi Lhakhang เพื่อขอพร โดยเฉพาะผู้ที่ปรารถนาจะมีลูก

เมื่อได้ยินเรื่องราวทั้งหมดนี้ ความคิดที่มีต่อ “สถานที่ศักดิ์สิทธิ์” เปลี่ยนไปเล็กน้อย เราอาจเคยคิดว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ควรอยู่เหนือความปรารถนา เหนือความเป็นมนุษย์ และปราศจากสิ่งที่เรามองว่าเป็นเรื่องทางโลก แต่ Chimi Lhakhang กลับเล่าเรื่องอีกแบบหนึ่ง
มันทำให้เกิดคำถามว่า แท้จริงแล้วเรากำลังใช้มาตรฐานของใครในการนิยามว่าอะไรคือความศักดิ์สิทธิ์? เราอาจเรียกสิ่งหนึ่งว่า “ไม่เหมาะสม” เพียงเพราะมันไม่สอดคล้องกับศีลธรรมที่เราคุ้นเคย เราอาจเรียกใครบางคนว่า “แปลก” เพียงเพราะเขาไม่ยอมอยู่ในกรอบเดียวกับเรา
และบางครั้ง เราอาจรีบตัดสินความเชื่อของคนอื่น เพียงเพราะมันไม่ได้มีหน้าตาเหมือนความเชื่อที่เราเติบโตมา
แต่ถ้าลองถอดตัวเราออกจากกรอบนั้นสักครู่ เราอาจพบว่า สิ่งที่เรียกว่า ดี ชั่ว ถูก หรือผิด ไม่ได้มีความหมายที่เหมือนกันในทุกสังคมและทุกยุคสมัย
นี่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมรับทุกสิ่งโดยไม่ตั้งคำถาม แต่บางที ก่อนที่จะตัดสินสิ่งใด เราอาจต้องพยายามเข้าใจว่า สิ่งนั้นเกิดขึ้นจากความคิด ความเชื่อ และบริบทแบบใด เพราะการไม่เข้าใจ ไม่ได้แปลว่าสิ่งนั้นไร้เหตุผล และการไม่คุ้นเคย ก็ไม่ได้แปลว่าสิ่งนั้นผิด
เรื่องราวของ Drukpa Kunley จึงน่าสนใจตรงที่ ท่านไม่ได้เพียงท้าทายกรอบของผู้คนในยุคของตัวเอง แต่ยังท้าทายคนที่มองเรื่องราวของท่านในอีกหลายร้อยปีต่อมาด้วย
ท่านทำให้เราต้องถามตัวเองว่า “เรากำลังมองเห็นความจริงของสิ่งที่อยู่ตรงหน้า หรือกำลังมองเห็นเพียงภาพที่กรอบความคิดของเราอนุญาตให้เราเห็น?”
Part 4 - ความสำคัญของสิ่งหนึ่ง ย่อมเปลี่ยนไปตามกาลเวลา
หนึ่งในสถานที่สำคัญที่เรามาเยือนในทริปนี้ Punakha Dzong ป้อมปราการและวัดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของภูฏาน ตั้งอยู่ตรงจุดบรรจบของแม่น้ำ Pho Chhu และ Mo Chhu ซึ่งชาวภูฏานเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของพลังชายและหญิงที่มาบรรจบกันอย่างสมดุล
Punakha Dzong สร้างขึ้นในปี 1637 โดย Zhabdrung Ngawang Namgyal ผู้มีบทบาทสำคัญในการรวบรวมดินแดนต่างๆ และวางรากฐานของรัฐภูฏานในเวลานั้น ที่นี่จึงไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเพียงวัดหรือป้อมปราการ แต่ทำหน้าที่ทั้งเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและการปกครอง ในยุคที่สองสิ่งนี้ยังเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด

ความสำคัญของ Punakha Dzong ยิ่งเห็นได้ชัดขึ้นในเวลาต่อมา เมื่อที่นี่เป็นสถานที่ประกอบพิธีสถาปนา Ugyen Wangchuck เป็นกษัตริย์องค์แรกของภูฏานในปี 1907 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของราชวงศ์ Wangchuck ที่ปกครองประเทศมาจนถึงปัจจุบัน

แม้เวลาจะผ่านไปกว่าหลายร้อยปี บทบาทของ Punakha Dzong ก็ไม่ได้จบลงพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ปัจจุบันที่นี่ยังคงเป็นที่ประทับฤดูหนาวของ Je Khenpo ผู้นำทางจิตวิญญาณของภูฏานและคณะสงฆ์ส่วนกลาง เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมและงานสำคัญของประเทศ รวมถึงเป็นศูนย์ราชการของเมือง Punakha อีกด้วย
เมื่อมองจากประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ บทบาทของสถานที่แห่งนี้อาจเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่สิ่งที่ยังคงอยู่คือความสำคัญที่ผู้คนมอบให้กับมัน

จากศูนย์กลางทางศาสนาและการปกครองในอดีต มาสู่สถานที่ประกอบพิธีกรรมและเป็นศูนย์กลางของคณะสงฆ์ในปัจจุบัน Punakha Dzong จึงทำให้เห็นว่าสิ่งที่อยู่ “ตรงกลาง” ของสังคมหนึ่ง ไม่ได้จำเป็นต้องเหมือนเดิมตลอดเวลา แต่สิ่งนั้นจะมีอิทธิพลต่อสิ่งที่อยู่รอบตัวเสมอ
และเมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ก็อดย้อนกลับมามองชีวิตตัวเองไม่ได้
เพราะชีวิตของเราก็มีสิ่งที่อยู่ตรงกลางเช่นกัน เพียงแต่สิ่งนั้นอาจเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา ตอนหนึ่งเราอาจให้ความสำคัญกับงานมากที่สุด อีกช่วงหนึ่งอาจเป็นครอบครัว ความสัมพันธ์ ความมั่นคง หรือแม้แต่ความสุขของตัวเอง และเมื่อสิ่งที่เราให้ความสำคัญเปลี่ยนไป วิธีตัดสินใจและทิศทางของชีวิตก็มักเปลี่ยนตามไปด้วย
บางที เราจึงไม่จำเป็นต้องพยายามรักษาทุกอย่างให้เหมือนเดิม แต่อาจต้องหมั่นถามตัวเองว่า วันนี้อะไรคือสิ่งที่เราอยากวางไว้ตรงกลาง และสิ่งที่เราเลือกให้ความสำคัญนั้น กำลังพาเราไปสู่ชีวิตแบบไหน
Part 5 - ไม่มีทางเลือกไหนผิดเสมอไป
ใกล้กับ Punakha Dzong มีอีกสถานที่หนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นคือ Suspension Bridge สะพานแขวนเหนือแม่น้ำ Pho Chhu มีความยาวราว 160 เมตร และเป็นหนึ่งในสะพานแขวนที่เก่าแก่และยาวที่สุดของภูฏาน เชื่อกันว่ามีความเกี่ยวข้องกับ Thangtong Gyalpo นักบวช วิศวกร และผู้สร้างสะพานในศตวรรษที่ 15 ผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคนิคการสร้างสะพานแขวนในภูมิภาคทิเบตและภูฏาน
สะพานแห่งนี้เป็นเส้นทางที่เชื่อมเมือง Punakha เข้ากับหมู่บ้านและพื้นที่รอบๆ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนในพื้นที่ ก่อนที่จะกลายมาเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวในปัจจุบัน

เมื่อก้าวขึ้นไป ความรู้สึกแตกต่างจากการเดินบนพื้นดินอย่างชัดเจน พื้นสะพานขยับทุกครั้งที่มีคนเดินผ่าน และยิ่งมองไปยังอีกฝั่ง ระยะทางกลับเหมือนยาวออกไปกว่าที่เห็นจากจุดเริ่มต้น
กลางสะพานไม่มีที่ให้หยุดอย่างแท้จริง จะเดินต่อก็ยังไม่ถึงอีกฝั่ง จะหันกลับก็ต้องเดินผ่านระยะทางเดิมอีกครั้ง
ชีวิตก็มีช่วงเวลาแบบนี้ ช่วงเวลาที่เราเดินออกมาจากจุดเดิมแล้ว แต่ยังไปไม่ถึงจุดหมายใหม่ ไม่แน่ใจว่าทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นจะพาเราไปถูกทางหรือไม่
เรามักคิดว่าการตัดสินใจที่ดีต้องเป็นการเลือกทางที่ถูกต้องที่สุด แต่ในความเป็นจริง เราแทบไม่มีทางรู้ล่วงหน้าว่าทางไหนจะดีที่สุด การเดินต่อไม่ได้แปลว่าเราเข้มแข็งกว่า และการหันหลังกลับก็ไม่ได้แปลว่าเราล้มเหลว บางครั้งเราเพียงตัดสินใจจากสิ่งที่รู้ในเวลานั้น จากความรู้สึกที่มีอยู่ในตอนนั้น และจากสิ่งที่คิดว่าตัวเองรับไหว
สะพานจึงไม่ได้สอนว่าต้องเดินไปให้ถึงอีกฝั่งเสมอ แต่มันทำให้เห็นว่า ไม่ว่าเราจะเลือกเดินต่อหรือหันกลับ การเลือกนั้นก็ไม่ได้ทำให้สิ่งที่เราเดินผ่านมาไร้ความหมาย
สิ่งที่สำคัญกว่าการเลือกให้ถูกตั้งแต่แรก คือการยอมรับว่าเราอาจไม่มีทางรู้ว่าคำตอบที่ดีที่สุดคืออะไร จนกว่าจะได้ใช้ชีวิตไปกับการเลือกนั้นจริงๆ
Part 6 - ปลายทางอาจไม่สำคัญเท่ากับแต่ละก้าวที่เดิน
กิจกรรมยอดนิยมอย่างหนึ่งสำหรับการมาเที่ยวภูฏานคือการเดินขึ้นเขา หนึ่งในเส้นทางที่เราได้มาเดินในครั้งนี้คือเส้นทางไปสู่ Khamsum Yulley Namgyal Chorten ในเมือง Punakha
จุดเริ่มต้นของเส้นทางต้องข้ามสะพานเล็กๆ เหนือแม่น้ำ Mo Chhu ก่อนเดินผ่านทุ่งนาขั้นบันไดและค่อยๆ ไต่ขึ้นไปตามเนินเขา ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีก็ถึงปลายทาง

Khamsum Yulley Namgyal Chorten สร้างขึ้นในปี 2004 ตามพระราชดำริของพระราชมารดา Ashi Tshering Yangdon Wangchuck เพื่อขจัดพลังด้านลบและส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง และความสามัคคี ตัวอาคารสูงประมาณ 30 เมตร มีสามชั้น และเต็มไปด้วยภาพเขียนและประติมากรรมตามคติพุทธศาสนาวัชรยาน

ระหว่างทาง เราไม่ได้คิดถึงประวัติของสถานที่มากนัก คิดเพียงว่าเมื่อไหร่จะถึง ทางขึ้นไม่ได้ยากจนต้องเอาชนะอะไร แต่ก็ไม่ง่ายพอที่จะเดินโดยไม่รู้สึกถึงระยะทาง ทุกครั้งที่ก้าวขึ้น เนินเขายังคงอยู่ตรงหน้า และปลายทางก็ดูเหมือนจะถอยออกไปอีกนิด
แต่เมื่อขึ้นไปถึงด้านบนแล้ว วิวที่เห็นกลับทำให้ความเหนื่อยระหว่างทางค่อยๆ จางลง
เบื้องล่างคือท้องนาที่เรียงตัวเป็นผืนสีเขียว แม่น้ำ Mo Chhu ไหลผ่านหุบเขาคดเคี้ยวไปมา บ้านเรือนกระจายอยู่ท่ามกลางภูเขา และเมื่อมองย้อนกลับไปยังเส้นทางที่เพิ่งเดินผ่านมา จึงเห็นว่าทางทั้งหมดที่ดูยาวในตอนแรก เกิดขึ้นจากการก้าวทีละก้าวของเราเอง

ความรู้สึกเดียวกันกลับมาอีกครั้งที่ Tiger’s Nest
Paro Taktsang หรือ Tiger’s Nest ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงราว 900 เมตรเหนือพื้นหุบเขาในเมือง Paro และอยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 3,120 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล สถานที่แห่งนี้มีความเกี่ยวข้องกับ Guru Rinpoche ซึ่งตามตำนานเชื่อว่าเดินทางมาถึงบริเวณถ้ำแห่งนี้ในศตวรรษที่ 8 และใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ก่อนที่อารามจะถูกสร้างขึ้นในปี 1692
เส้นทางขึ้นไปยังอารามต้องไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ จากจุดเริ่มต้นที่ความสูงประมาณ 2,550 เมตร และใช้เวลาเดินราว 2-3 ชั่วโมง ช่วงสุดท้ายต้องลงบันไดเข้าไปในหุบเขา ผ่านน้ำตก ก่อนจะไต่บันไดกลับขึ้นไปยังตัวอารามอีกครั้ง

ครั้งนี้ทำให้รู้สึกถึงความสูงอย่างชัดเจน
มันเหนื่อยมากกว่าที่คิด ทั้งความชัน อากาศที่บางลง และระยะทางที่เหมือนจะไม่สิ้นสุด แม้บริเวณด้านล่างจะมีม้าให้ใช้เป็นพาหนะในช่วงหนึ่งของเส้นทาง แต่เราก็เลือกที่จะเดินเอง
บางช่วงเกือบลื่น บางช่วงต้องหยุดเพราะปวดหัวจากความสูง และเมื่อมาถึงช่วงสุดท้ายที่ต้องลงไปยังน้ำตกแล้วไต่บันไดขึ้นอีกครั้ง ความชันทำให้รู้สึกว่าอีกนิดเดียวก็อาจไม่ไหว

ตอนนั้น สิ่งที่อยู่ในหัวไม่ใช่เรื่องประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ภาพของวัดบนหน้าผา และไม่ใช่คำถามว่าเมื่อไหร่จะถึง คิดเพียงว่า ก้าวต่อไปจะวางเท้าตรงไหนดี
เมื่อมาถึงในที่สุด ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงความดีใจที่ได้เห็น Tiger’s Nest แต่มันคือความรู้สึกว่า “ครั้งหนึ่งเราเคยกลัวว่าจะไปไม่ถึง แต่สุดท้ายก็พาตัวเองมาถึงได้”
Khamsum ทำให้เห็นว่า เมื่อเราไปถึงจุดหนึ่งแล้ว เราสามารถหันกลับไปมองเส้นทางที่ผ่านมาและเห็นว่าระยะทางทั้งหมดเกิดขึ้นจากก้าวเล็กๆ ที่สะสมกันมา ส่วน Tiger’s Nest ทำให้รู้ว่า ระหว่างที่ยังเดินอยู่ เราอาจไม่เห็นปลายทางชัดเจนเลยด้วยซ้ำ

บางทีความพยายามจึงไม่ได้หมายถึงการฝืนตัวเองให้ไปต่อโดยไม่หยุด แต่อาจหมายถึงการรู้ว่าเมื่อไหร่ควรก้าวต่อ เมื่อไหร่ควรพัก และเมื่อไหร่ต้องยอมรับข้อจำกัดของตัวเอง
เราไม่จำเป็นต้องเห็นภาพทั้งหมดของความสำเร็จตั้งแต่ต้น ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกเท่าไร บางช่วงของชีวิต สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดอาจมีเพียงการมองก้าวที่อยู่ตรงหน้า แล้วค่อยๆ วางเท้าลงไป
เพราะเมื่อถึงวันที่หันกลับไปมอง เราอาจพบว่า สิ่งที่พาเรามาไกลที่สุดไม่ใช่การมองเห็นยอดเขา แต่คือการไม่ละเลยก้าวเล็กๆ ระหว่างทาง
Part 7 - ความสงบหลายรูปแบบ
ตลอดเวลาที่อยู่ในภูฏาน มีอีกสิ่งหนึ่งที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นโดยไม่รู้ตัว นั่นคือความเงียบสงบ
เมื่อได้พักในโรงแรมสามแห่ง ทั้ง Six Senses Thimphu, COMO Uma Punakha และ Bhutan Spirit Sanctuary สิ่งหนึ่งที่ค้นพบคือ ความสงบไม่ได้มีหน้าตาเหมือนกันในทุกที่
ที่ Six Senses Thimphu ความรู้สึกแรกคือการได้อยู่ใกล้ท้องฟ้า โรงแรมตั้งอยู่บนพื้นที่สูงเหนือเมือง Thimphu จนจากบริเวณที่พักสามารถมองเห็นภูเขาและก้อนเมฆได้อย่างเปิดกว้าง

ในวันที่อากาศเปิด ก้อนเมฆค่อยๆ เคลื่อนผ่านสายตา สิ่งที่เคยอยู่ไกลกลับดูใกล้ขึ้น และเมื่อไม่มีอาคารสูงหรือเสียงของเมืองมาบดบังสายตา ก็มีเวลามองสิ่งเหล่านั้นนานกว่าปกติ
ความสงบของที่นี่จึงไม่ได้มาจากการไม่มีอะไรให้มอง แต่มาจากการมีพื้นที่ให้มองสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเรา เมื่อได้มองภูเขา ท้องฟ้า และก้อนเมฆที่ค่อยๆ เคลื่อนผ่านไป ก็เหมือนได้หยุดจากเรื่องที่ต้องคิดและต้องทำอยู่ตลอดเวลา

ขณะที่ COMO Uma Punakha ให้ความรู้สึกสงบในอีกแบบ ที่นี่มีขนาดเล็กกว่าและให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวมากขึ้น ตัวที่พักแทรกตัวอยู่ท่ามกลางธรรมชาติของหุบเขา Punakha รายล้อมด้วยภูเขา ต้นไม้ และสายน้ำ

ความสงบของที่นี่มาจากธรรมชาติที่ไม่ได้เป็นเพียงวิวที่มองจากหน้าต่าง แต่กลายเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวตลอดเวลา ทั้งเสียงน้ำไหล อากาศที่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลา กลิ่นของต้นไม้และดินหลังฝน รวมถึงความเงียบที่เกิดขึ้นเองจากพื้นที่โดยรอบ

และเมื่อเดินทางมาถึง Bhutan Spirit Sanctuary ความหมายของการพักก็เปลี่ยนไปอีกแบบ
ที่นี่ให้ความสำคัญกับ wellness ตั้งแต่การดูแลร่างกาย อาหาร การทำสมาธิ โยคะ ไปจนถึงกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เข้าพักกลับมาใส่ใจกับตัวเอง บรรยากาศให้ความรู้สึกเหมือนบ้านมากกว่าโรงแรม และการดูแลทำให้เรากลับมาถามตัวเองว่า วันนี้เป็นอย่างไร เหนื่อยหรือไม่ และร่างกายกำลังบอกอะไรเรา

มันทำให้คำว่า wellness ไม่ได้หมายถึงเพียงการทำให้ร่างกายรู้สึกดีขึ้น แต่รวมถึงการกลับมารับรู้ว่า ตอนนี้เรากำลังรู้สึกอย่างไร

สามสถานที่ให้ความสงบคนละแบบ Six Senses ทำให้เงยหน้ามองท้องฟ้า COMO ทำให้กลับมาใกล้ชิดกับธรรมชาติ ส่วน Bhutan Spirit Sanctuary ทำให้กลับมาใกล้ชิดกับตัวเอง

และเมื่อมองย้อนกลับไป ความแตกต่างนี้ทำให้เห็นว่า การพักอาจไม่ได้มีสูตรสำเร็จ บางคนอาจต้องการขึ้นไปอยู่บนภูเขาเพื่อให้เห็นโลกกว้างขึ้น บางคนอาจต้องการอยู่ท่ามกลางธรรมชาติเพื่อให้ชีวิตช้าลง และบางคนอาจต้องการพื้นที่ที่ทำให้กลับมาฟังร่างกายและความคิดของตัวเอง
เราใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับการเคลื่อนไปข้างหน้า ทำงาน ตัดสินใจ แก้ปัญหา พยายามไปให้ถึงบางสิ่ง จนบางครั้งลืมไปว่า การหยุดก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเหมือนกัน
บางทีความสงบจึงไม่ได้ทำให้เราได้คำตอบใหม่เสมอไป แต่มันทำให้เสียงบางอย่างที่อยู่ในใจมานานแล้ว เบาลงพอที่จะได้ยิน และบางครั้ง เพียงเท่านั้นก็อาจเพียงพอที่จะทำให้เราเห็นว่าต่อจากนี้อยากใช้ชีวิตอย่างไร
บทส่งท้าย - ภูฏานในวันที่สายตาเปลี่ยนไป
วันสุดท้าย รถพากลับมายังสนามบิน Paro สถานที่เดียวกับที่เราเดินออกมาในวันแรก
ภูเขายังคงอยู่ที่เดิม ถนนยังทอดผ่านหุบเขา ธงมนตรายังคงปลิวอยู่ตามแรงลม ทุกอย่างแทบไม่ต่างจากวันที่มาถึง สิ่งที่เปลี่ยนไปกลับเป็นสายตาของคนที่กำลังจะเดินทางออกไป

ก่อนมาถึง ภูฏานอาจเป็นเพียงภาพของภูเขา วัดเก่า ธงมนตรา และความเงียบ แต่เมื่อได้เดินทางผ่านเรื่องราวของผู้คน สถานที่ ความเชื่อ การตัดสินใจ ความพยายาม และช่วงเวลาที่ได้หยุดอยู่กับตัวเอง ภาพเหล่านั้นกลับมีความหมายมากขึ้น
การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ภูฏานเปลี่ยนไป ภูเขายังคงเป็นภูเขา วัดยังคงเป็นวัด และถนนเส้นเดิมยังคงทอดผ่านหุบเขา สิ่งที่เปลี่ยนคือวิธีที่มองมัน และบางที นั่นอาจเป็นสิ่งที่การเดินทางมอบให้เราได้มากที่สุด ไม่ใช่การพาไปเห็นโลกที่ไม่เคยเห็น แต่คือการพาเรากลับมาเห็นโลกใบเดิม ด้วยสายตาที่ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว...

ภาพ: กนกวรรณ มากเมฆ
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : “กุ้ยหลิน” มีอะไรน่าเที่ยว? ทำไมยอดจองตั๋วบินโตกว่า 75% ปีนี้ขึ้นเป็นหนึ่งในเมืองดาวเด่นของจีน คำตอบอยู่ที่ธรรมชาติ วัฒนธรรม และผู้คน
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


