ทำไมพรรคการเมืองที่หลุดจากขนบเดิมๆ และกลุ่มเสียงข้างน้อย ซึ่งเป็นกลุ่มหัวรุนแรงจำนวนมากกำลังทวีความเข้มแข็งขึ้นในยุโรปและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก
ผลการเลือกตั้งท้องถิ่นในสหราชอาณาจักรที่ผ่านมาทำให้ผู้คนประหลาดใจ และผลการเลือกตั้งนี้ก็เน้นให้เห็นถึงแนวโน้มที่ก่อตัวขึ้นในช่วงหลายปีมานี้ และไม่ใช่เพียงในสหราชอาณาจักรเท่านั้น แต่ในประเทศที่ระบอบประชาธิปไตยได้หยั่งรากลึกแล้วเกือบทุกประเทศทั่วโลกด้วย กล่าวได้ว่าลัทธิหัวรุนแรงกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น
พรรคการเมืองเก่าแก่ที่มีบทบาทในสหราชอาณาจักร 2 พรรคอันได้แก่ พรรคแรงงาน และพรรคอนุรักษ์นิยม ต่างก็พ่ายแพ้อย่างย่อยยับในการเลือกตั้ง พรรคแรงงานได้รับคะแนนเสียงจากผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ต่ำที่สุดในรอบกว่า 100 ปี พรรคอนุรักษ์นิยมที่ทำผลงานได้ย่ำแย่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ในการเลือกตั้งปี 2024 ก็พลาดโอกาสกลับมาทวงคืนความยิ่งใหญ่ หรือความจริงก็คือพรรคอนุรักษ์นิยมสูญเสียฐานเสียงที่เคยมี
ในสหรัฐฯ ประชาชนส่วนใหญ่เฝ้ามองพรรคการเมืองหลักทั้ง 2 พรรคอย่างดูถูก ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนมากคิดว่าประเทศของตนกำลังเดินหลงทาง
คะแนนนิยมในตัวนายกรัฐมนตรีเยอรมนีอย่าง Friedrich Merz ตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่ประชาธิปไตยได้ลงหลักปักฐานอีกครั้งในประเทศนี หลังช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สถานการณ์ของประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับความนิยมอย่าง Emmanuel Macron ก็ไม่ต่างกัน
ในญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่าไม่เคยใส่ใจเรื่องสิทธิสตรี หากแต่พรรคการเมืองที่มีอำนาจปกครองประเทศนี้มาอย่างยาวนานได้ให้การสนับสนุนสตรีอย่าง Sanae Takaichi โดยให้คำมั่นว่า จะเปลี่ยนแปลงอดีตอย่างสิ้นเชิง และยืนหยัดต่อต้านการกดดันข่มขู่จากจีนอย่างเข้มแข็ง ทำให้เธอชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มถลาย แต่ Sanae จะสามารถฉุดญี่ปุ่นขึ้นจากการติดหล่มทางเศรษฐกิจที่ดำเนินมาอย่างยาวนานได้หรือไม่ สัญญาณที่แสดงให้เห็นในช่วงแรกไม่สู้ดีนัก ทั้งๆ ที่ตลาดหลักทรัพย์ก็อยู่ในช่วงขาขึ้น
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่พอใจนับวันจะเลือกข้างฝ่ายหัวรุนแรง รวมถึงกระแสต่อต้านชาวยิวก็รุนแรงขึ้นด้วย พรรคกรีนแห่งสหราชอาณาจักรที่ได้รับความนิยมมากขึ้นกำลังใช้การโจมตีอิสราเอลเป็นศูนย์กลางของนโยบายพรรคของตน พรรคเดโมแครตของสหรัฐฯ ก็แสดงความจงเกลียดจงชังที่มีต่ออิสราเอล ซึ่งเป็นความอัปลักษณ์ที่ลอกเลียนแบบโดยฝ่ายขวาจัดบางคน
ยิ่งไปกว่านั้น การใช้สามัญสำนึกก็ถูกลืมเลือนไปด้วย ลองพิจารณาภาพลวงตาแสนพิสดารที่สุดในประวัติศาสตร์ นั่นก็คือแนวคิดที่ว่า โลกของเราจะเดินทางมาถึงจุดจบถ้าหากเราไม่เลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล งบประมาณเกือบ 20 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ถูกใช้ไปกับสิ่งที่เรียกว่าพลังงานหมุนเวียน ซึ่งทำให้ต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล และการขยายตัวทางเศรษฐกิจต้องหยุดชะงักลง
ลองคิดดูว่าโลกของเราจะดีขึ้นมากแค่ไหนถ้าหากทรัพยากรเหล่านั้นถูกนำมาใช้ในการสร้างสรรค์สินค้าและบริการใหม่ๆ เครื่องมือแพทย์และวิธีการรักษาโรคภัยไข้เจ็บใหม่ๆ นี่ยังไม่ต้องพูดถึงการทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้
การขึ้นภาษีเป็นไปอย่างไร้การควบคุม ตัวอย่างเช่น ในญี่ปุ่นอัตราภาษีที่หักจากเงินได้เพื่อสมทบประกันสังคมสูงกว่า 30% และสูงกว่า 40% ในฝรั่งเศส ในทางตรงกันข้ามในสหรัฐฯ อัตราภาษีนี้สูงกว่า 15% เล็กน้อย โดยภาระภาษีนี้ถูกหักก่อนการคำนวณภาษีเงินได้อันแสนจะเข้มงวด
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าข้อบังคับนี้ทำให้เกิดความอึดอัดขัดใจ เนื่องจากมันเป็นอุปสรรคของประสิทธิผลในโลกธุรกิจ เพราะเวลานั้นเป็นเงินเป็นทอง
เห็นได้ชัดว่าเราจำเป็นต้องหันกลับมาใช้วิธีซึ่งกาลเวลาพิสูจน์แล้วว่าได้ผลดี ทางออกทางเศรษฐกิจนั้นแสนเรียบง่าย ได้แก่ การลดภาษี ยกเลิกกฎเกณฑ์และกระบวนการอันยุ่งเหยิง และเห็นความสำคัญของสกุลเงินที่มีเสถียรภาพ ทางออกด้านอื่นๆ ก็ชัดเจนไม่แพ้กัน อย่างเช่น การจัดการผู้อพยพให้อยู่ในระบบ ให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และยุติการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ที่มีเนื้อหาบิดเบือน
นอกจากนี้ เรายังต้องฟื้นฟูความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศในโลกเสรีซึ่งทำให้เราสามารถมีชัยในสงครามเย็นอีกด้วย
เรียบเรียง: ริศา
Photo by KAZUHIRO NOGI / AFP
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : หายนะต่อความมั่งคั่ง



