มาร่วมมือกันก่อนจะสาย - Forbes Thailand

มาร่วมมือกันก่อนจะสาย

FORBES THAILAND / ADMIN
17 Mar 2016 | 11:04 AM
READ 2082
การที่คนไทยต้องเสียเวลาพูดเรื่องคอร์รัปชันกันมาก เป็นเพราะที่ผ่านมาประเทศของเราต้องเสียหาย บอบช้ำจากการโกงชาติเป็นอันมาก โดยผลของความเลวร้ายนั้นได้ทำลายโอกาสและอนาคตของคนไทยผู้สุจริตทั้งประเทศ ขณะที่มีคนฉกฉวยเอาประโยชน์ซึ่งเป็นคนเห็นแก่ได้เพียงไม่กี่คน

ในอดีตที่ผ่านมา แม้ว่าเราจะไม่อยากเห็นการโกงบ้านโกงเมือง แต่จะพูดหรือทำอะไรก็ยาก บางทีอาจเป็นเพราะต่างคนต่างไม่อยากเดือดร้อนหรือไม่รู้ว่าตนเองจะทำอะไรหรือไปร้องเรียนกับใครจึงจะเกิดผล จะหวังพึ่งรัฐบาล พึ่งนักการเมืองก็ไม่แน่ใจ ครั้นจะนั่งบ่นไปเรื่อยๆ คนที่ต้องกลุ้มใจเพราะได้รับรู้เรื่องเลวร้ายก็กลับเป็นคนใกล้ตัวของเราเอง ที่แย่หนักคือหลายคนเลือกที่จะฉกฉวยโอกาสไปรับประโยชน์หรือเข้าร่วมขบวนการโกงกับเขาเสียเองด้วยเหตุผลต่างๆ นานา อย่างที่พูดกันว่า “มีโอกาสข้าก็โกง” สุดท้ายการต่อสู้กับคอร์รัปชันจึงเหมือนเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย

แต่เรื่องสำคัญแบบนี้  “ถ้าเรายอมรับ เท่ากับเรายอมแพ้” เราจึงต้องพยายามเรียนรู้เพื่อหาทางต่อสู้เอาชนะหรือควบคุมคอร์รัปชันให้เกิดขึ้นน้อยที่สุดและสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมน้อยที่สุด

วันนี้รัฐบาลได้ตอบสนองกระแสของสังคมและประกาศให้การต่อสู้กับคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ ทำให้เราได้เห็นมาตรการ กลไกและนโยบายต่างๆ ที่ออกโดยรัฐบาล สนช. และ สปช. เช่น การจัดตั้ง ศาลอาญาแผนกคดีคอร์รัปชัน การบูรณาการการใช้งบประมาณและทรัพยากร การใช้มาตรการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน อย่างเช่น ข้อตกลงคุณธรรมในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและมาตรการสร้างความโปร่งใสในการก่อสร้างขนาดใหญ่ของรัฐ ยังมีการตรากฎหมายเพื่อสร้างความเข้มแข็งในการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชันออกมาหลายฉบับ เช่น การออก พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างการการบริหารพัสดุฯ พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกในการออกใบอนุญาตและการปรับปรุงกฎหมายเพิ่มอำนาจให้ ป.ป.ช. เพิ่มโทษคดีโกง เพิ่มการเอาผิดทั้งผู้ให้และผู้รับ เป็นต้น

ช่วงนี้มีผลการสำรวจของสถาบันต่างๆ ออกมาสอดคล้องกันว่าสถานการณ์คอร์รัปชันในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมาอยู่ในขั้นเลวร้ายมาตลอด แต่สถานการณ์ได้ดีขึ้นในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาและมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอีกในอนาคต เรื่องนี้ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากท่าทีเอาจริงและทุ่มเทของรัฐบาลตามที่กล่าวข้างต้น ขณะเดียวกันเราก็ได้เห็นการรณรงค์หลายๆ อย่างเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในหมู่ประชาชน เยาวชน และภาคเอกชนกันอย่างกว้างขวางและจริงจัง เช่น กระบวนการแนวร่วมปฏิบัติภาคธุรกิจเอกชนที่ประกาศตนไม่สนับสนุนการคอร์รัปชันทุกรูปแบบ โครงการปลูกจิตสำนึกในเยาวชนด้วยการบรรจุหลักสูตร “โตไปไม่โกง” ในโรงเรียนระดับประถม

ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ มั่นใจได้ว่าเป็นผลของความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคมโดยแท้จริง เพราะการต่อสู้กับคอร์รัปชัน การโกงชาติ ไม่สามารถทำคนเดียวได้ ไม่ว่าจะเก่งมาจากไหนก็ตาม หากแต่เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องร่วมกันทำ เราได้เห็นว่าประชาชนสามารถทำได้มากมายตามบทบาทและโอกาสของตน อาจเริ่มจากตระหนักรู้ในหน้าที่ ซื่อตรงต่อวิชาชีพ ไม่ยอมให้ใครเอาเงินมาซื้อศักดิ์ศรี ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าความเสียหายและศักดิ์ศรีของประเทศ ดังนั้น วันนี้คนไทยนอกจากตัวเองจะไม่โกงแล้ว ต้องไม่ดูดายปล่อยให้การโกงชาติเกิดขึ้นอย่างไม่รู้ไม่เห็น เพราะนั่นคือ ความเลวร้ายพอๆ กับการโกงด้วยตนเอง

ประชาชน นักธุรกิจ และคนไทยในทุกสาขาอาชีพผู้เป็นเจ้าของประเทศ ต้องทำตัวเป็น active citizen ที่กล้าลงมือกระทำเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงและยั่งยืน แต่หากประชาชนไม่ร่วมมือ ไม่เริ่มปฏิบัติ ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้เฝ้ามอง ผู้สนับสนุนให้กำลังใจ การเปลี่ยนแปลงแม้อาจเกิดขึ้นได้ แต่จะไม่มีวันยั่งยืน เปรียบเสมือนกับการไปรักษาโรค ต่อให้มีหมอ มียาดีขนาดไหน หากคนไข้ใจไม่สู้ ไม่กระตือรือร้น ไม่ร่วมมือ ในการรักษาให้หายย่อมเป็นไปได้ยาก และที่สำคัญอาจจะเป็นไปไม่ได้เลย

การแก้ปัญหาการคอร์รัปชัน เริ่มที่ตัวเรา ครอบครัวเรา เราต้องไม่เป็นคนโกงและไม่ยอมให้ใครโกง ไม่ปล่อยให้คนโกงมีที่ยืนในสังคม

วันนี้ ใครทำอะไรได้ ขอให้ทำ อย่ารอช้า อย่าเกี่ยงให้เป็นหน้าที่ของคนอื่น  เราต้องการการมีส่วนร่วมคิด ร่วมลงมือเพื่ออนาคตที่ดีของคนไทย ก่อนที่คอร์รัปชันจะทำลายสมบัติของชาติและอนาคตของลูกหลานไทยไปมากเกินแก้ไขได้


ประมนต์ สุธีวงศ์

ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)