ธีมการลงทุนปี 2017 – 2020 - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

ธีมการลงทุนปี 2017 – 2020

Forbes Thailand

Trump เทคโนโลยี และภูมิศาสตร์การเมือง ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนผสมที่สร้างความผันผวน ซึ่งเข้าทางบรรดานักค้าหุ้น พวกเขาชื่นชอบการเปลี่ยนแปลงที่โลดโผน

เมื่อเดือนที่แล้ว ผมเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปกับทริปเรือสำราญสำหรับนักลงทุนซึ่งจัดโดย FORBES ทริปนี้เริ่มต้นที่สิงคโปร์และสิ้นสุดที่ฮ่องกง มีการแวะจอดที่ท่าเรือต่างๆ ในประเทศไทย กัมพูชา เวียดนาม และจีน เพื่อมองหาโอกาสในการสร้างผลตอบแทนระยะยาว ธีมการลงทุนแบ่งออกเป็น 9 ธีมดังต่อไปนี้

ตลาดเกิดใหม่ ผู้บริหารกองทุนตลาดเกิดใหม่ของ Franklin Templeton ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตลอด 30 ปีที่ผ่านมาอย่าง Mark Mobius ได้เดินทางไปเยือนประเทศต่างๆ 70 ประเทศต่อปีด้วยเครื่องบินเจ็ท Gulfstream V นักเดินทางผู้มีภารกิจรัดตัวท่านนี้กล่าวว่าตามปกติแล้วหุ้นในตลาดเกิดใหม่จะมีราคาต่ำกว่าหุ้นในตลาดอเมริกา 25% เทียบกับ P/E ผลตอบแทนสูงกว่า แต่ก็ต้องระมัดระวังเรื่องความผันผวนด้วย

กัมพูชาเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในบรรดาประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เราไปเยือนมา Mobius กล่าวว่าผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงก็สูงตามไปด้วย ส่วนประเทศเวียดนามอยู่ในช่วงขาขึ้น และเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า

เงินปันผล ภาค 1 ตลาดสหรัฐฯ มี trailing P/E ratio อยู่ที่ 26 เท่า เป็นจังหวะดีที่เราจะต้องช่างเลือกสักหน่อย เพื่อให้สามารถทำเงินได้ในช่วงที่ต้องรับมือกับการปรับฐานเป็นครั้งคราว

John Buckingham ผู้บริหารกองทุนหุ้นคุณค่าและหุ้นปันผล ซึ่งสามารถเอาชนะดัชนี S&P และ Warren Buffet ได้ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา เขาชื่นชอบหุ้น Apple, Allianz, Amgen, AT&T, Boeing, Cisco, Corning, Disney, Fluor, Intel, Royal Caribbean และ Target โดยใช้เวลา 3 – 5 ปีในการคัดเลือกหุ้น

Disney และ Apple อยู่ในบัญชีหุ้นที่น่าสนใจของ John Buckingham ผู้บริหารกองทุนหุ้นคุณค่าและหุ้นปันผล

เงินปันผล ภาค 2 Kelly Wright เป็นนักลงทุนที่ใช้ตัวชี้วัด 5 อย่างในการคัดหุ้นออก จากหุ้นหลายพันตัวเหลือผู้เข้ารอบสุดท้ายเพียงประมาณ 300 ตัว Wright ให้ดูผลตอบแทน 12 ปีของหุ้นแต่ละตัว ซึ่งกินเวลาสามรอบวงจร รอบละสี่ปี คุณต้องแน่ใจว่าคุณมีเงินสำรองเพียงพอที่จะขายหุ้นเมื่อใดก็ได้ตามที่คุณต้องการ และมีแรงสนับสนุนจากนักลงทุน

สถาบัน แน่ใจว่าหุ้นตัวนั้นได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจาก S&P ที่ระดับ A ขึ้นไป และต้องแน่ใจว่าหุ้นมีการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 25 ปีเป็นอย่างน้อย

สำหรับหลักการพิจารณาว่าควรซื้อหรือขายหุ้นเมื่อใดนั้น Wright จะใช้วิธีพล็อตกราฟแสดงราคาสูงสุดและต่ำสุดของหุ้นเปรียบเทียบกับผลตอบแทน โดยจะเข้าซื้อเมื่อหุ้นมีราคาต่ำลงตามวงรอบ และจะขายเมื่อสภาพตลาดเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม

ความเฟื่องฟูของธุรกิจพลังงานในสหรัฐฯ Mark Mills กล่าวว่า ปริมาณผลผลิตน้ำมันและก๊าซที่ได้ต่อหลุมเจาะเพิ่มขึ้นสี่เท่านับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา ต้องให้เครดิตแก่ธุรกิจเทคโนโลยีขุดเจาะ fracking ตลาด VC และ private equity ที่เป็นตัวสนับสนุนการสำรวจแหล่งน้ำมันและก๊าซใหม่

Houston เปรียบเสมือน Silicon Valley ของธุรกิจน้ำมันและก๊าซ Mills กล่าวว่าสิ่งสำคัญก็คือการมาบรรจบกันระหว่างการพึ่งพาตนเองของภาคพลังงานสหรัฐฯ และการปฏิวัติด้านวัสดุศาสตร์ที่มีโพลิเมอร์ซึ่งมีน้ำมันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานเป็นตัวหลัก แนะนำให้ซื้อหุ้น Dow, Dupont และ Baker Hughes

สิ่งประดิษฐ์อัจฉริยะที่มีขนาดเล็กเหลือเชื่อ ภาค 1 Mark Mills แนะว่านอกจากหุ้นบริษัทผลิตชิพอย่าง Intel และ Qualcomm แล้ว ให้ลองพิจารณาหุ้น GE ด้วย ถึงแม้ว่าหุ้น GE จะสร้างความผิดหวังให้ภายใต้การนำทัพของ Jeff Immelt แต่วิสัยทัศน์ของ Immelt เกี่ยวกับอนาคตของ IoT เริ่มจะเห็นผลแล้ว

GE หุ้นที่น่าจับตามองจากวิสัยทัศน์ด้าน IoT (Internet of Things)

สิ่งประดิษฐ์อัจฉริยะที่มีขนาดเล็กเหลือเชื่อ ภาค 2 แม้ตลาดเทคโนโลยี wearable จะมีขนาดใหญ่แต่ก็พ้นยุคเฟื่องฟูแล้ว เพราะสิ่งสำคัญจริงๆ ไม่ได้อยู่ที่อุปกรณ์ไฮเทคหากแต่อยู่ที่เรื่องของสุขภาพ โอกาสทองจึงอยู่ในตลาด VC อุตสาหกรรมสุขภาพ ที่บริษัทเวชภัณฑ์และไบโอเทคขนาดใหญ่มักเข้าซื้อกิจการของธุรกิจสตาร์ทอัพเป็นจำนวนมาก ดังนั้นแนะนำให้ซื้อหุ้นบริษัทเวชภัณฑ์และไบโอเทค

พันธบัตรเอกชนให้ผลตอบแทนดีกว่าพันธบัตรรัฐบาล บริษัทเอกชนมักจะมีเป้าหมายในการระดมทุนที่ชัดเจนกว่า แต่บ่อยครั้งที่ภาครัฐจะก่อหนี้ด้วยเหตุผลที่ไม่เป็นสาระ Marilyn Cohen แนะว่าให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสำหรับโครงการที่ไม่มีความจำเป็น และให้มองข้ามพันธบัตรเทศบาลและพันธบัตรรัฐของเมืองและรัฐต่างๆ ที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำเป็นเวลานาน

Donald Trump หนึ่งในตัวแปรของความยุ่งเหยิงในอุตสาหกรรมต่างๆ ของปีนี้

อสังหาริมทรัพย์สหรัฐฯ ราคาไม่แพงราคาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยในฮ่องกงและสิงคโปร์ทำให้อสังหาริมทรัพย์ใน Manhattan และ San Francisco มีราคาถูกลงไปถนัดใจ คอนโดหรูในฮ่องกงราคาเพิ่มขึ้น 7,000 เหรียญสหรัฐฯ โดยเมื่อปีที่แล้วมีอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งตั้งราคาขายไว้ที่ 22,000 เหรียญต่อตารางฟุต

อัจฉริยภาพในตัวคุณ Warren Buffet กล่าวไว้ว่าผลตอบแทนที่ดีที่สุดเกิดจากการลงทุนกับตัวคุณเอง เวลานี้เป็นโอกาสที่เหมาะสมอย่างยิ่ง Trump เทคโนโลยี และภูมิศาสตร์การเมืองสร้างความยุ่งเหยิงในหลายอุตสาหกรรม ดังนั้นการทบทวนความรู้ใหม่จึงเป็นสิ่งจำเป็น

Rich KarlgaardEditor-at-Large และ Global Futurist ของ Forbes

 


คลิกอ่านบทความทางด้านเศรษฐกิจ ได้ที่ Forbes Thailand ฉบับ มิถุนายน 2560 ในรูปแบบ e-Magazine

BACK TO TOP