48 Hours with a Dream Spider - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

48 Hours with a Dream Spider

Forbes Thailand
Forbes Thailand / Admin
03 May 2016 | 11:02 am 5826

เรื่อง: ม.ล.ธนะวิสุทธิ์ วิสุทธิ

แสงแดดอันร้อนแรง ตัดกับลมเย็นสบายที่พัดผ่านผิวกายของผม และวิวที่เต็มไปด้วยต้นองุ่นของเมือง Fiumana ประเทศอิตาลี ก็ยังไม่น่าตื่นเต้นเท่ากับที่เห็นสุดยอดรถสปอร์ตของโลก เจ้าของโลโก้ม้าลำพองแบรนด์ Ferrari สีขาวมุก แสนสวยที่จอดอยู่เบื้องหน้าผมตอนนี้

Ferrari 488 Spider คือรถสปอร์ตเปิดประทุนที่กำลังรอให้ผมไปลองสัมผัสกับความสุดยอดในทุกๆ ด้านของตัวมัน ผ่านความเป็นนักขับรถในแบบ “ธรรมดา” ของผมที่ไม่ได้เป็นนักทดสอบรถมือทอง แต่เป็นแค่คนขับรถธรรมดาคนหนึ่ง ที่คุณนันทมาลี ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท Cavallino Motors จำกัด ผู้นำเข้ารถยนต์ Ferrari ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

เอ่ยปากชวนให้ไปลองขับหนึ่งในสุดยอดรถเปิดประทุนที่แรงที่สุดของ Ferrari อย่างเจ้า 488 Spider เพื่อให้สัมผัสว่าคนธรรมดาที่ไม่ใช่นักขับรถก็สามารถขับรถ Ferrari 488 Spider ได้เช่นกัน

หลัง จากที่เอกสารทุกอย่างพร้อม ผมใช้เวลาเดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงเทพฯ มาที่ Milan ประเทศอิตาลี ต่อด้วยนั่งรถไฟความเร็วสูง Frecciarossa เพื่อไปยัง Bolonga และนั่งรถอีกต่อไปยังเมือง Fiumana ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Borgo Condé รีสอร์ตหรูระดับ 5 ดาวที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็น Vineyard อันเป็นแหล่งวัตถุดิบที่นำมาหมักไวน์ขึ้นชื่อของที่นี่ รวมแล้วผมใช้เวลาเดินทางเกือบ 20 ชั่วโมง เพื่อพาตัวเองมาสัมผัสกับหนึ่งในสุดยอดยนตรกรรม ของโลกนาม Ferrari

แสงแดดยามบ่ายของที่นี่สาดส่องไปทั่วไร่องุ่นที่เรียงแถวทอดตัวยาวสุดลูกหูลูก ตา แสดงให้เห็นถึง ความกว้างใหญ่ของรีสอร์ตแห่งนี้ พร้อมกับลมหนาวที่พัดอ่อนๆ อยู่ตลอดเวลา ทำให้ผมไม่ประหลาดใจเลยว่า ทำไมรีสอร์ตแห่งนี้ถึงถูกเลือกจากทีมงาน Ferrari ให้เป็นสถานที่ต้อนรับ “สื่อ” ด้านไลฟ์สไตล์ จากทั่วโลกที่มาร่วมกิจกรรมครั้งนี้

ช่วงค่ำคืนแรกเป็นงานเลี้ยงต้อนรับ พร้อมทั้งการแนะนำให้พวกเราได้รู้จักกับ Ferrari 488 Spider รถสปอร์ตเปิดประทุนที่แรงที่สุดของ Ferrari แถมยังเป็นรถที่มีตำนานมาตั้งแต่ปี 1977 นั่นคือรุ่น 308 GTS ซึ่งตอนนี้กลายเป็นหนึ่งในรถคลาสสิกที่แฟนๆ Ferrari ทั่วโลกใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าของ

เพียงแค่สัมผัสแรกทางสายตาบนรถสปอร์ตสีน้ำเงินแสนสะดุดตาที่จอดโชว์สง่าอยู่ ตรงกลางห้อง ด้วยรูปทรงที่บอกได้แต่เพียงว่า “สวย” แบบไม่มีที่ติ ซึ่งอยู่ในรูปลักษณ์รถเปิดประทุนไร้หลังคา แถมผมเองจะมีโอกาสได้ขับเจ้ารถคันที่จอดอยู่เบื้องหน้านี้ ในเช้าวันรุ่งขึ้นอีกด้วย ยิ่งทำให้อาหารค่ำและไวน์แดง มื้อนั้นเลิศรสขึ้นไม่น้อยทีเดียว

Ferrari 488 Spider รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ Ferrari ตั้งความหวังไว้มากว่าจะได้รับความนิยมจากนักเลงรถสปอร์ตทั่วโลก เพราะถือเป็นรถเปิดประทุนที่แรงและทันสมัยที่สุดของ Ferrari เพราะน้ำหนักเบาขึ้นกว่ารุ่น 488 GTB (รุ่นมีหลังคา) ถึง 25 กิโลกรัม

ส่วนขุมพลังเป็นเครื่องยนต์ V8 ขนาด 3902 ซีซี เทอร์โบ ชาร์จ พร้อมด้วยระบบเกียร์ใหม่ ทำให้เจ้าม้าลำพองตัวนี้สามารถทำความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงในเวลาเพียง 3 วินาทีเท่านั้น

และเช้าวันที่ผมรอคอย ก็มาถึง หลังรับประทานอาหารเช้าสไตล์อิตาลีและแบบนานาชาติที่ทางโรงแรมเตรียมไว้ อย่างเพียบพร้อม เมื่อผมเดินออกมาบริเวณหน้าโรงแรมก็ต้องตะลึงกับเจ้าม้าลำพองเปิดประทุนที่ จอดเรียงรายกันอยู่หน้าโรงแรมกว่า 10 คัน เพื่อรอสื่อจากทั่วโลกให้มาพิสูจน์สมรรถนะของ Ferrari 488 Spider อย่างเต็มที่

ลมหนาวในอุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียสไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกเย็นแต่อย่างใด เพราะเพียงแค่เจ้าหน้าที่จาก Ferrari ยื่นกุญแจรถให้ผมแบบสบายๆ ทำนองว่า “เอาไปขับได้เลย ถึงเวลาของคุณแล้ว” ก็ทำเอาผมตัวร้อนผ่าวขึ้นมาทันที

แม้ว่าผมเองจะมีโอกาสขับรถพวงมาลัยขวาในต่างประเทศมาพอสมควร แต่นี่มัน Ferrari นะ แถมเส้นทางในอิตาลีก็ไม่ใช่ธรรมดาเสียด้วย เพราะถนนของประเทศนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นถนนที่ขับยากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

แต่เมื่อได้รับกุญแจ พร้อมกับสูดหายใจเข้าเต็มปอดและบอกตัวเองว่า “พร้อมแล้ว” ผมก็กดปุ่มที่กุญแจ เพื่อหาว่า Ferrari 488 Spider คันไหนที่ผมจะขึ้นไปกุมบังเหียนตลอดทั้งวันนี้ พอไฟกะพริบขึ้นที่ Ferrari 488 Spider สีขาวมุก แวบแรกผมค่อนข้างผิดหวัง

เพราะนึกว่าจะได้ขับคันสีแดง หรือเหลือง ที่เป็นสีเอกลักษณ์แห่ง Ferrari แต่เมื่อได้เดินดูรอบๆ และมีโอกาสได้ขับเจ้า Ferrari 488 Spider สีขาวมุกอยู่ทั้งวัน ทำให้ผมมองว่า Ferrari สีขาวนี่เท่ไม่เบาเหมือนกัน และกลายเป็นว่า Ferrari สีขาวมุกนี้ทั่วโลกก็กำลังนิยมกันอยู่ไม่น้อยทีเดียว ทันทีที่ก้าวเข้าไปนั่งหลังพวงมาลัย เบาะหนังทรงสปอร์ตกระชับแต่ก็แฝงความนุ่มนวล

รองรับลำตัวของผมไว้ได้เป็นอย่างดี มองหาที่เสียบกุญแจที่อยู่บริเวณคอนโซลกลาง เราไม่ต้องใช้กุญแจสตาร์ต เพราะมีปุ่มสตาร์ตที่พวงมาลัย ซึ่งสร้างความรู้สึกแปลกใหม่และแปลกตาให้ผมไม่น้อยทีเดียว

ทั้งนี้เพราะทีมวิศวกรของ Ferrari ออกแบบปุ่มการคอนโทรลทุกอย่างในรถ Ferrari 488 Spider คันนี้ให้อยู่ที่พวงมาลัยทั้งหมดเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นไฟเลี้ยวก็อยู่ที่ก้านพวงมาลัยทั้งสองด้าน เลี้ยวซ้ายก็กดปุ่มซ้าย เลี้ยวขวาก็กดปุ่มขวา ไม่มีก้านไฟเลี้ยวเหมือนที่เราคุ้นเคย

และยังมีปุ่มควบคุมโทรศัพท์ ปรับความดังเครื่องเสียง ก็อยู่บนพวงมาลัยทั้งหมด ส่วนเกียร์นั้นหากต้องการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์สูง-ต่ำ ก็จะมี Paddle Shift อยู่ด้านหลังพวงมาลัย

เรียกได้ว่าไม่ว่าคุณจะปรับอะไรก็ไม่จำเป็นต้องละมือออกจากพวงมาลัย แต่บอกได้เลยครับว่าหากเป็นการขับขี่แบบทั่วไปแล้วละก็ คุณแทบจะไม่จำเป็นต้องปรับตำแหน่งเกียร์หรอกครับ

และเมื่อเจ้าหน้าที่ของ Ferrari เห็นว่าผมเริ่มคุ้นกับปุ่มต่างๆ บนพวงมาลัยของ Ferrari 488 Spider แล้ว ก็เริ่มแนะนำเส้นทางและจุดหมายในการขับทันที โดยให้ขับตาม Navigator ที่ถูกเซตตำแหน่งร้านอาหารกลางวัน จนกระทั่งจุดจอดพักต่างๆ แล้ววนกลับมาที่โรงแรมในช่วงบ่าย

ทันทีที่ผมกดปุ่ม Start เสียงเครื่องยนต์ V8 ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Ferrari ก็คำรามขึ้นอย่างไพเราะ ยิ่งทำให้ผมตื่นเต้นมากขึ้น และเมื่อกดปุ่ม Launch (เกียร์ D) พร้อมกับเหยียบคันเร่งเบาๆ เจ้าม้าลำพองที่มีม้าอยู่มากถึง 670 ตัวในห้องเครื่องก็เคลื่อนตัวออกจากด้านหน้าของโรงแรมอย่างนุ่มนวลผิดคาด ใบหน้าของผมถูกลูบไล้ด้วยแสงแดดและสายลมแห่งอิตาลีอย่างเต็มที่ และนี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่งของรถเปิดประทุนอย่าง Ferrari 488 Spider

แต่หลังจากเริ่มขับได้ระยะทางสักพัก ทีมงาน Ferrari ก็บอกว่าผมเป็น 1 ใน 5 คันที่ถูกเลือกให้ขับตามทีมงานเพื่อไปถ่ายภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว จึงต้องแยกออกจากเส้นทางที่ถูกเซตไว้ ส่วนเส้นทางใหม่ที่ต้องไปขับนั้นคือ…บนภูเขา!!

และไม่ใช่แค่เส้น ทางบนภูเขาเท่านั้น แต่อากาศบนภูเขาก็แปรปรวนไม่น้อยครับ เพราะเพียงขับไต่ขึ้นเขาได้ไม่นาน อากาศที่กำลังเย็นสบายก็กลายเป็นฝนตก!! แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทำให้ผมต้องชะลอความเร็วของรถไม่ให้เกิน 45 กิโลเมตร/ชั่วโมง และกดปุ่มปิดประทุนไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ ภายในเวลาเพียง 14 วินาที หลังคาผ้าใบทั้งหมดก็ปิดสนิททันที สะดวกดีครับ

ไม่ต้องเสียเวลาจอดรถ และทำให้ Ferrari 488 Spider ของคุณกลายเป็นรถสปอร์ตที่แสงแดด สายลม รวมทั้งฝนไม่อาจทำร้ายคุณได้ แถมคุณก็จะได้สัมผัสกับความเงียบ เพิ่มความเป็นส่วนตัวขึ้นมาทันที แน่นอนครับโหมดปิดประทุนนี้เหมาะสำหรับการขับในเมืองที่การจราจรแออัดและ สภาพอากาศร้อน

แม้ว่าจะยังไม่คุ้นกับเส้นทางและตัวรถ แต่ผมต้องขับด้วยความเร็วที่มากกว่าปกติ เพื่อตามใจทีมช่างภาพของ Ferrari ที่นั่งอยู่ใน Ferrari อีกคันที่ขับนำหน้า แล้วทำสัญญาณมือบอกให้ผมขับตามมาให้ชิดรถของเขามากที่สุด เพื่อให้ได้มุมภาพที่ดูสวยงาม แต่ไม่ถามผมสักคำว่า “ไหวไหม?” เท้าขวาผมเพิ่มน้ำหนักบนแป้นคันเร่งหนักมากยิ่งขึ้น เจ้าม้าลำพองสีขาวสดใสกระโจนพรวดไปข้างหน้าในแบบ “หลังผมติดเบาะ”อย่างง่ายดาย

ยอมรับเลยครับว่าอัตราเร่งและพละกำลังของเครื่องยนต์ Ferrari 488 Spider นั้นมหาศาลอย่างมาก แต่น่าแปลกใจที่ความแรงของเครื่องยนต์นั้น ผมสามารถควบคุมได้ผ่านพวงมาลัย และระบบช่วงล่างที่บอกได้คำเดียวว่าสมบูรณ์แบบ พวงมาลัยหนังแท้ที่นุ่มแต่กระชับมือทำงานได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องออกแรงมากนัก

ผมไม่เคยรู้เลยว่าพวงมาลัยของ Ferrari จะเบาขนาดนี้ เบาจนรู้สึกขับง่าย แต่ก็มั่นคง ทำให้ผมสามารถควบคุม เจ้าม้าลำพองตัวนี้ได้อย่างที่ใจต้องการ และยิ่งทำงานร่วมกับช่วงล่างที่มั่นคง ทำให้โค้งแต่ละโค้งบนเขาแห่งนี้ไม่ใช่เรื่องยากเกินกว่าที่ผมจะขับได้ ทำให้ Ferrari 488 Spider ของผมเกาะติดท้ายรถของทีมงานได้มากขึ้น

กว่าที่ทีมงานจะพอใจกับภาพในมุมต่างๆ ก็ทำให้ผมคล่องกับการควบคุมเจ้าม้าลำพอง Ferrari 488 Spider ตัวนี้ได้พอสมควร และพร้อมที่จะขับกลับไปในระยะทางการลองขับปกติกว่า 300 กิโลเมตรของวันนี้ได้แล้ว แต่…เมื่อมาเซตเส้นทางในระบบนำทางปรากฏว่า…หลง!!! ครับ

คาดว่าเจ้า Navigator คงสับสนหลังจากที่ผมต้องขับวนไปวนมาอยู่บนเขา เพื่อถ่ายรูปอยู่นานเกือบชั่วโมง พอให้นำทางจริงๆ เลยออกอาการงอน พาผมขึ้น-ลงเขาอีกหลายลูก กว่าจะพาออกมาสู่ถนนใหญ่

แต่ก็ดีครับ แม้ว่าจะหลงแต่ก็ทำให้ผมได้พบกับบรรยากาศสบายๆ บนถนนชนบทของอิตาลีได้อย่างเต็มที่ มีโอกาสได้มองสองข้างทางที่เต็มไปด้วยไร่องุ่นและบ้านเรือนที่สวยงามตลอด เส้นทาง ผมเองยังแปลกใจไม่น้อยว่า ผมกำลังขับรถสปอร์ตที่มีแรงม้ามากถึง 670 แรงม้า แต่ผมกลับมีโอกาสได้ชมวิวทิวทัศน์ข้างทางได้อย่างสบายใจ ก็บอกแล้วไงครับว่าเจ้า 488 Spider คันนี้นั้นแรงจริง แต่ก็ขับง่ายทีเดียว

กว่าหนึ่งชั่วโมงในการขับบนเส้นทางแห่งขุนเขา ผมยังคงเพลิดเพลินอยู่กับทิวทัศน์ข้างทางและเสียงเครื่องยนต์ของ Ferrari ที่เสนาะหูเหลือเกิน คงต้องปรบมือให้กระจกบังลมปรับระดับด้วยไฟฟ้าด้านหลังเบาะที่นั่ง ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมระดับความดังของเสียงเครื่องยนต์ให้ดังมากน้อยได้ตาม ความต้องการของผู้ขับและผู้โดยสาร หลังหลุดออกจากเส้นทางแห่งขุนเขา

ผมมีโอกาสได้ลองอัตราเร่งที่แสนจะสะท้านใจที่ว่า 0-100 กิโลเมตรใช้เวลาเพียง 3 วินาทีนั้นเป็นอย่างไร ก็บอกได้แต่เพียงว่า เมื่อคุณกดคันเร่งหนักๆ แล้วละก็ กุมพวงมาลัยไว้ให้ดี แรง G ของเครื่องยนต์ V8 จะทำให้หลังของคุณติดเบาะอยู่ตลอดเวลาที่เท้าคุณกดคันเร่ง นั่นทำให้ผมหมดข้อสงสัยกับศักยภาพของเครื่องยนต์ V8 ขนาด 3902 ซีซีตัวนี้อย่างสิ้นเชิง

สนุกกับอัตราเร่งได้ไม่นาน ระบบนำทางก็พาผมไปยังเมือง Cesenatico เมืองท่องเที่ยวชายทะเลที่มีหาดทรายยาวถึง 7 กิโลเมตร เพื่อมุ่งหน้าไปยังที่หมายคือร้านอาหารกลางวัน ซึ่งอยู่ที่ Porto Canal ซึ่งเป็นท่าเรือที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาย้อนไปยาวนาน แถมเป็นท่าเรือที่ได้รับความนิยมจากบรรดาเศรษฐีทั่วโลก ให้ล่องเรือยอช์ตส่วนตัวมาจอดในคลองภายในเมืองนี้อีกด้วย


เมือง Cesenatico นั้นเป็นทั้งเมืองท่องเที่ยว และเมืองแห่งประวัติศาสตร์ เพราะนอกจากความสวยงามของชายหาดและโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวแล้ว เมืองแห่งนี้ยังเป็นเมืองท่าที่นักเดินเรือใช้ผ่านทางมาตั้งแต่สมัยคริสต์ ศตวรรษที่ 2 เพราะยังเหลือหลักฐานทางประวัติศาสตร์คือเศษชิ้นส่วนของเตาเผาที่ใช้งานกัน

ในสมัยโรมัน และเมืองนี้ได้กลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญด้านการค้าและการประมงในช่วงต้น คริสต์ศตวรรษที่ 14 และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของอิตาลีในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19

ผมมาถึง Porto Canal ซึ่งถือเป็นหัวใจของเมืองนี้ เพราะที่นี่มีอีกชื่อหนึ่ง คือ Leonardo’s Harbour นั่นก็เพราะว่ามีศิลปินชื่อก้องโลกอย่าง Leonardo da Vinci เป็นผู้ออกแบบท่าเรือแห่งนี้ ยิ่งทำให้ท่าเรือนี้กลายเป็นจุดหมายที่คนรักศิลปะต้องมาเยือนให้ได้

นอกจากความสวยงามของท่าเรือแล้ว สิ่งขึ้นชื่ออีกอย่างของที่นี่คืออาหารทะเลแสนสด ซึ่งเป็นอาหารกลางวันของคณะเรา ผมนั่งมองเมืองท่าอันแสนสวยนี้ และเก็บทุกภาพไว้ในความทรงจำ ช่วงบ่ายถึงเวลาที่ผมต้องขับกลับโรงแรมเสียที เจ้า Navigator นำทางให้ขึ้นไฮเวย์

ซึ่งตอนแรกผมก็ดีใจว่าน่าจะใช้ความเร็วได้มากหน่อย แต่ต้องผิดหวัง เพราะด้วยความหนาแน่นของปริมาณรถยนต์บนไฮเวย์ ทำให้ผมไม่สามารถใช้ความเร็วอะไรได้มากนัก รู้แต่ว่าด้วยความเร็วที่ขับอยู่ประมาณ 140-150 กิโลเมตร/ชั่วโมงนั้น เจ้าเครื่องยนต์ของ Ferrari 488 Spider ตัวนี้ยังเหลือให้เหยียบอีกมาก

ไม่ช้าไม่นานผมก็ขับมาถึงโรงแรมที่พักเรียบร้อย นั่นหมายความว่าประสบการณ์การลองขับม้าลำพอง Ferrari 488 Spider ใกล้จะหมดลงแล้ว แต่ถึงแม้ว่าเวลาในการขับจะหมดลง แต่ความทรงจำของผมกับ Ferrari จะคงอยู่ตลอดไป รวมถึงความคิด ทัศนคติ ที่ผมมีต่อรถยนต์ Ferrari ก็จะเปลี่ยนไปตลอดกาล

นั่นก็คือ Ferrari 488 Spider นั้นเป็นสุดยอดรถสปอร์ตที่เราสามารถ “ขับเองได้” สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ Ferrari 488 Spider กลายเป็นที่ต้องการของแฟน Ferrari ทั่วโลกไปเสียแล้ว เพราะถ้าใครรักสายลม แสงแดด พละกำลังของเครื่องยนต์ ความมั่นคงของช่วงล่าง และรัก Ferrari แล้ว Ferrari 488 Spider ก็คือคำตอบของความต้องการนั้น

แต่สำหรับผม สายลม แสงแดด ไร่องุ่น อากาศของอิตาลี กับช่วงเวลาดีๆ ที่นั่งหลังพวงมาลัยของเจ้าม้าลำพองตัวนี้ คือสุดยอดประสบการณ์ที่ยากจะลบเลือนจริงๆ


 

คลิ๊กอ่านทุกเรื่องราวของความมีรสนิยมได้ที่ ForbesLife Thailand ฉบับ MARCH 2016 ในรูปแบบ E-Magazine

BACK TO TOP