ความเร่งรีบในวันทำงานสร้างความเครียดโดยไม่รู้ตัว ตารางงานที่แน่นขนัดทำให้เครียดฝังลึก บางคนแสดงออกทางร่างกาย บางคนแสดงผลต่อจิตใจ แต่เชื่อหรือไม่เราสามารถขจัดมันได้ไม่ยาก
การเดินทางกับ “Mauna Experience Media Trip” เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมามีสื่อจากประเทศไทย สื่อท้องถิ่นอินโดนีเซีย สื่อต่างแดนจากออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศรวม 16 คน เข้าร่วมกิจกรรมสปากึ่งการทำสมาธิที่เรียกว่า “Mauna The Art of Silence” โปรแกรมผ่อนคลายของ The Apurva Kempinski Bali กิจกรรมรีทรีตความเครียดที่ได้แรงบันดาลใจมาจากวันแห่งความเงียบของบาหลี
สัมผัสแห่งความเบาสบาย
สตรีร่างเล็กแบบสาวเอเชีย Ira Maharani เป็นผู้นำกิจกรรม Mauna การบำบัดด้วยความเงียบและเสียงจากการลั่นฆ้องตีขันต่างขนาดที่ตั้งอยู่เรียงรายให้เสียงกังวานเล็กๆ ต่างกัน ขณะที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทำสมาธิในช่วงเวลาสั้นๆ ด้วยการหลับตา โสตประสาทสัมผัสเพียงเสียงคล้ายระฆังเล็กๆ ดังสลับกันไปมาทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้อย่างน่าอัศจรรย์ นี่คือเสียงบำบัดและการฝึกสมาธิจิตสัมผัสกับความเงียบ เพียงชั่วระยะเวลา 35-40 นาทีกลับช่วยปลดปล่อยความตึงเครียด ให้สัมผัสที่โล่งเบาสบายได้
Ira ไม่ได้เป็นเพียงผู้นำกิจกรรม Mauna เท่านั้นแต่เธอเป็นผู้อำนวยการสปาของ The Apurva Spa โรงแรม The Apurva Kempinski Bali หลังจากเข้ามาร่วมงานกับสปาแห่งนี้ได้ไม่นาน เธอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพที่โดดเด่น มีประสบการณ์ยาวนานกว่าทศวรรษในอุตสาหกรรมสปาและการบริการ Ira มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับสรีรวิทยาของมนุษย์ เธอสำเร็จการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ Udayana University บาหลี สาขากายภาพบำบัด ปัจจุบันกำลังศึกษาต่อในระดับปริญญามหาบัณฑิต สาขาสรีรวิทยาการกีฬา ซึ่งช่วยเสริมสร้างความสามารถในการเชื่อมโยงความรู้ทางคลินิกและกายภาพเข้ากับสุขภาพแบบองค์รวมได้เป็นอย่างดี
การเข้าร่วมกิจกรรมได้ฝึกสมาธิเพียงเวลาสั้นๆ น่าแปลกที่ทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น หลับสนิทมากขึ้น ตื่นเช้ามาด้วยความรู้สึกปลอดโปร่ง ซึ่งทริปนี้ใช้เวลาโดยรวม 3 วัน ที่กลุ่มสื่อจากหลายประเทศได้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนสัมผัสได้ถึงความเงียบและเสียงที่ช่วยผ่อนคลาย คล้ายสื่อสัญญาณคลื่นเสียงเข้าไปชำระล้างสิ่งที่ค้างคาในสมองให้ปลอดโปร่งขึ้น
อันที่จริงก่อนจะมาสัมผัสกิจกรรมนี้ที่บาหลี “Mauna the Art of Silence” เคยมาจัดให้ทดลองแล้ว 1 ครั้งที่โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพ ครั้งนั้นใช้เวลาราว 50 นาทีในการทดลองร่วมกิจกรรมผ่อนคลาย Mauna The Art of Silence เป็นการชิมลางก่อนจะเดินทางมาบาหลีเพื่อสัมผัสประสบการณ์แบบเต็มรูปแบบที่โรงแรม The Apurva Kempinski Bali ซึ่งเป็นโรงแรมที่มีขนาดใหญ่มาก ราวกับสร้างบนเนินเขาลูกย่อมๆ ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย และมีห้องพักให้บริการมากถึง 465 ห้อง การสัมผัสจุดบริการต่างๆ ของโรงแรม ต้องอาศัยแผนที่ในการนำทาง เนื่องจากขนาดและความกว้างนั่นเอง

ความหรูหราที่จับต้องได้
ทุกห้องพักล้วนตกแต่งสวยงามหรูหราในสไตล์บาหลี ความใหญ่ของพื้นที่และความสูงของตัวโรงแรมทอดยาวสู่ชายหาด เมื่อมองย้อนขึ้นไปจะเห็นห้องพักทั้งหมดเรียงรายสุดสายตา มีทั้งห้องสวีตและวิลล่าหรู แต่ละห้องมอบประสบการณ์การพักผ่อนด้วยห้องกว้างพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกพิเศษ และบริการที่ออกแบบเฉพาะบุคคล มองเห็นวิวมหาสมุทรอินเดียอันงดงามและเงียบสงบ ห้องสวีตพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว วิลล่าพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัวตามแบบฉบับประเทศเขตร้อน
ส่วนห้องแกรนด์ดีลักซ์สามารถเข้าถึงสระว่ายน้ำแบบลากูนได้โดยตรง ที่พักได้รับการออกแบบเพื่อมอบความหรูหราและสะดวกสบาย ได้รับแรงบันดาลใจจากลักษณะเฉพาะของเมืองในเขตร้อนอย่างอินโดนีเซีย ผสมผสานกับกลิ่นอายความทันสมัย ทุกอย่างภายในโรงแรมดูหรูหราและยิ่งใหญ่ โถงล็อบบี้เพดานสูงที่เราลงจากรถเดินเข้าไปตรงกลางนั่นคือชั้น 16 ของโรงแรม ความยิ่งใหญ่น่าประทับใจเมื่อรวมกับการประดับด้วยผนังฉลุลายแกะสลักสไตล์บาหลีทำให้ความยิ่งใหญ่ของโรงแรมดูขลังยิ่งขึ้น
ส่วนห้องที่จัดกิจกรรม Mauna เป็นห้องโถงที่มีชื่อว่า Amala Chapel ตั้งอยู่บริเวณชั้น 12 เป็นห้องโล่งมีผนังกระจกรอบด้าน มองออกไปเห็นมหาสมุทรอินเดียกว้างไกลสุดสายตา ยิ่งพลบค่ำยามตะวันจะลับขอบฟ้าห้องนี้ยิ่งงามดั่งมนต์ขลัง แสงสุดท้ายที่จะอำลาขอบฟ้าลงสู่มหาสมุทรนั้นสวยเกินบรรยาย
กิจกรรมรีทรีตจัดขึ้นในช่วงเย็น ประมาณ 18.00 น. Ira เป็นคนนำกิจกรรมให้ทุกคนได้สัมผัสบรรยากาศของการทำสมาธิ ซึ่งทำได้ทั้งแบบนั่งและนอน เพื่อทอดกายให้ผ่อนคลายไปกับเสียงกังวานเล็กๆ ของบรรดาขันน้อยใหญ่ที่ตั้งรายรอบตัว Ira เป็นครึ่งวงกลม ขันเหล่านี้เป็นเครื่องมือสร้างเสียงตัดความเงียบเข้าสู่ร่างกายขณะทุกคนทำสมาธิรู้สึกได้ถึงความปลอดโปร่ง หลายคนรู้สึกต่างกันไป บางคนบอกว่า เหมือนได้พักใจพักกายทั้งที่จริงใช้เวลาไม่นาน แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนสัมผัสได้เหมือนกันคือ ความผ่อนคลายและเบาสบาย

อาหารท้องถิ่นหลากสีสัน
เสร็จจากการทำ Mauna ก็ได้เวลามื้อเย็นพอดี ทางโรงแรมนำทีมไปรับประทานมื้อเย็นที่ห้องอาหารแบบเปิดโล่ง ซึ่งต้องลงจากห้องโถงที่ทำกิจกรรมอยู่ชั้น 12 ลงไปถึงชั้นล่างแล้วเดินต่อไปยังห้องอาหาร Pala Rooftop Bar ซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างทางเดินจากโรงแรมลงสู่ชายหาด มองเห็นทั้งวิวห้องพักด้านบนที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินสูง และมองออกไปเห็นชายหาดด้านล่าง แต่ทัศนวิสัยไม่ชัดนักเพราะเป็นช่วงค่ำมีเพียงแสงจากตะเกียงส่องพอให้เห็นอาหารและเพื่อนร่วมโต๊ะ ถ้าให้เทียบก็เหมือนดินเนอร์หรูใต้แสงเทียนในบรรยากาศธรรมชาติ ซึ่งอากาศถ่ายเทดีแต่ค่อนข้างอุ่นมีลมพัดผ่านเพียงเบาๆ
จุดเด่นของมื้อค่ำวันแรกเราได้ลิ้มลองอาหารอินโดนีเซียโดยเฉพาะบาหลีสไตล์ มีหลายอย่างคล้ายอาหารไทยแต่รสชาติไม่เหมือนกัน มีเนื้อไก่เป็นหลัก และมีผักเป็นส่วนประกอบอยู่ไม่น้อย ทางโรงแรมมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่หลากหลาย ด้วยอาหารสีสันสดใสและรสชาติกลมกล่อมที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองอาหารอินโดนีเซียและภูมิภาคเอเชียโดยรวม
ความพิเศษของโรงแรมแห่งนี้นอกจากความยิ่งใหญ่อลังการแล้ว ยังมีห้องอาหารหลากหลาย มีทั้งอาหารท้องถิ่น อาหารตะวันตก และตะวันออก อาหารญี่ปุ่น ให้แขกได้เลือกลิ้มลองตามความต้องการ วันที่พวกเราเข้าพักและร่วมกิจกรรมทางโรงแรมมีแขกต่างชาติจำนวนมาก ผู้บริหารโรงแรมให้ข้อมูลว่า อัตราเข้าพักของโรงแรมแห่งนี้มียอดเฉลี่ยที่ 65% ถือว่าไม่น้อยเลยสำหรับโรงแรมขนาดใหญ่ และที่น่าทึ่งไม่แพ้กันคือ แขกประจำของโรงแรมส่วนมากเป็นชาวอินโดนีเซีย เพราะบาหลีเป็นเมืองท่องเที่ยว ชาวอินโดนีเซียจากเมืองหลักอื่นๆ จึงแวะเวียนมาเที่ยวตลอดทั้งปี

บริหารกายใจแบบองค์รวม
กิจกรรมวันแรกผ่านไปเข้าสู่วันที่ 2 ซึ่งเริ่มต้นวันด้วยการทำโยคะในห้องโถงริมชายหาด เป็นอีกกิจกรรมผ่อนคลายที่ดีมาก ทำให้ได้ยืดเหยียดเส้นสายคลายกล้ามเนื้อกันพอสมควร จบจากห้องโยคะทิ้งช่วงราว 2-3 ชั่วโมงก็เข้าสู่มื้อเที่ยงสุดพิเศษ เป็นอาหารท้องถิ่นที่ประยุกต์ให้เข้ากับงานเลี้ยงแบบง่ายๆ ทุกอย่างได้รับการสร้างสรรค์มาอย่างดี อาหารอินโดนีเซียแบบคานาเป้ เสิร์ฟเป็นคำมีให้เลือกลิ้มลองได้ตามใจ โดยมีไก่ กุ้ง และผักเป็นวัตถุดิบหลัก มีรสสัมผัสที่ต่างไปจากอาหารไทย ให้ความรู้สึกเป็นอาหารแนวสุขภาพๆ ต่างคนเลือกชิมได้ตามความสนใจ เราเลือกไป 4-5 อย่างก็รู้สึกรสชาติดีแม้จะแปลกนิดหน่อยแต่ก็อร่อยใช้ได้ และรู้สึกเป็นมื้อสุขภาพมาก อาหารเซ็ตนี้ทำให้เบาท้องแต่ก็อิ่มทนได้ถึงเย็น
เสร็จจากมื้อเที่ยงเรามีเวลาพักผ่อนราว 3 ชั่วโมง ถึงเวลาได้ทดลองใช้บริการสปา เป็นอย่างที่คาดไว้สปาในบาหลีมีชื่อเสียง บริการนุ่มนวลและเรียบง่าย เครื่องดื่มรับรองและของว่างก็เป็นแนวสุขภาพทั้งหมด โดยทุกมื้อที่เสิร์ฟเครื่องดื่มต้อนรับจะเป็นน้ำผลไม้ที่ผสมผสานจากวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น ส้ม ขิง ตะไคร้ และอื่นๆ ที่ช่วยให้รู้สึกสดชื่นแต่ไม่หวาน เป็นแนวเครื่องดื่มสุขภาพที่มีรสชาติดี
ประสบการณ์ที่ได้จากทริปนี้มีทั้งความน่าทึ่งของการร่วมกิจกรรม Mauna ซึ่งมีกิจกรรม Sleep Seminar ว่าด้วยเรื่องการนอน ซึ่งทำให้ผ่อนคลายนอนหลับได้ดีขึ้นและสมองโปร่งได้อย่างไม่น่าเชื่อ ก้าวสู่วันที่ 3 ช่วงเช้าตรู่มีพิธีสำคัญ Balinese Purification ที่จัดให้ทุกคนแต่งชุดท้องถิ่นสไตล์บาหลีไปร่วมชำระล้างร่างกายและจิตใจที่ริมหาด โดยมีผู้นำกิจกรรมทำพิธี และใช้น้ำมะพร้าวสดในการชำระล้างตั้งแต่ศีรษะลงมา เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์สไตล์บาหลี ส่งท้ายก่อนอำลา 3 วันกับประสบการณ์ “Mauna The Art of Silence” การสัมผัสความเงียบที่ช่วยให้ผ่อนคลายได้เกินคาด

ภาพ : The Apurva Kempinski Bali
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : สพ.ญ.กฤติกา ชัยสุพัฒนากุล พลิกมิติทองหล่อ Pet Hospital


