ถึงเวลา CTO/CIO ต้องเร่งปรับ เพื่อไล่ตามความต้องการโลกธุรกิจยุคดิจิทัลให้ทัน - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Commentaries
  • Insights >
  • ถึงเวลา CTO/CIO ต้องเร่งปรับ เพื่อไล่ตามความต้องการโลกธุรกิจยุคดิจิทัลให้ทัน

ถึงเวลา CTO/CIO ต้องเร่งปรับ เพื่อไล่ตามความต้องการโลกธุรกิจยุคดิจิทัลให้ทัน

Forbes Thailand

คงเคยได้ยินกันมานานแล้วว่า ดิจิทัลดิสรัปชั่นจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กับทุกๆ อุตสาหกรรม หากธุรกิจใดรับมือกับการเปลี่ยนแปลงไม่ทันอาจส่งผลเสียได้ ฉะนั้น หลายต่อหลายองค์กรต่างเร่งทำ Digital Transformation เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคไปสู่โอกาสใหม่ๆ ให้ทันเวลาก่อนที่จะล้มหายตายจากไป

แม้ทุกองค์กรจะรู้ตัวว่าต้องปรับเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง แต่ใช่ว่าทุกที่จะสามารถปรับตัวได้เร็วเท่ากัน เนื่องจากข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป หนึ่งในนั้นคือช่องว่างเกี่ยวกับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี (IT Capability) ขององค์กร ส่วนมากมักเกิดจากการที่องค์กรไม่คาดการณ์มาก่อนว่าขีดความสามารถด้านไอทีจะเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากในการแข่งขันยุคนี้ องค์กรหลายๆ ที่ไม่ได้ทำการวางแผนพัฒนาขีดความสามารถด้านไอทีที่จำเป็นต่อการปรับตัวไว้ล่วงหน้า ดังนั้นจึงควรรีบอุดช่องว่างนี้ให้เร็วที่สุด

 

IT Capability สำคัญไฉน?

เมื่อเราต้องการวัดว่าองค์กรของเรามีความสามารถด้านไหนและอยู่ระดับใด ก็จะพูดถึง IT Capability เป็นหนึ่งในมาตรวัด ที่จริงแล้วการวัดความสามารถด้านไอทีจะสามารถตอบโจทย์ธุรกิจของแต่ละองค์กรได้หรือไม่ ต้องมองในแง่ Cost-effectiveness เป็นหลัก ซึ่งมีองค์ประกอบต่างๆ ได้แก่ การวางกลยุทธ์ กระบวนการทำงาน พนักงาน หรือแม้กระทั่งระบบโครงสร้างพื้นฐาน ล้วนต้องไปในทิศทางเดียวกับที่ธุรกิจกำลังมุ่งหน้าไปทั้งหมด

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าขีดความสามารถด้านไอทีขององค์กรสามารถเป็นทั้งตัวเร่งหรืออุปสรรคที่กำหนดความเร็วและความยืดหยุ่นในการปรับตัวขององค์กร หากองค์กรไม่พยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับความท้าทายและวางกลยุทธ์เพื่อแก้ไขในการบริหารจัดการขีดความสามารถด้านไอที อาจทำให้การปรับตัวต้องสะดุด และส่งผลให้แพ้การแข่งขันในยุคปลาเร็วกินปลาช้าได้

 

ปัญหาที่มักทำให้ไอทีกลายเป็นอุปสรรคต่อการเดินเกมทางธุรกิจ

เมื่อผู้บริหารรู้สึกว่าไอทีเริ่มเดินช้ากว่าความต้องการของธุรกิจ ให้ลองลงมาคลุกคลีกับฝั่งบ้านไอที และค้นดูว่ามีปัญหาข้อใดข้อหนึ่งจากรายการด้านล่างนี้หรือไม่

  • ปัญหาการจัดลำดับความสำคัญของโครงการที่ขัดแย้งกันเองระหว่างส่วนงานต่างๆ
  • ปัญหาการลงทุนระบบไอทีที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ
  • ปัญหาการสรรหาและรักษาบุคลากรด้านไอทีที่มีศักยภาพให้อยู่กับองค์กร
  • ปัญหาการแยกชั้นระหว่างไอทีและบิสิเนสในด้านความรู้ความเข้าใจของงานแต่ละฝ่าย
  • ฯลฯ

องค์กรอาจพบปัญหาเฉพาะด้านที่ไม่ได้อยู่ในรายการข้างต้นอีกหลายข้อ แต่ปัญหาที่กล่าวมานั้น ล้วนเป็นปัญหาที่บริษัททั่วโลกกว่า 60% ประสบอยู่ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้การดำเนินงานสะดุด ล่าช้า ส่งผลให้ไม่สามารถพัฒนาองค์กรท่ามกลางกระแสดิสรัปชั่นได้ทัน

อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้มีทางออก หาก CTO/CIO และฝ่ายไอทีเริ่มลงมือที่จะปรับตัวร่วมกัน โดยพยายามปรับกระบวนการทำงานแบบเดิมๆ ภายในองค์กรควบคู่ไปกับการเลือกรูปแบบของการพัฒนาขีดความสามารถด้านไอทีที่เหมาะสมกับแต่ละด้านเพื่อช่วยจัดการปัญหาเหล่านี้ได้อย่างตรงจุดมากขึ้น

ด้านแรก เริ่มแก้ปัญหาที่ “Mindset” และการทำงานในองค์กรด้วยสมการใหม่ “Digital = Business + IT”

ปรับ Mindset เพื่อสร้างขีดความสามารถใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในองค์กร: ฝ่ายบิสิเนสและไอทีควรทำงานร่วมกัน และปรับตัวเพิ่มความรู้ความเข้าใจในอีกฝ่ายให้มากขึ้น และเริ่มเก็บข้อมูลจากการทดลองมากขึ้น โดยมองว่าโครงการต่างๆ เปรียบเสมือนโครงการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่มีกระบวนการเก็บข้อมูลและวัดผลร่วมกัน เพื่อทำความเข้าใจในความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ลดช่องว่างการทำงานด้วย Digital Roadmap: CTO/CIO ควรจัดดิจิทัลโรดแมป ร่วมกับฝ่ายพัฒนาธุรกิจเพื่อให้เห็นภาพรวมขององค์กร ทั้งในมิติของทิศทาง ขีดความสามารถ รวมถึงเทคโนโลยีที่จะใช้ พร้อมลงรายละเอียดของโครงการอย่างชัดเจน ทั้งจุดประสงค์ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และงบประมาณที่ต้องใช้

นอกจากนี้ ยังควรมีการประเมินกลยุทธ์และดิจิทัลโรดแมปร่วมกับฝ่ายบิสิเนสอยู่เป็นระยะๆ ว่ามีเทคโนโลยีอะไรที่น่าสนใจที่จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับโมเดลทางธุรกิจใหม่ๆ ได้ หรือมีเครื่องมือใดบ้างที่จะสามารถเร่งความเร็วในการพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อลดค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) เพื่อนำไปสู่ทั้งเป้าหมายทั้งฝั่งไอที และเป้าหมายฝั่งบิสิเนส ซึ่งโรดแมปดังกล่าวจะสามารถปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ที่เจอระหว่างดำเนินการเป็นระยะๆ ได้

บริหารจัดการภายใต้กระบวนการเดียวกัน: CTO/CIO ต้องนำ “Demand Management” เข้ามาเป็นเครื่องมือจัดลำดับความสำคัญร่วมกับฝั่งบิสิเนสให้เห็นเป็นภาพใหญ่ร่วมกัน เพื่อสามารถบริหารจัดการความต้องการด้านบิสิเนสสอดคล้องกับทรัพยากรด้านไอทีด้วยระยะเวลาในการดำเนินงานอย่างลงตัว โดยเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดทำความเข้าใจร่วมกัน ประชุมและตัดสินใจร่วมกันในการจัดลำดับความสำคัญของโครงการที่ไอทีจะต้องดำเนินการทั้งหมด เพื่อให้ภาพรวมองบริษัทไปในทิศทางเดียวกันและสอดคล้องกับการลำดับสำคัญของเรื่องต่างๆ ภายในบริษัทขณะนั้น

ให้กระบวนการ Agile Discovery and Delivery เป็นส่วนหนึ่งในการบริหารจัดการอินโนเวชั่นขององค์กร: ในกรณีที่บางองค์กรกำลังพัฒนาแพลตฟอร์มหรือโซลูชั่นด้านดิจิทัลใหม่ๆ ขึ้นมา ลองหันมาทำความเข้าใจและพิจารณาเลือกใช้กระบวนการทำงานแบบ Agile ในการค้นหาและทดสอบความต้องการใหม่ๆ ของลูกค้า โดยส่งมอบงานเป็นรอบๆ ที่ใช้ระยะเวลาสั้นลง ทำให้สามารถทดลองและเก็บคำติชมจากลูกค้าหรือตลาดได้เร็ว ถึงแม้ไม่ได้การันตีว่าจะประสบความสำเร็จเสมอไป แต่ธุรกิจจะสามารถนำฟีดแบ็กจากการทดลองกลับมาปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจได้เร็ว เหมือนดั่งที่สตาร์ทอัพพูดกันว่า Fail fast, fail cheap and fail forward

ด้านที่สอง เลือกใช้โมเดลในการพัฒนาขีดความสามารถให้เหมาะสม เพื่อเข้าใกล้ความสำเร็จได้เร็วและมีประสิทธิภาพกว่าคู่แข่ง

ปัจจุบันองค์กรส่วนใหญ่มีทางเลือกในการพัฒนาอยู่ 3 ทาง คือ การสร้างเอง (Build) การซื้อระบบหรือโซลูชั่นแบบสำเร็จรูปมาใช้งาน (Buy) ตลอดจนการร่วมมือพัฒนาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในแต่ละเรื่อง (Partner)

ฉะนั้น บทบาทของ CTO/CIO และฝ่ายไอทียุคใหม่จึงต้องรู้จักเลือกใช้โมเดลที่สามารถสร้างความคล่องตัวให้กับธุรกิจในภาพรวมให้ได้มากที่สุด โดยไม่ทิ้งประเด็นความคุ้มค่าในระยะยาว เช่น เมื่อ CTO/CIO รู้แล้วว่าการสร้างและดูแลระบบดิจิทัลแพลตฟอร์มหนึ่งขององค์กรเป็นขีดความสามารถที่ต้องสร้างด้วยทรัพยากรภายในจึงจะดีต่อธุรกิจในระยะยาว แต่เมื่อประเมินความสามารถของทีมภายในแล้ว ยังไม่พร้อมที่จะดูแลระบบขนาดใหญ่และซับซ้อน อาจเลือกใช้รูปแบบ Buy หรือ Partner กับผู้เชี่ยวชาญในระบบนั้นๆ เป็นแผนระยะสั้นไปก่อน พร้อมกับการสร้างขีดความสามารถของบุคลากรภายใน สำหรับช่วงระยะเวลา 1-2 ปี

นอกจากนี้ การร่วมมือ Partner กับผู้เชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง กำลังเป็นโมเดลที่องค์กรส่วนใหญ่เลือกใช้ และได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน เนื่องจากมีความได้เปรียบในเรื่องต้นทุนการบริหารจัดการและมีประสิทธิภาพกว่าการทำกันเองในองค์กร โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยในเรื่อง Time to market หรือระยะเวลาที่เหมาะสมเข้ามาประกอบ ตัวเลือกด้านการหา Partner จะช่วยลดความเสี่ยงและระยะเวลาในการส่งมอบได้เป็นอย่างดี

อย่างเช่นกรณีที่บริษัทต้องการดำเนินโครงการเปลี่ยนระบบหลักขององค์กร (Core system) ที่จำเป็นต้องมีผู้ให้บริการหลายรายเข้ามาเกี่ยวข้อง หากบุคลากรภายในไม่ค่อยได้มีโอกาสในการบริหารจัดการโครงการที่มีขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนมาก จะมีโอกาสล้มเหลวสูงกว่าการใช้ Partner ที่เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยบริหารจัดการโครงการ

หรือกรณีที่บริษัทอยากพัฒนาโมบายแอปพลิเคชั่นหรือเว็บแอปพลิเคชั่นของตัวเอง โดยต้องการให้เกิด impact มากและตอบโจทย์การใช้งานที่ง่าย ในกรณีนี้จำเป็นต้องอาศัยทักษะของนักออกแบบหรือนักวิจัยประสบการณ์ผู้ใช้ (UX Designer หรือ UX Researcher) ซึ่งการร่วมมือกับ Partner ที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้โดยเฉพาะ จะช่วยบรรลุเป้าหมายได้ดีกว่าและเร็วกว่าองค์กรพยายามหาบุคลากรที่เป็นคนที่เหมาะสม

สุดท้ายนี้ เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ความสำเร็จของธุรกิจในยุคดิจิทัลมีส่วนของเทคโนโลยีเป็นเหมือนกระดูกสันหลัง ดังนั้น การบริหารงานที่สมดุล, เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างฝ่ายบิสิเนสและฝ่ายไอที และความรวดเร็วในการส่งมอบ จึงเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ช่วยปลดล็อกประตูสู่ความสำเร็จในการพัฒนาธุรกิจท่ามกลางคลื่นดิจิทัลดิสรัปชั่นที่รุนแรงเกินกว่าจะต้านอยู่ด้วยตัวคนเดียว

 

อ่านเพิ่มเติม

 

ปกรณ์ เจียมสกุลทิพย์
Chief technology officer
บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด


ไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ของเรา ติดตามเราได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP