เมื่อ AI เป็นโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิทัล

เมื่อ AI เป็นโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิทัล

FORBES THAILAND / ADMIN
13 Jul 2026 | 09:30 AM
READ 174

องค์กรจำนวนมากในประเทศไทยไม่ได้ “ขับเคลื่อนด้วย AI” แต่แค่ “ใช้ AI” ซึ่ง สองสิ่งนี้เป็นคนละเรื่องกันอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ฝ่าย IT กำลังเดโม Chatbot ให้ผู้บริหารชม คู่แข่งในระดับโลกกำลังใช้ AI ตัดสินใจด้านราคา จัดสรรทรัพยากร และออกแบบระบบการทำงานใหม่ทั้งองค์กรโดยไม่ต้องรอมนุษย์ ช่องว่างนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือช่องว่างทางยุทธศาสตร์ที่กำลังขยายตัวเร็วกว่าที่ใครคิด และนั่นเองคือเส้นแบ่งระหว่าง “ผู้ใช้เทคโนโลยี” กับ “ผู้ชนะในยุค AI”


    ในทุกรอบของการปฏิวัติเทคโนโลยีมีสัญญาณเดิมซ้ำๆ กัน ช่วงที่อินเทอร์เน็ตเข้ามาผู้แพ้คือธุรกิจที่มองว่ามันเป็นแค่ “ช่องทางโฆษณาใหม่” ตอนคลาวด์มาผู้แพ้คือองค์กรที่ใช้มันเพียงแค่ “เซิร์ฟเวอร์ออนไลน์” วันนี้ประวัติศาสตร์กำลังซ้ำรอยอีกครั้ง องค์กรที่มอง AI เป็นแค่ “เครื่องมืออัจฉริยะ” กำลังพลาดภาพที่ใหญ่กว่านั้นมาก AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือ มันคือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของการแข่งขัน

    ความได้เปรียบขององค์กรในปัจจุบันจึงไม่ได้วัดจากการมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด แต่เป็นความสามารถในการใช้เทคโนโลยีนั้นเพื่อสร้างการตัดสินใจที่รวดเร็ว แม่นยำ และต่อเนื่องมากกว่าองค์กรอื่น รายงานจาก McKinsey Global Institute ที่ประเมินว่า generative AI อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึง 2.6-4.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ยิ่งตอกย้ำว่า AI ไม่ใช่เพียงกระแสระยะสั้น แต่กำลังกลายเป็นกลไกสำคัญในระดับโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นความท้าทายให้กับทุกองค์กรว่า องค์กรไหนจะสามารถ “ฝัง AI เข้าไปในกล้ามเนื้อขององค์กร” ได้ก่อนกัน

    ประเทศไทยอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุดในรอบทศวรรษ โดยเคยเป็น “ผู้รับ” เทคโนโลยีจากต่างประเทศมาตลอด และยังรอให้ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปมาแล้วค่อยปรับตาม ซึ่งวิธีคิดลักษณะนี้อาจจะใช้ได้ดีในยุคก่อน แต่ในยุค AI ผู้ที่รอให้เทคโนโลยี AI เสร็จสมบูรณ์คือองค์กรที่เสี่ยงจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะ AI ไม่ใช่ซอฟต์แวร์ที่คุณซื้อมาแล้วใช้ได้เลย แต่คือ ศักยภาพที่ต้องสร้างและเรียนรูู้ไปพร้อมกับบริบทของธุรกิจ

    ภัยเงียบที่อันตรายกว่าการไม่ใช้ AI คือการ “ใช้ AI แบบผิวเผิน” ใช้ ChatGPT เขียนอีเมล ใช้ AI สรุปรายงาน ใช้ AI ตอบ FAQ บนเว็บ และกล่าวว่าองค์กรตัวเองเป็น “AI-driven” สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคือกระบวนการตัดสินใจยังเหมือนเดิม หรือระบบยังเหมือนเดิม ขณะที่คู่แข่งที่ฉลาดกว่ากำลังใช้ AI รีดีไซน์ระบบทั้งหมดตั้งแต่รากฐาน ช่องว่างที่เกิดขึ้นจะค่อยๆ ถ่างออก เมื่อถึงจุดหนึ่งความได้เปรียบจะทิ้งห่างแบบก้าวกระโดด

    ดังนั้น องค์กรที่ก้าวนำในวันนี้ไม่ได้แค่ “ให้พนักงานใช้ AI” แต่กำลังรีดีไซน์กระบวนการทั้งหมด โดยมี AI เป็นแกนกลาง ในวงการพัฒนาซอฟต์แวร์ AI ได้รับการนำมาใช้ตลอด lifecycle ตั้งแต่การเขียนสเปก การ generate code การทดสอบ การตรวจจับ bug ไปจนถึงการ deploy สิ่งที่เคยใช้เวลาเป็นสัปดาห์ ตอนนี้ใช้เวลาเป็นชั่วโมง

    การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นว่า AI กำลังขยับบทบาทจากการเป็น “เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ” ไปสู่การเป็น “ตัวขับเคลื่อนคุณค่า” ของธุรกิจ โดยองค์กรที่สามารถนำ AI มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงแต่จะลดต้นทุนในการดำเนินงาน แต่ยังสามารถยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าให้ตอบสนองได้รวดเร็ว แม่นยำ และไร้รอยต่อมากยิ่งขึ้น

    ในโลกที่ได้รับการขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและความเร็วเช่นนี้ มาตรฐานและความคาดหวังของลูกค้าก็กำลังเปลี่ยนไปเช่นกัน สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันด้านเทคโนโลยี แต่เป็นการแข่งขันด้าน “architecture ขององค์กร” คำถามสำคัญไม่ใช่ “คุณมี AI หรือยัง” แต่คือ “องค์กรของคุณถูกออกแบบมาเพื่อใช้ AI หรือไม่”

    ภายใต้บริบทดังกล่าวโครงสร้างพื้นฐานที่ดีอาจจะไม่ใช่สิ่งที่สร้างทีหลังเมื่อธุรกิจเติบโตแล้ว แต่ต้องได้รับการออกแบบมาให้รองรับอนาคตตั้งแต่วันแรก ด้วยเหตุนี้การวางบทบาทของตนเองในฐานะผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลของคนไทยเพื่อคนไทยจึงเป็นเรื่องสำคัญ ด้วยแพลตฟอร์มที่สามารถรองรับการเติบโตของธุรกรรมดิจิทัลในอนาคต โดยให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นของระบบ และการรองรับการประยุกต์ใช้ AI ในทุกกระบวนการทางธุรกิจ

    สำหรับตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือ PayGenix บริษัทในเครือที่ประกอบธุรกิจ Payment Gateway ซึ่งรองรับธุรกรรมหลายล้านรายการต่อวัน แต่ตัวเลขที่น่าสนใจมากกว่าคือ ขณะนี้ PayGenix สามารถลดระยะเวลาในการพัฒนาระบบจากเดิมที่เคยใช้เวลาเป็นสัปดาห์เหลือเพียง 4 ชั่วโมง ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ใช่แค่ประหยัดเวลา แต่เป็นการเปลี่ยนความสามารถแข่งขันของทั้งองค์กร จากทีมที่เคยส่งมอบได้ทุกไตรมาส ปัจจุบันสามารถส่งมอบได้ทุกสัปดาห์ และในตลาดที่ความรวดเร็ว (speed) คือความได้เปรียบ นั่นหมายความว่าคู่แข่งที่ยังทำงานด้วยจังหวะเดิมกำลังถอยหลังไปทีละนิดทุกวัน

    ผู้ชนะในทุกยุคสมัยไม่ใช่ผู้ที่มีเทคโนโลยีมากที่สุด แต่คือผู้ที่ใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ดังนั้น คำถามที่แท้จริงในวันนี้ไม่ใช่เพียงว่า “องค์กรของคุณใช้ AI หรือไม่” แต่คือ “คุณกำลังสร้างองค์กรที่พร้อมสำหรับโลก AI หรือยัง” ในขณะที่หลายฝ่ายเริ่มพูดถึงการมาถึงของ Artificial General Intelligence (AGI) ภายในทศวรรษนี้ เส้นแบ่งระหว่าง “องค์กรที่พร้อม” และ “องค์กรที่ปรับตัวไม่ทัน” จะยิ่งชัดเจนมากขึ้นเมื่อผู้ชนะในยุคนี้ไม่ใช่ผู้ที่มีเทคโนโลยีมากที่สุด แต่คือผู้ที่ทำให้ AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร

    สำหรับองค์กรที่ยังทดลองใช้ AI อยู่ ไม่ใช่แค่การเติบโตช้าลง แต่คือการ “หลุดออกจากเกมการแข่งขันโดยไม่รู้ตัว” วันนี้จึงไม่ใช่เวลาของการทดลองอีกต่อไปแล้ว แต่คือเวลาของการทำ AI ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร




บทความโดย : พันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ ประธานกรรมการ บริษัท เทคลีด เน็กซ์ จำกัด (มหาชน)




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ออกแบบโครงสร้างใหม่ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนมิถุนายน 2569 ในรูปแบบ e-magazine