ความเป็นจริงจะทำให้โลกแห่งความเพ้อฝันของ Obama ล่มสลาย - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Commentaries
  • Thought Leaders >
  • ความเป็นจริงจะทำให้โลกแห่งความเพ้อฝันของ Obama ล่มสลาย

ความเป็นจริงจะทำให้โลกแห่งความเพ้อฝันของ Obama ล่มสลาย

Steve Forbes

เรื่อง: Steve Forbes เรียบเรียง: พิษณุ พรหมจรรยา

ปี 2016 จะเป็นปีที่หนักหนาสาหัสสำหรับประธานาธิบดี Obama เพราะคะแนนความนิยมของเขาจะตกฮวบจากการที่ประชาชนถอยหนีจากท่าทีของเขาต่อปฏิบัติการโจมตีเข่นฆ่าผู้ก่อการร้าย และเขาจะโดดเดี่ยวและขมขื่นมากขึ้นจากมุมมองที่ฝืนความเป็นจริงของเขา ทั้งความหยิ่งยะโส และความดื้อรั้นของเขาจะเป็นตัวขัดขวางไม่ให้เขายอมเปลี่ยนนโยบาย แม้จะมีการเสแสร้งว่าจะมีการปรับนโยบายบ้าง แต่ผู้คนก็จะอ่านเขาออก เหมือนกับที่มองเขาออกตอนที่ปราศรัยให้คนทั้งประเทศฟังเมื่อไม่นานมานี้

จะว่าไปแล้วที่ผ่านๆ มา สหรัฐฯ ก็เปรียบเสมือนพลังแห่งความชั่วร้ายบนโลกใบนี้ เพราะฉะนั้น ยิ่งสหรัฐฯ มีบทบาทในโลกน้อยแค่ไหนก็ยิ่งดีขึ้นกับโลกนี้มากเท่านั้น สิ่งเลวร้ายเกือบทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ล้วนมีที่มาจากการล่าอาณานิคมของจักรวรรดินิยมอเมริกันหรือไม่ก็ยุโรปแทบทั้งสิ้น ถ้าหากว่าสหรัฐฯ ไม่ให้ความสำคัญกับพฤติกรรมป่าเถื่อนของผู้ก่อการร้าย สุดท้ายพวกนั้นก็จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีไปเอง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น โลกเราก็จะน่าอยู่ขึ้นและในที่สุดผู้คนก็จะรับรู้ถึงอัจฉริยะภาพที่แท้จริงของ Barack Obama และจะมองว่ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพที่เขาได้รับตอนเข้าดำรงตำแหน่งใหม่ๆ นั้น เป็นรางวัลที่เขาคู่ควรที่จะได้รับจริงๆ แม้จะได้รับก่อนกำหนดไปมากก็ตาม

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในความเป็นจริงนั้นตรงกันข้าม เพราะวิธีคิดแบบของ Obama นั้นสวนทางกับความเป็นจริงขึ้นเรื่อยๆ และนับวันก็ยิ่งมีคนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่วิตกกังวลกับความจริงข้อนี้ คำถามที่สำคัญก็คือยอดผู้เสียชีวิตจะสูงสักแค่ไหนกว่าที่อเมริกาจะได้ผู้นำที่แท้จริงในตอนเที่ยงของวันที่ 20 มกราคม 2017

ยังจะยื่นดาบเพิ่มให้ IRS (สรรพากร) อีกหรือ?
เหล่าสมาชิกสภาของพรรค Republican คิดยังไงกันนะตอนที่พวกเขายกมือให้ความเห็นชอบกฎหมาย ซึ่งเปิดช่องให้ IRS มีอำนาจมากขึ้นกว่าเดิม นั่นคือ ในขณะนี้ IRS สามารถที่จะเพิกถอนหรือปฏิเสธการต่อหนังสือเดินทางของคุณได้ด้วยการยืนยันกับหน่วยงานของรัฐบาลว่าคุณหลีกเลี่ยงหรือจ่ายภาษีขาด ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหา เพราะอันที่จริง IRS ก็มีเครื่องมือมากมายที่จะใช้บีบผู้เสียภาษีอยู่แล้ว อย่างเช่นการบังคับหักจากค่าจ้างโดยตรง และการยึดทรัพย์สิน ดังนั้น IRS จึงไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มเครื่องมือใหม่อีก

อย่าลืมว่า IRS ได้ยึดบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้เสียภาษีจำนวนไม่ใช่น้อยๆ โดยอาศัยเพียงข้อสงสัยว่าจะมีการดำเนินทางภาษีที่ไม่ถูกต้องเท่านั้น และเมื่อพบว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้มีการกระทำใดๆ ที่ผิดกฎหมายก็ยังปฏิเสธที่จะคืนเงินให้กับผู้ถูกกล่าวหาเหล่านั้น ซึ่งนี่มันเท่ากับเป็นการปล้นขององค์การอาชญากรรมชัดๆ แล้วเรายังจะประเคนเครื่องมือใหม่ไปให้หน่วยงานเช่นนี้ทำให้เสียของอีกหรือ?

ทั้งนี้ จากความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลก็รับรองได้เลยว่าต้องมีผู้เสียภาษีที่ถูกริบหนังสือเดินทางอย่างผิดพลาดหรือไม่เป็นธรรมจำนวนมาก ทุกวันนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ก็มีอำนาจล้นเหลือ และก็ก้าวก่ายสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากเกินไปอยู่แล้ว แล้วทำไมสภาที่มีพรรค Republican กุมบังเหียนอยู่ถึงยื่นดาบเพิ่มให้กับหน่วยงานพรรค์นี้ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใดเลย


หุ้นจะไปทางไหน?
มีปัจจัยหลายประการที่น่ากังวลสำหรับนักลงทุนในระยะต่อไป กำไรของบริษัทจดทะเบียนในช่วงหลายเดือนมานี้ถ้าไม่ทรงตัวก็ลดลง เศรษฐกิจก็ยังทรงๆ ทรุดๆ โดยตัวเลขมหภาคก็ทำให้ใจหายใจคว่ำ และก็ทำให้ผิดหวังอยู่บ่อยๆ ทั้งการผลิตภาคอุตสาหกรรมและยานยนต์ต่างก็อยู่ในภาวะถดถอย ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐก็บีบตลาดสินเชื่อด้วยการไม่ปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามอุปสงค์และอุปทานปกติในตลาด ซึ่งกลไกในระบบการเงินที่ผิดเพี้ยนจากการปรับดอกเบี้ยของ Fed ส่งผลกระทบต่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ และถือเป็นข่าวร้ายสำหรับทั้งผู้ออกและผู้ถือตราสารหนี้จำนวนมาก

กฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ครอบคลุมอย่างเข้มงวดทำให้ธนาคารขนาดใหญ่ลดการปล่อยกู้ให้กับธุรกิจขนาดเล็กลงอย่างมาก ซึ่งส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อภาวะการจ้างงาน แม้จะมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาในตลาดบ้าง แต่ก็คิดอัตราดอกเบี้ยสูงลิ่ว สร้างแรงกดดันต่ออัตรากำไรและความสามารถในการขยายธุรกิจของลูกหนี้

นอกจากนี้ นโยบายต่างประเทศและการทหารที่เข้าขั้นหายนะของ Obama ก็เป็นอีกปัจจัยที่กดดันภาวะตลาดอยู่ แม้ว่าประเด็นนี้จะสะท้อนอยู่ในราคาหุ้นไปแล้วก็ตาม แต่เราก็ยังอดกลัวไม่ได้ เมื่อคิดไปถึงวิกฤตในต่างประเทศที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้

อีกหนึ่งประเด็นความไม่แน่นอนที่สำคัญก็คือผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ ซึ่งน่าจะรู้ผลภายในเดือนพฤศจิกายน ข่าวดีก็คือผู้สมัครจากค่าย Republican ทุกคนต่างชูประเด็นของการปรับระบบภาษีให้เรียบง่ายขึ้นกว่าปัจจุบัน ซึ่งเชื่อว่ามีผู้แทนจากพรรค Democrats หลายรายที่พร้อมจะให้การสนับสนุนการปฏิรูประบบการจัดเก็บภาษีนิติบุคคล ดังนั้นเราจึงคาดว่าจะมีการปรับปรุงระบบภาษีครั้งใหญ่ ซึ่งจะถือเป็นเรื่องดีที่เกิดขึ้นในปี 2017 และอีกหนึ่งปัจจัยบวกก็คือการปกครองด้วยการสร้างความหวาดกลัวตามแบบของ Obama จะจบลง ซึ่งเชื่อว่าศาลน่าจะตัดสินยกเลิกการดำเนินการบางอย่างที่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ในขณะที่ผู้ที่จะเข้ามารับตำแหน่งต่อจากเขาน่าจะปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงอีกหลายๆ อย่างที่เขาได้เริ่มไว้

ถ้าวัดจากอารมณ์ของคนอเมริกันในขณะนี้ Obama ไม่น่าจะได้รับเลือกอีกเป็นสมัยที่สาม ซึ่งนั่นหมายความว่า Hillary Clinton มีโอกาสจะได้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป แต่ถ้าบังเอิญ Obama ได้รับเลือกกลับมาอีกล่ะก็ ตัวใครตัวมันล่ะทีนี้


คลิ๊กอ่านบทความเพื่อสร้างแรงบันดาลใจทางธุรกิจได้ที่ Forbes Thailand ฉบับ MARCH 2016 ในรูปแบบ E-Magazine

BACK TO TOP