จงปลด "ล็อกดาวน์" เดี๋ยวนี้ - Forbes Thailand

จงปลด "ล็อกดาวน์" เดี๋ยวนี้

ล็อกดาวน์ หรือการประกาศปิดประเทศแบบปูพรม ซึ่งเริ่มบังคับใช้เมื่อราว 1 ปีเศษที่ผ่านมา ในช่วงการระบาดของโรคร้ายที่มีความรุนแรงที่สุดในโลก นับจากการระบาดของไข้หวัดใหญ่สเปนในปี 1918-1920

"ล็อกดาวน์" ควรเป็นมาตรการระยะสั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล แต่ขณะนี้ผ่านมากว่า 1 ปีแล้ว ข้อบังคับหลายต่อหลายอย่างที่มีระดับความเคร่งครัดมากน้อยแตกต่างกันก็ยังคงอยู่ ถึงแม้ว่ากำลังจะมีการพิจารณายกเลิกมาตรการเหล่านี้แต่ก็เป็นไปอย่างล่าช้าเต็มที ซึ่งจะส่งผลเสียอันไม่ควรเกิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กนักเรียนและกับสภาพเศรษฐกิจโดยรวมอีกไม่นานประชาชนแทบทุกคนที่ต้องการวัคซีนจะได้รับวัคซีนตามความประสงค์และยิ่งไปกว่านั้นเป็นเวลาหลายเดือนมาแล้วที่เรามีวิธีการักษาที่ได้ผลดียิ่งเพื่อใช้ต่อสู้กับโรคเมื่อผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งมีอาการหนักถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมจึงควรปลดล็อกดาวน์ในทันที เป็นที่แน่ชัดตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ผลิปีที่ผ่านมาแล้วว่าวิธีการรับมือที่ดีที่สุดก็คือ การให้ความสำคัญกับกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดก่อน ซึ่งได้แก่ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีอาการสาหัสอยู่แต่เดิม อย่างไรก็ดี แทนที่จะปฏิบัติตามหลักวิทยาศาสตร์ดังกล่าว นักการเมืองและบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากเกินควรได้ออกข้อบังคับแบบปูพรมซึ่งไร้ประโยชน์เอาแน่เอานอนไม่ได้หรือไม่รังสรรค์ออกมาอย่างต่อเนื่อง ประเทศของเราต้องสูญเสียอย่างหนักและเป็นเรื่องที่สุดจะทันที่ยังต้องสูญเสียไม่รู้จักจบสิ้น ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยได้รับผลกระทบในสัดส่วนที่มากกว่า เพราะพ่อแม่ไม่สามารถไปทำงานได้ เนื่องจากต้องอยู่บ้านเพื่อดูแลลูกที่ไม่ได้ไปโรงเรียน เรื่องน่าอายที่สุดก็คือการที่สหภาพครูปล่อยให้โรงเรียนรัฐบาลปิดหรือทำการเรียนการสอน 2 ระบบมาเป็นเวลาเนิ่นนาน ถึงแม้ว่าจะมีข้อเท็จจริงที่ระบุว่า เด็กเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อไวรัสโควิด-19 ต่ำที่สุด และมีโอกาสเป็นพาหะของโรคติดต่อได้น้อยที่สุดด้วย โรงเรียนเอกชนที่มีมาตรการป้องกันอย่างเหมาะสมได้เปิดทำการเรียนการสอนมานานหลายเดือนแล้วโดยที่ไม่มีอันตรายแต่อย่างใด จำนวนผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและผู้ติดสารเสพติดหลากหลายประเภทเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับจำนวนผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายและการใช้ยาเกินขนาดด้วย เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลสถิติระหว่างรัฐที่ปฎิบัติตามหลักวิทยาศาสตร์ด้วยความรู้ความเข้าใจอย่าง Florida กับรัฐที่ไม่สนใจหลักการใดๆ อย่าง New York จะเห็นได้ว่า Florida ซึ่งปัจจุบันได้เปิดเมืองอย่างเต็มรูปแบบแล้ว มีข้อจำกัดต่างๆ น้อยกว่า New York นับตั้งแต่เริ่มประกาศล็อกดาวน์แล้ว Florida (หรือสมญานามว่า Sunshine State) มีอัตราผู้เสียชีวิตต่ำกว่า New York (หรือ Empire State) ถึงแม้ว่าจะมีจำนวนประชากรสูงอายุมากกว่าก็ตาม เศรษฐกิจของ Florida กำลังขยายตัว ในขณะที่ New York ยังดิ้นรนข้อเท็จจริงแบบกำปั้นทุบดินก็คือ รัฐที่เปิดกว้างมากกว่าจะมีสถิติทางการแพทย์และผลประกอบการทางเศรษฐกิจที่ดีกว่ารัฐที่เต็มไปด้วยข้อบังคับต่างๆ นานา ข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นนี้ขัดแย้งกับความคิดเห็นของประธานาธิบดี Biden ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ระดับประเทศในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีใจความตอนหนึ่งว่า บางทีในวันชาติอเมริกาซึ่งตรงกับวันที่ 4 กรกฎาคม การรวมตัวกันของสมาชิกในครอบครัวเป็นกลุ่มเล็กๆ อาจจะปลอดภัย โธ่เอ๋ย! ท่าน ทุกวันนี้พวกเขาก็ปลอดภัยดีอยู่แล้ว ประธานาธิบดี Biden ควรกระตุ้นให้บรรดาผู้ว่าการรัฐต่างๆ ยกเลิกข้อกำหนดที่ไม่จำเป็นเหล่านี้ในทันทีรวมถึงเปิดโรงเรียนและเวทีเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ และนั่นจะทำให้ความเข้มแข็งของประเทศในภาพรวมดีขึ้นอย่างมหาศาล

เกิดอะไรขึ้นกับเยอรมนีกันแน่

ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก และประเทศที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในยุโรปอย่างเยอรมนี ดูเหมือนว่าจะพยายามถอยห่างออกจากการเป็นพันธมิตรอันใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นความร่วมมืออันสำคัญยิ่งที่นำมาสู่ชัยชนะในสงครามเย็นเหนือสหภาพโซเวียต ซึ่งในอดีตเคยน่าเกรงขามยิ่งนัก นี่ถือเป็นข่าวดีสำหรับประเทศจีนและรัสเซียของท่านประธานาธิบดี Vladimir Putin ภายใต้การบริหารประเทศอย่างยาวนานของนายกรัฐมนตรี Angela Merkel เยอรมนี กำลังทำทุกวิถีทางเพื่อรับประกัน โครงการท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 จะแล้วเสร็จซึ่งจะยกระดับการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียในยุโรปอย่างมหาศาล ทั้งๆ ที่ประธานาธิบดี Putin ไม่เคยลังเลใจที่จะใช้เชื้อเพลิงชนิดนี้เป็นหนึ่งในอาวุธทางการเมืองเลยก็ตามที ทางเลือกที่ถูกต้องและสมเหตุสมผลมากกว่าสำหรับเยอรมนีน่าจะเป็นการเพิ่มปริมาณการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากสหรัฐฯ ซึ่งพวกเรามีอย่างเหลือเฟือ นอกจากนี้เยอรมนียังควรเสริมความเข้มแข็งให้กับกองทัพที่ขาดแสนยานุภาพของตนเพื่อต่อกรกับรัสเซีย ที่พยายามจะกันยุโรปให้ออกห่างจากสหรัฐฯ สวีเดนกำลังเสริมความเข้มแข็งของกองทัพของตนเอง เนื่องจากการเคลื่อนไหวอันอุกอาจของรัสเซียต่างจากเยอรมนีซึ่งยังรอช้าอยู่ การกดดันอย่างหนักจากสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารประเทศของประธานาธิบดี Trump ทำให้เยอรมนีต้องเพิ่มงบประมาณในด้านการทหาร หากแต่เยอรมนียังไม่ใคร่เต็มใจปฏิบัติตามนักและการดำเนินการดังกล่าวอาจหย่อนยานลง ถ้าหากว่าประธานาธบิ ดี Biden ไม่ได้ดำเนินการผลักดันเหมือนอย่างที่ประธานาธิบดีคนก่อนหน้าเคยทำการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเป็นเหมือนลางบอกเหตุร้ายอีกอย่างหนึ่งก็คือความพยายามของเยอรมนีในการผลักดันให้เกิดข้อตกลงด้านการลงทุนระหว่างสหภาพยุโรปกับจีน ซึ่งรัฐบาลจีนมองว่าเป็นหนึ่งในวิธีการบั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป จนถึงวันนี้เยอรมนียังคงปฏิเสธที่จะร่วมมืออย่างแข็งขันกับสหรัฐฯ ในการป้องกันไม่ให้จีนได้ครอบครองเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ ซึ่งตรงกันข้ามกับนโยบายของเยอรมนีที่มีต่อสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามเย็นอย่างสิ้นเชิง และเยอรมนียังคงยึดถือแนวทางนี้ ถึงแม้ว่าจีนได้กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนครั้งใหญ่หลายครั้ง และยังคงดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศที่ก้าวร้าวรุนแรงต่อเนื่อง เช่น การเดินหน้าประกาศศักดาในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นน่านน้ำสากลที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง นายกรัฐมนตรี Merkel กลับจงใจที่จะรักษาระยะห่างจากทั้งสหรัฐฯ และจีน  ในช่วงสงครามเย็นถึงแม้ว่าสถานการณ์จะมีความแตกต่างกัน หากแต่องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO ซึ่งมีเยอรมนีและสหรัฐฯ เป็นแกนนำต่างจับมือหันอย่างเหนียวแน่น ตัวอย่างที่สำคัญประการหนึ่งก็คือการที่เยอรมันและสหรัฐฯ ร่วมมือกันอย่างแนบแน่นเพื่อต่อกรกับรัสเซียที่พยายามขู่กรรโชกเยอรมนีให้ละทิ้งความสัมพันธ์ที่แผ่ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกด้วยขีปนาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถึงแม้ว่าจะถูกกดดันอย่างดุเดือดจากรัสเซีย ร่วมกับกระแสต่อต้านจากภายในประเทศ แต่เยอรมนีภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี Helmut Kohl ผู้น่าเกรงขามก็ยินยอมให้ตั้งฐานยิงขีปนาวุธสหรัฐฯ บนแผ่นดินเยอรมนี การเดินเกมของรัสเซียล้มเหลว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฝ่ายตะวันตกเป็นผู้กำชัยชนะในสงครามเย็น รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี Biden มีงานสำคัญที่ต้องทำนั่นก็คือ การทำให้เยอรมนีตระหนักว่าความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างเยอรมนีกับสหรัฐฯ ในทุกด้านเป็นสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุดในการรักษาไว้ซึ่งประชาธิปไตยและสวัสดิภาพของโลกเสรีเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความกดดันที่เพิ่มขึ้นจากทั้งจีนและรัสเซีย "ล็อกดาวน์" บทความโดย Steve Forbes Editor-In-Chief แห่ง Forbes ภาพเปิด: Pixabay.com
คลิกอ่านฉบับเต็ม และบทความทางด้านธุรกิจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนกรกฎาคม 2564 ในรูปแบบ e-magazine