ในวันที่เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์เข้ามาทำให้ชีวิตรวดเร็วและสะดวกขึ้น สุจิรา เทวอักษร เจ้าของร้าน MoVida Bangkok กลับมองว่า การพบปะ พูดคุย และใช้เวลาร่วมกันต่อหน้า จะยิ่งกลายเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่า เพราะเป็นสิ่งที่เทคโนโลยียังไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด
แนวคิดนี้กลายเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เธออยากสร้างธุรกิจที่ไม่ได้มุ่งเพียงกำไร แต่ยังเป็นพื้นที่ให้ผู้คนได้มีส่วนร่วมและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ร่วมกัน และเมื่อผสานกับประสบการณ์ด้านที่ปรึกษาธุรกิจ การตลาด และอุตสาหกรรมอาหารกว่า 10 ปี ทำให้เธอตัดสินใจนำ MoVida ร้านอาหารสเปนชื่อดังจากเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เข้ามาเปิดในประเทศไทย ภายใต้ชื่อ MoVida Bangkok

เหตุผลที่สุจิรา มองว่า MoVida ตอบโจทย์แนวคิดนี้ เพราะด้วยรูปแบบร้านอาหารสเปนร่วมสมัย หรือ Modern Tapas ที่มีวัฒนธรรมการแบ่งปันอาหาร เปิดโอกาสให้ผู้คนได้พูดคุยและใช้เวลาร่วมกันบนโต๊ะอาหาร ขณะเดียวกันแบรนด์ยังมีรากฐานที่แข็งแรง จากการดำเนินธุรกิจในเมลเบิร์นมานานกว่า 20 ปี จนได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในร้านอาหารสเปนชั้นนำของเมือง ก่อนขยายไปยังนิวซีแลนด์และสิงคโปร์ อย่างไรก็ตาม การนำแบรนด์ต่างประเทศเข้ามาไม่ได้หมายถึงการยกโมเดลเดิมมาใช้ทั้งหมด แต่ต้องรักษามาตรฐานของแบรนด์ ควบคู่กับการทำความเข้าใจตลาดไทย ทีม MoVida Bangkok จึงทำงานและฝึกอบรมร่วมกับทีมเมลเบิร์นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาคุณภาพและตัวตนของ MoVida ขณะเดียวกันก็ปรับการดำเนินงานให้เหมาะกับบริบทของกรุงเทพฯ
นอกจากการรักษามาตรฐานของร้านอาหารแล้ว สุจิรายังต้องการให้ MoVida Bangkok เป็นที่เชื่อมโยงหรือ Bridge The Gap ระหว่าง Culture, Dining, Community และใช้อาหารเป็นจุดเริ่มต้นของ Human Experience เพื่อตอบโจทย์ Offline Economy หรือประสปการณ์ที่เกิดขึ้นจากการได้พบปะ พูดคุย และทำกิจกรรมร่วมกัน
แนวคิดดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่านกิจกรรมหลายรูปแบบ ตั้งแต่การสนับสนุนการแข่งขันวาดภาพสด Art Battle การจัด Art Talk การผสมผสานอาหารเข้ากับดนตรี ไปจนถึง Tapas Club ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ทำกิจกรรมและทำความรู้จักกันมากขึ้น
“กิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้มุ่งเพียงสร้างยอดขายระยะสั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างคอมมูนิตี้ ให้ผู้คนได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ ขณะเดียวกัน MoVida Bangkok ก็ได้เรียนรู้ความสนใจของผู้เข้าร่วม เพื่อนำไปพัฒนากิจกรรมให้ตอบโจทย์มากขึ้น”
สิ่งที่ทีมได้เรียนรู้จากแต่ละกิจกรรมยังกลายเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจด้วย ทีมงานจึงอัพเดทข้อมูลภูมิทัศน์ทางธุรกิจ (Business Landscape) และทบทวนแผนธุรกิจ (Business Plan) ทุกเดือน เพื่อดูว่าอะไรควรปรับเปลี่ยน โดยยังคงรักษาแก่นของแบรนด์ที่ต้องการสร้างประสบการณ์และความเชื่อมโยงระหว่างผู้คนเอาไว้

ในอนาคต สุจิราตั้งใจให้ MoVida Bangkok เป็นจุดเริ่มต้นของการขยายธุรกิจ เมื่อระบบ ทีมงาน และเครือข่ายแข็งแรงเพียงพอ บริษัทมองถึงการนำแบรนด์อาหารและเครื่องดื่มระดับภูมิภาคหรือระดับโลกเข้ามาเสริมพอร์ตโฟลิโอ เพราะเป้าหมายของสุจิราไม่ใช่การเร่งขยายธุรกิจให้เร็วที่สุด แต่เป็นการค่อยๆ สร้างความเชี่ยวชาญ ทีมงาน และเครือข่ายให้แข็งแรง ก่อนนำสิ่งเหล่านี้ไปต่อยอดในระยะยาว
นอกจากนี้ ในมุมมองของสุจิรา การเติบโตของธุรกิจยังต้องเริ่มจากการเข้าใจ Pain Point ของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า พนักงาน ซัพพลายเออร์ พาร์ตเนอร์ หรือคอมมูนิตี้ และแก้ไขในทุกๆ วันก่อนที่ปัญหาจะสะสมกลายเป็นเรื่องใหญ่
อีกหลักคิดสำคัญของเธอ คือการแยกให้ออกว่า เรื่องใดควรปรับตามสถานการณ์ และเรื่องใดคือแก่นที่ธุรกิจต้องรักษาไว้
“ผู้ประกอบการต้องแยกให้ออกว่า สิ่งใดควรปรับ และสิ่งใดควรรักษาไว้ แม้กลยุทธ์จะเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ แต่ไม่ควรรีบละทิ้งแก่นของธุรกิจเพียงเพราะผลลัพธ์ยังไม่เกิดขึ้นทันที เพราะความเชี่ยวชาญต้องอาศัยการลงมือทำและแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ (Creative Impact) และการปรับเปลี่ยนรูปแบบ (Transformation) จนกลายเป็นจุดแข็งที่คู่แข่งสร้างตามได้ยาก”


