Salvia ชวนคุณมาสัมผัสอาหารอิตาเลียนต้นตำรับสไตล์ Osteria - Forbes Thailand

Salvia ชวนคุณมาสัมผัสอาหารอิตาเลียนต้นตำรับสไตล์ Osteria

FORBES THAILAND / ADMIN
28 Nov 2020 | 06:30 PM
READ 1536

Salvia (ซาลเวีย) ห้องอาหารอิตาเลียนแห่งใหม่ของโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2563 ในบรรยากาศสบายๆ แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นตามสไตล์ร้านอาหารประเภท Osteria ในอิตาลี

สำหรับร้านอาหารแห่งนี้ ได้เชฟ Roberto Parentela ชาวอิตาเลียน ผู้เคยฝากผลงานไว้ที่ร้านกึ่งบาร์ของทางโรงแรมอย่าง Spasso (สปาร์ซโซ) มาเป็นผู้ดูแลทั้งหมด ตั้งแต่การรังสรรค์เมนูอาหาร ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอาหารสไตล์พื้นเมืองของแคว้น Piemonte ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอิตาลี มาผสมผสานให้เข้ากับวัฒนธรรมการทำอาหารอิตาเลียนรสชาติต้นตำรับ โดยเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพดีจาก 2 แหล่ง คือ วัตถุดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศและวัตถุดิบที่คัดสรรจากท้องถิ่นทั่วประเทศ มานำเสนอในราคาจับต้องได้

(ขวา) Complimentary (ซ้าย) Amuse-bouche

เชฟ Roberto Parentela เริ่มต้นเสิร์ฟมื้ออาหารด้วย complimentary เป็น Foccacia ขนมปังโฮมเมดชิ้นโตที่สอดไส้ด้วยมะเขือเทศสดและชีสที่หอมนุ่ม ทานคู่กับน้ำมันมะกอกและบัลซามิกคุณภาพดี พร้อมกับ amuse-bouche ที่เชฟขอนำเสนอในรูปของขนมปังลูกเต๋าชิ้นเล็กพอดีคำ ท็อปด้วยเปเปอโรนี และน้ำซอสสีเหลืองสูตรพิเศษ เพื่อเรียกน้ำย่อยระหว่างรอเมนูอาหารจานเดียว (a la carte)

Prosciutto cotto

เริ่มต้นเมนูแรกที่ Prosciutto cotto โฮมเมดแฮมสไลด์บางที่นำไปต้มกับใบเสจ (sage) สมุนไพรซึ่งมีความหอมเป็นเอกลักษณ์ ทานคู่กับเนยสไตล์อิตาเลียนที่คัดสรรมาจากเกาะ Sardinia เกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอิตาลีและเป็นบ้านเกิดของเชฟ Roberto และวางลงบนขนมปังโทสต์กรอบนอกนุ่มใน แนะนำให้ทานขณะยังร้อนๆ โดยตัวขนมปังชิ้นโตนี้ทำมาจากแป้งซีโมลินา (semolina) ซึ่งเป็นแป้งสาลีชนิดหนึ่งที่มีสีเหลืองอ่อน อุดมไปด้วยธัญพืช มีรสชาติจืด จึงตัดกันได้ดีกับความเค็มของแฮม และท็อปด้วยผักดองรสเปรี้ยวอมหวาน เพื่อเพิ่มอรรถรสให้ดียิ่งขึ้น

Burrata e pomodori

มาต่อกันที่ Burrata e pomodori สลัดชามโตซึ่งใช้ บูราต้าชีสสไตล์อิตาเลียน ที่นิยมนำมาประกอบอาหารทางตอนใต้ของประเทศ โดยความพิเศษของบูราต้าชีสของทางร้านเป็นสูตรพิเศษ ที่คิดค้นและพัฒนาขึ้นร่วมกับผู้ผลิตชีสท้องถิ่นจากอำเภอหัวหิน จึงมีรสชาติหอมมันกำลังดี คลุกเคล้ากับมะเขือเทศออร์แกนิกเนื้อสีแดงที่ส่งตรงจากเชียงใหม่ แล้วจึงเพิ่มรสชาติให้กลมกล่อมมากยิ่งขึ้นด้วยแอนโชวี่ชั้นดี ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ทางร้านตั้งใจเพิ่มเข้ามาโดยเฉพาะ เพื่อให้สลัดชามนี้ไม่เลี่ยนจนเกินไป เพราะมีทั้งรสเค็มจากแอนโชวี่ ที่ผสมผสานอย่างลงตัวกับมะเขือเทศ หอมแดงและมะกอก ซึ่งตัดความหวานมันของชีสได้เป็นอย่างดี

Portobello alla griglia

อีกหนึ่งไฮไลท์ของร้านที่แนะนำให้ลอง คือ Portobello alla griglia ประกอบด้วยเห็ดพอร์โตเบลโลสีน้ำตาลชิ้นโต มีเนื้อสัมผัสหนานุ่มส่งตรงจากสวนเห็ดที่ปลูกในพื้นที่เขาใหญ่ นครราชสีมา ที่ผ่านกรรมวิธีย่างจนสุก คลุกเคล้ากับผักร็อกเก็ตที่ทานเดี่ยวๆ ก็อร่อย เพราะมีรสชาติเฉพาะตัวที่มีความเผ็ดนิดๆ คล้ายพริกไทย ผสมผสานให้เข้ากันกับพริกหยวกชิ้นพอดีคำ และปรุงรสด้วยกระเทียม น้ำส้มสายชู และน้ำมันวอลนัทอย่างลงตัว แต่เพื่อความพิเศษยิ่งขึ้น เชฟจึงเลือกที่จะท็อปด้านบนด้วย "หนึ่งในชีสแข็งที่เก่าแก่ที่สุดในโลก" และมีต้นตำรับอยู่ในแคว้น Piemonte ซึ่งก็คือ กราน่า พาดาโน่ชีส ที่ใช้นมวัวเข้มข้นมาผลิตจนได้ชีสเนื้อแข็ง รสชาติหวาน เนื้อสัมผัสมีความกรุบกรอบ และจะอร่อยที่สุดก็ต่อเมื่อบ่มไว้มากกว่า 30 เดือนขึ้นไป เพราะจะทำให้รสชาติละมุนขึ้น ทำให้แม้แต่คนที่ไม่ชอบทานผักยังรู้สึกประทับใจในรสชาติเลยทีเดียว

Fusilli caserecci al ferretto

ขณะที่เมนูเส้นที่พลาดไม่ได้อย่าง Fusilli caserecci al ferretto พาสต้าเส้นฟูซิลลีที่ไม่ได้มาในรูปแบบเกลียว แต่เป็นเส้นโฮมเมดแบบยาวและหนานุ่มกำลังดี เสิร์ฟพร้อมซอส Lamb Ragu ที่เคี่ยวกับมะเขือเทศนานถึง 4 ชั่วโมงจนได้เนื้อที่นุ่ม และท็อปด้วยริคอตต้าชีสจากอิตาลี จนกล่าวได้ว่าทั้งเส้นและเครื่องคืออัดแน่นจริงๆ โดยสูตรนี้เชฟ Roberto กล่าวกับ Forbes Thailand ว่า เป็นสูตรที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากคุณยายของเขาเอง

Tagliata di manzo

ถัดมาเป็น Tagliata di manzo เมนูสเต็กเนื้อ Grass-Fed Australian Angus Rib Eye หนัก 350 กรัม ถือเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน ผ่านการ sous-vide หรือการทำให้สุกด้วยอุณหภูมิที่ต่ำกว่าการปรุงอาหารประเภทอื่น จนได้เนื้อที่นุ่มเป็นพิเศษ อีกทั้งยังมีน้ำชุ่มฉ่ำในตัวเนื้อกำลังดี จัดเสิร์ฟบนเตาย่างที่เพิ่มอรรถรสของชิ้นสเต็กให้ดีเยี่ยมยิ่งขึ้น ด้วยการรมควันจากเถาวัลย์ต้นองุ่นแห้งที่ส่งตรงจากไร่ GranMonte Vineyard and Winery อันมีกลิ่นควันหอมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จากนั้นนำไปหั่นเป็นชิ้นๆ เพื่อให้สะดวกต่อการรับประทาน และจัดวางมาพร้อมสลัดร็อคเก็ต มะเขือเทศ และชีส เพื่อให้ไม่เลี่ยนจนเกินไป

Carpaccio di manzo

ไม่เพียงเท่านั้น อีกหนึ่งเมนูแนะนำสำหรับคนชอบทานเนื้อกึ่งสุกกึ่งดิบอย่าง Carpaccio di manzo เนื้ออิมพอร์ตจากอิตาลี หมักด้วยเกลือและสมุนไพรกว่า 3 สัปดาห์ ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย เลม่อน และน้ำส้มสายชูบัลซามิก เสิร์ฟพร้อมผักร็อกเก็ตและกราน่า พาดาโน่ชีส แผ่นบางจากอิตาลี

Frittura di calamari e verdure

และสำหรับเมนูอาหารจานหลัก ปิดท้ายแบบเบาๆ ด้วย Frittura di calamari e verdure ปลาหมึกและผักทอดกรอบ ที่เชฟเลือกใช้น้ำมันมะกอกแทนน้ำมันพืชในการทอด เหมาะกับการทานขณะร้อนๆ เพื่อให้ได้รสสัมผัสความกรอบนอกทว่านุ่มใน เสิร์ฟพร้อมซอสโฮมเมด Basil Aioli ที่คล้ายกับมายองเนส เพื่อให้สอดรับกับรสชาติของคนไทยโดยเฉพาะ ซึ่งต่างจากวัฒนธรรมการกินในอิตาลีที่จะเพิ่มรสชาติด้วยการบีบเลม่อนใส่ลงไป

Tiramisu

Panna cotta al forno

ปิดท้ายด้วย 2 เมนูขนมหวานสไตล์อิตาเลียนที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก นั่นคือ Tiramisu ที่กลมกล่อมและลงตัวจากช็อตเอสเพรสโซ หอมกลิ่นมาสคาร์โปนชีส และบรั่นดี Amaretto ท็อปด้วยผงโกโก้ จนเป็นขนมหวานที่อร่อยครบทุกรสในคำเดียว ส่วนอีกเมนูแนะนำคือ Panna cotta al forno ด้วยเนื้อสัมผัสเนียนนุ่ม หอมและหวานจากคาราเมลกำลังดี

นอกจากเมนูอาหารจานหลักและของหวานแล้ว ทาง Salvia ยังมีเครื่องดื่มเย็นที่สร้างความสดชื่นและเจริญอาหาร อาทิ Italian sodas ได้แก่ S.L.S Salvia lemon dash of salt, Passion fruit thyme, Strawberry และ Peach & lime ไปจนถึง Italian wines, Ice cold craft beers, Martinis และ Negronis ที่คิดค้นสูตรโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องดื่มของโรงแรมโดยเฉพาะ

S.L.S Salvia lemon dash of salt

ชื่อร้าน: ซาลเวีย

สไตล์: อิตาเลียน

พิกัด: 494 ถนนราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

วัน/เวลาทำการ: เปิดบริการทุกวัน มื้อกลางวัน 11.30-14.30 . และมื้อค่ำ 18.30-22.30 (ทางร้านพร้อมให้บริการห้องอาหารส่วนตัว บริการส่งอาหารถึงบ้าน และบริการสั่งกลับบ้านเช่นกัน)

ราคา: 500-1,000 บาท

เรื่อง: ชญาน์นัทช์ ธนินท์พงศ์ภัค

ภาพ: กิตติเดช เจริญพร