ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน California อาจต้องลงประชามติเกี่ยวกับข้อเสนอจัดเก็บภาษีความมั่งคั่งอัตรา 5% แบบ “ครั้งเดียว” จากมหาเศรษฐีราว 200 คนในรัฐในเดือนพฤศจิกายนนี้ มาตรการนี้ไม่เพียงสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง แต่ยังสะท้อนผลลัพธ์ที่บิดเบี้ยวจากการเสื่อมค่าของเงินเหรียญสหรัฐฯ มาเป็นเวลานาน
ภาษีความมั่งคั่งนี้ครอบคลุมสินทรัพย์ทางการเงินทุกประเภท ตั้งแต่หุ้น พันธบัตร และธุรกิจส่วนตัว ไปจนถึงทรัพย์สินทางปัญญา เช่น สิทธิบัตร รวมถึงของสะสมอย่างการ์ดเบสบอลหรือผลงานศิลปะ ขณะนี้สหภาพแรงงานกำลังเร่งรวบรวมรายชื่อผู้สนับสนุนเพื่อผลักดันมาตรการเข้าสู่กระบวนการลงประชามติ
การจัดเก็บภาษีจะมีผลย้อนหลัง โดยทรัพย์สินที่ครอบครองหลังวันที่ 1 มกราคมของปีนี้จะถูกนำมาคำนวณทั้งหมด รวมถึงสินทรัพย์ที่โอนเข้าไปยังกองทรัสต์ นอกจากนี้ หากเจ้าหน้าที่รัฐประเมินมูลค่าทรัพย์สินต่ำกว่าความเป็นจริง ทั้งผู้เสียภาษีและผู้ประเมินราคาจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง
แม้รายได้ภาษีส่วนนี้จะถูกนำไปใช้ในระบบสาธารณสุขเป็นหลัก แต่หากมาตรการดังกล่าวผ่านกระบวนการทางกฎหมายได้สำเร็จ ผลลัพธ์อาจนำไปสู่หายนะ เพราะการทำลายเงินทุนมักไม่เคยจบลงด้วยดี
ความเป็นไปได้ของมาตรการยึดทรัพย์เช่นนี้กำลังส่งผลกระทบในเชิงลบ ผลการศึกษาของ Hoover Institution แห่ง Stanford University ระบุว่า มหาเศรษฐี 6 รายที่มีทรัพย์สินรวมกันกว่า 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ได้ย้ายออกจาก California และอีกหลายรายกำลังพิจารณาตามไป
นักเศรษฐศาสตร์ของสถาบันประเมินว่า รายรับภาษีที่จัดเก็บได้จริงอาจต่ำกว่าตัวเลขที่ผู้ผลักดันอ้างไว้ถึงครึ่งหนึ่ง ขณะที่รัฐเสี่ยงสูญเสียภาษีเงินได้ในอนาคตสูงถึงหลายหมื่นล้านเหรียญ นอกจากนี้ ถ้อยคำในประชามติยังเปิดช่องให้มีการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินในลักษณะเดียวกันเพิ่มเติมในอนาคต
ผู้ผลักดันนโยบายนี้กำลังสับสนระหว่างรายได้กับความมั่งคั่ง เนื่องจากกำไรจากการลงทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงไม่ควรถูกนับเป็นรายได้
ปัจจุบันผู้มีรายได้สูงสุด 1% ใน California เป็นผู้แบกรับภาษีเงินได้เกือบครึ่งหนึ่งของทั้งรัฐ เมื่อมหาเศรษฐีและผู้มีฐานะดีจำนวนมากกำลังอพยพออกจากรัฐที่จัดเก็บภาษีเกินควรแห่งนี้ ซึ่งกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างด้านงบประมาณในระยะยาว
เพราะความรุ่งเรืองของ California ตั้งอยู่บนระบบนิเวศธุรกิจสตาร์ทอัพ และภาษีลักษณะนี้จะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบ่มเพาะบริษัทที่จะเป็นเหมือน Meta ในอนาคต
แม้ข้อโต้แย้งทั้งเชิงหลักการและเชิงปฏิบัติจะมีน้ำหนัก แต่ผลสำรวจความคิดเห็นกลับชี้ว่า เสียงส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนมาตรการนี้ ซึ่งนำไปสู่คำถามสำคัญว่า เพราะเหตุใด?
ความไม่พอใจที่ฝังรากลึกต่อกลุ่มมหาเศรษฐีซึ่งมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่อีกหลายสิบล้านคนกลับล้าหลังหรือแทบจะวิ่งตามไม่ทันค่าครองชีพที่ยังคงพุ่งสูงขึ้น การนำเสนอข่าวเกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนรวยยิ่งกระตุ้นควารู้สึกไม่เป็นธรรม แม้คนส่วนใหญ่จะได้รับประโยชน์ตลาดหุ้นที่แข็งแกร่ง (สะดุดลงชั่วคราวจากสงครามอิหร่าน) ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม เช่น ผ่านกองทุนเกษียณ แต่หลายคนยังเชื่อว่าตลาดทุนเอื้อประโยชน์ให้เพียงกลุ่มคนที่อยู่บนยอดพีระมิดทางการเงินเท่านั้น
ที่จริงแล้วผู้ร้ายตัวจริงของวิกฤตค่าครองชีพที่มักถูกมองข้ามไปก็คือ เงินเฟ้อ
ในภาวะเงินเฟ้อรุนแรง (hyperinflation) ดังเช่นที่เยอรมนีเผชิญในช่วงต้นทศวรรษ 1920 ผลลัพธ์อันเลวร้ายปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้คนรู้สึกว่าวิธีการสร้างตัวแบบดั้งเดิมไม่ใช่เส้นทางสู่ความก้าวหน้าอีกต่อไป แต่การเก็งกำไรและเกมการเงินกลับให้ผลตอบแทนมากกว่า ความรู้สึกไม่เป็นธรรมจึงยิ่งทวีความรุนแรง แม้สถานการณ์ปัจจุบันไม่รุนแรงเท่าในอดีต แต่การเสื่อมค่าของเงินในระยะยาวสามารถบั่นทอนสังคมได้เช่นกัน
เงินเหรียญสหรัฐฯ อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรฐานทองคำในช่วงต้นทศวรรษ 1970 โดยบางช่วงเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และบางช่วงก็อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว ผลกระทบเชิงลบต่อความเชื่อมั่นทางสังคมจากเงินเฟ้ออาจใช้เวลาก่อตัวสะสมมานาน ปรากฏการณ์อย่างการประท้วง Occupy Wall Street เมื่อ 15 ปีก่อน หรือความไม่พอใจมหาเศรษฐีในปัจจุบัน ล้วนเป็นภาพสะท้อนของปัญหานี้
แนวทางการแก้ไขนั้นตรงไปตรงมา ประการแรกคือ ต้องหยุดเงินเฟ้อจากนโยบายพิมพ์เงินด้วยการรักษาเสถียรภาพของค่าเงินเหรียญสหรัฐฯ ในอดีตระบบมาตรฐานทองคำเคยทำหน้าที่นี้ได้ดี
แม้ปัจจุบันนักเศรษฐศาสตร์หลายรายจะมีอคติต่อระบบทองคำอย่างไร้เหตุผล แต่เราต้องกำหนดเป้าหมายเสถียรภาพของค่าเงินอย่างชัดเจนและคอยจับตาดูราคาทองคำอย่างใกล้ชิดแทน
แนวทางแก้ไขอีกประการคือ การผลักดันการลดภาษี และการผ่อนปรนกฎระเบียบให้มากขึ้น พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงการตั้งกำแพงภาษีใหม่ หลังศาลฎีกามีคำตัดสินยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าที่บังคับใช้โดยคำสั่งของฝ่ายบริหาร
เรียบเรียง: นวตา สันติวัฒนา
ภาพ: LEIGH VOGEL / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / GETTY IMAGES VIA AFP
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เมื่อ AI เป็นโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิทัล



