ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคำว่าความยั่งยืนถูกนำมาพูดถึงบนเวทีสัมมนาทุกแห่ง ในรายงานประจำปี และแคมเปญการตลาด จนหลายคนอาจเริ่มรู้สึกว่าแท้จริงแล้วแก่นแท้ของความยั่งยืนคืออะไร
โลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทั้งในมิติของพลังงาน เศรษฐกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภค องค์กรที่ยังวัดความยั่งยืนจากจำนวนโครงการ CSR หรือรายงาน ESG อาจกำลังพลาดจุดสำคัญ เพราะความยั่งยืนในโลกวันนี้ไม่ใช่เรื่องของการทำสิ่งที่ทำอยู่ให้ดีขึ้น แต่คือการกล้าออกแบบใหม่ทั้งระบบ ให้ธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน
เวที World Economic Forum ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาสะท้อนภาพที่ชัดขึ้นว่า โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ไม่เคยเกิดขึ้นพร้อมกันในลักษณะนี้มาก่อน ทั้งความผันผวนของราคาพลังงาน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ความท้าทายเหล่านี้ไม่อาจแก้ได้ด้วยองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือเชิงระบบระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน องค์กรชั้นนำทั่วโลกจึงกำลังขยับจาก ESG compliance ไปสู่การออกแบบธุรกิจแบบ regenerative และ inclusive นั่นคือไม่เพียงลดผลกระทบเชิงลบ แต่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง นักลงทุนทั่วโลกเริ่มมองปัจจัย ESG ในฐานะตัวชี้วัดความสามารถในการอยู่รอดระยะยาว ไม่ใช่แค่เครื่องมือสื่อสารภาพลักษณ์
ในบริบทของประเทศไทยทิศทางก็ไม่ต่างกัน ภาครัฐกำลังผลักดันแนวคิดเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) และตั้งเป้าบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน carbon neutrality ภายในปี 2593 การสนับสนุนการลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดเดินหน้าต่อเนื่อง ภาคเอกชนไทยจึงอยู่ในจุดเปลี่ยนที่ต้องตัดสินใจว่าจะเดินหน้าด้วยโมเดลความยั่งยืนแบบเดิม หรือจะยกระดับความคิดและการดำเนินงานให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่รออยู่ข้างหน้า
"ความยั่งยืน" คือการมองข้ามกรอบเดิมที่แบ่งแยกระหว่างธุรกิจกับสังคม เพราะในความเป็นจริง ทั้งสองเชื่อมกันอย่างแยกไม่ออก ตัวอย่างเช่น โครงการพัฒนาการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืนของ Café Amazon ที่ไม่ใช่แค่การรับซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกร แต่ยังเข้าไปเสริมศักยภาพตั้งแต่ต้นทาง ทั้งการส่งเสริมการปลูกภายใต้ระบบอนุรักษ์ป่า การลดการเผาที่เป็นต้นเหตุของฝุ่น PM 2.5 ไปจนถึงการพัฒนามาตรฐานการผลิตและรับซื้อเมล็ดกาแฟในราคาที่เป็นธรรม ผลที่ได้ไม่ใช่แค่วัตถุดิบที่มีคุณภาพดีขึ้น แต่คือเกษตรกรที่มีรายได้มั่นคง ชุมชนที่เข้มแข็ง และสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการดูแลไปพร้อมกัน นี่คือตัวอย่างของต้นน้ำที่แข็งแกร่งสร้างเสถียรภาพให้ห่วงโซ่ธุรกิจทั้งระบบในระยะยาว
ธุรกิจที่แข็งแกร่งและสังคมที่เข้มแข็งเป็น 2 สิ่งที่เกิดควบคู่กันได้ หากเราออกแบบระบบให้ตอบโจทย์ทั้ง 2 ด้านตั้งแต่ต้น ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงรอบด้าน องค์กรที่จะยืนหยัดได้ในทศวรรษหน้า ไม่ใช่องค์กรที่มีโครงการที่ดูดีที่สุด แต่คือองค์กรที่สามารถสร้างวงจรคุณค่าที่เชื่อมต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำให้เติบโตไปพร้อมกันได้อย่างแท้จริง ที่สำคัญกว่านั้นคือ องค์กรที่กล้าตั้งคำถามกับวิธีคิดเดิมของตัวเอง กล้ารื้อระบบและออกแบบใหม่ให้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม จะโตได้อย่างมั่นคงในโลกยุคนี้
ความยั่งยืนในนิยามใหม่จึงไม่ใช่แค่กิจกรรมและภาพลักษณ์ แต่เป็นโครงสร้างที่รองรับการเติบโตที่ทั้งธุรกิจและสังคมต้องการ ในโลกที่เปลี่ยนแบบไม่รอใคร องค์กรที่กล้าคิดใหม่วันนี้คือ องค์กรที่จะกำหนดกติกาของการแข่งขันในวันข้างหน้า
บทความโดย : หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ :พลิกบทบาทจากต้นทุนสู่เจ้าของสินทรัพย์ยุค AI
อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนมิถุนายน 2569 ในรูปแบบ e-magazine



