ประเทศไทยมีเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยกว่า 430,000 ครัวเรือน หรือคิดเป็นจำนวนประชากรกว่า 1 ล้านคนทั่วประเทศ แต่ทั้งนี้เกษตรกรชาวไร่อ้อยบางส่วนยังประสบปัญหาภาระหนี้สินสะสม ซึ่งหัวใจสำคัญของปัญหาก็คือ เกษตรกรกลุ่มนี้ยังไม่สามารถเพาะปลูกอ้อยให้ได้รับผลผลิตสูงสุดได้ ดังนั้นหากมีการนำ AgriTech หรือเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้ในด้านการเกษตรให้มากขึ้น ก็จะช่วยยกระดับเกษตรกรรมไทยให้ก้าวสู่ความยั่งยืนเพิ่มขึ้นได้
ในโลกยุคปัจจุบันที่แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจถูกเปลี่ยนถ่ายไปสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเทคโนโลยีกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม และกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ในการดำรงชีวิต จากเดิมที่นวัตกรรมล้ำสมัยมักถูกจำกัดอยู่เพียงในกิจกรรมที่มีมูลค่าสูงหรืออุตสาหกรรมในระดับมหภาค ในวันนี้ได้มีการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในหลากหลายมิติ ตั้งแต่การสื่อสารขั้นพื้นฐาน การเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค จนถึงระบบธุรกรรมทางการเงินที่ซับซ้อน จนเรียกได้ว่าเทคโนโลยีได้เข้ามาบูรณาการอยู่ในทุกอณูของชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบ
อย่างไรก็ตามในภาคการเกษตรของไทยจะเห็นว่าเทคโนโลยียังไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเต็มศักยภาพเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่ภาคการเกษตรนั้นเป็นหัวใจหลักของประเทศทั้งในมิติทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเกษตรอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล
ทางด้านสังคม ประเทศไทยมีเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยกว่า 430,000 ครัวเรือน หรือคิดเป็นจำนวนประชากรกว่า 1 ล้านคนทั่วประเทศ และในเชิงเศรษฐศาสตร์ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลสามารถสร้างมูลค่าทางตรงในระบบได้มากกว่า 2.5 แสนล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 21 ของ GDP ในภาคเกษตรกรรม ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ดังนั้น หากประเทศไทยสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางด้านการเกษตรให้สูงขึ้นแม้เพียงเล็กน้อยย่อมส่งผลกระทบเชิงบวกต่อภาพรวมของประเทศได้อย่างมหาศาล
ในความเป็นจริงประเทศไทยยังคงเผชิญกับสถานการณ์ความท้าทายที่น่ากังวล เมื่อเกษตรกรชาวไร่อ้อยบางส่วนยังประสบปัญหาภาระหนี้สินสะสม โดยเมื่อวิเคราะห์แล้วพบว่า หัวใจสำคัญของปัญหาคือ เกษตรกรกลุ่มนี้ยังไม่สามารถเพาะปลูกอ้อยให้ได้รับผลผลิตสูงสุด (yield maximization) ส่งผลให้รายได้ที่ได้รับไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นตามสภาพเศรษฐกิจ
ขณะที่ทางกลุ่มบริษัทได้ให้ความสำคัญสูงสุดกับการร่วมพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไปพร้อมกับความมั่นคงขององค์กรอย่างต่อเนื่อง ด้วยการหากลยุทธ์และวิธีการเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะเข้ามาช่วยเปลี่ยนผ่านการทำไร่อ้อยได้อย่างก้าวกระโดดคือ ‘เทคโนโลยี’ เนื่องจากเมื่อวิเคราะห์ลึกลงไปในลักษณะเฉพาะของภาคเกษตรแล้ว กิจกรรมส่วนใหญ่ไม่ได้มีความซับซ้อนในเชิงขั้นตอน แต่กลับเป็นกิจกรรมที่ต้องการการควบคุมมาตรฐานและการติดตามการดำเนินงานในปริมาณที่มหาศาล (standard & scale)
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การบริหารจัดการน้ำในไร่อ้อยซึ่งอาจจะเป็นกิจกรรมที่เรียบง่าย แต่ในทางปฏิบัติโรงงานจำเป็นต้องติดตามและควบคุมมาตรฐานการให้น้ำของเกษตรกรในพื้นที่ครอบคลุมกว่าหลายแสนไร่ภายในช่วงเวลาที่จำกัดเพื่อให้ได้ผลผลิตที่สม่ำเสมอ กิจกรรมเหล่านี้จึงเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการนำเทคโนโลยีเข้ามาจัดการเพื่อสร้างความแม่นยำในระดับที่แรงงานคนไม่อาจทำได้อย่างครอบคลุม
อย่างไรก็ตามถึงแม้จะมีผู้ประกอบการและบริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากที่พยายามนำเสนอโซลูชันสู่ภาคการเกษตร แต่ต้องยอมรับว่าปัจจุบันยังไม่พบผู้ให้บริการที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ (end-to-end solution) เหมือนกับการให้บริการในภาคส่วนอื่น เช่น ภาคการเงินหรือการสื่อสาร
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากการเกษตรมีลักษณะเฉพาะตัวที่สร้างอุปสรรคสำคัญให้แก่ผู้ให้บริการเทคโนโลยี (tech provider) ใน 3 ประการ ได้แก่ ปัจจัยที่ยากต่อการควบคุม (uncontrollable factor) เช่น สภาพภูมิอากาศที่มีความผันผวนรุนแรงและคาดการณ์ได้ยาก หรืออุณหภูมิที่เป็นปัจจัยชี้ขาดคุณภาพผลผลิตแต่มีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงความซับซ้อนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบ (stakeholder complexity) ที่ประกอบด้วยผู้เกี่ยวข้องจากหลากหลายภาคส่วนและมีพฤติกรรมที่แตกต่าง จึงเป็นอุปสรรคต่อการออกแบบเทคโนโลยีให้ครอบคลุมและตอบโจทย์การใช้งานอย่างทั่วถึง
ท้ายสุดยังมีปัจจัยพหุตัวแปรที่ส่งผลต่อผลผลิต (multivariate complexity) ซึ่งทำให้ยากต่อการระบุปัจจัยที่สำคัญที่สุดเพื่อนำมาพัฒนาเทคโนโลยีให้ตรงจุด เช่น แม้จะเชื่อว่าการให้น้ำเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้วการเตรียมดินที่เหมาะสมรวมไปถึงการควบคุมวัชพืชก็มีนัยสำคัญต่อผลผลิตต่อไร่ไม่แพ้กัน เป็นต้น
การสร้างและพัฒนาวัตถุดิบร่วมกับพี่น้องชาวไร่อ้อยคู่สัญญาถือเป็นภารกิจสำคัญของฝ่ายงานวัตถุดิบ เพราะกลุ่มบริษัทเป็นผู้ผลิตน้ำตาลและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องจากอ้อย จึงต้องจัดหาวัตถุดิบให้เพียงพอต่อกระบวนการผลิตทั้งหมดของกลุ่มบริษัท ด้วยการกำกับดูแลและสนับสนุนชาวไร่ตั้งแต่ขั้นตอนการเริ่มเพาะปลูกไปจนถึงการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ชาวไร่คู่สัญญาได้รับผลผลิตที่มีคุณภาพสูงสุด โดยปัจจุบันบริษัทมีชาวไร่อ้อยคู่สัญญากว่า 10,000 ราย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 500,000 ไร่ ซึ่งบริษัทเล็งเห็นถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้กับกิจกรรมทางการเกษตร
แต่อย่างไรก็ตามปัญหาและอุปสรรคหลักในการนำเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมในการทำไร่อ้อยคือ ต้นทุนค่าใช้จ่าย เพราะเกษตรกรชาวไร่อ้อยส่วนใหญ่เป็นชาวไร่อ้อยรายกลางและรายย่อย ส่งผลให้โอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีเป็นไปได้ยากจากต้นทุนที่สูง ด้วยเหตุนี้กลุ่มบริษัทจึงนำโมเดลเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน หรือ Sharing Economy มาใช้เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงนวัตกรรมเหล่านี้ได้ โดยการทำหน้าที่เป็น Sharing Economy Enabler หรือตัวกลางในการนำเทคโนโลยีทางการเกษตรมาศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้งาน พร้อมทั้งแบกรับต้นทุนส่วนกลางเพื่อขยายผลเทคโนโลยีเหล่านั้นไปสู่ชาวไร่อ้อยคู่สัญญาอย่างเป็นรูปธรรม
บางตัวอย่างที่กลุ่มบริษัทได้นำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการทำไร่อ้อยของเกษตรกรคู่สัญญาเช่น การนำระบบบริหารจัดการขนส่งอ้อยเข้าสู่โรงงานผ่าน GPS tracking เพื่อการติดตามและวางแผนการส่งมอบผลผลิตที่สม่ำเสมอ รวมถึงการลดต้นทุนระยะทางขนส่งด้วย route optimization การประยุกต์ใช้ระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับบ่อน้ำสำรองเพื่อลดต้นทุนด้านพลังงานในการบริหารจัดการน้ำ และเป็นการทำกิจกรรมในแปลงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การจัดตั้งห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ดินเพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนเตรียมดินและใส่ปุ๋ยที่เหมาะสมที่สุดสำหรับชาวไร่เพื่อลดต้นทุนปัจจัยการผลิต เป็นต้น
ทั้งนี้จากการดำเนินงานที่ผ่านมาบริษัทพบว่า หัวใจสำคัญของการนำเทคโนโลยีทางการเกษตรมาใช้ให้ประสบความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับความล้ำสมัยของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือการเข้าใจวิถีชีวิตและกระบวนการทำงานของชาวไร่อ้อยอย่างแท้จริง เพื่อให้สามารถเลือกใช้เทคโนโลยีได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งความเข้าใจในชาวไร่และเกษตรกรอย่างแท้จริงจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสู่การเปลี่ยนแปลงผ่านเทคโนโลยีได้อย่างยั่งยืน โดยสิ่งที่ได้เริ่มทำยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับวิถีของเกษตรกรรม ซึ่งยังมีนวัตกรรมใหม่ๆ อีกมากมายที่พร้อมจะเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
บทความโดย : ภูมิรัฐ หวังปรีดาเลิศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KTBF และผู้อำนวยการฝ่ายไร่ KTIS
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : “J.D.Power” เผยแชมป์คุณภาพรถยนต์ใหม่ไทยปี 2568



