แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า เริ่มปรับราคา...ความต้องการจะยังเหมือนเดิมหรือไม่ ? - Forbes Thailand

แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า เริ่มปรับราคา...ความต้องการจะยังเหมือนเดิมหรือไม่ ?

FORBES THAILAND / ADMIN
18 Mar 2022 | 12:30 PM
READ 864

ความนิยมเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าเริ่มมีมายิ่งขึ้น โดยเฉพาะความผันผวนเรื่องราคาน้ำมันดิบโลก สงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลให้วัตถุดิบทางการผลิตที่เป็นต้นทางของสินค้าในหลายหมวดหมู่ปรับราคาขึ้น ขณะที่ แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า คือวัตถุดิบหลักคือ Lithium อาจจะมีจะมีการปรับราคาตามแน่นอน

การปรับเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์นับจากต้นปี 2022 จากความกังวลสงครามในรัสเซีย นอกจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น 29% นับจากต้นปีแล้ว (ข้อมูลนับจากต้นปี - วันที่ 15 มี.ค. 2022) ราคาของ Lithium ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการผลิต แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ก็ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยราคา Lithium Carbonate ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 79 เปอร์เซ็นต์ (China Lithium Carbonate 99.5% ข้อมูลนับจากต้นปี - วันที่ 15 มีนาคม 2022)

สำหรับคาดการณ์การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า Bloomberg คาดว่า รถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกในปี 2022 จะมียอดขายประมาณ 21 ล้านคัน (เพิ่มขึ้นจากปี 2021 ที่ 14.8 ล้านคัน โดยจำนวน 9.1 ล้านคันจะเป็นยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในจีน และ รองลงมาคือยุโรป 7.7 ล้านคัน ในขณะที่คาดว่าราคาแบตเตอรี่จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ในปี 2022)

แผนภาพที่ 1: ราคา Lithium Cabonate (Million Yuan per Ton)

ที่มา: Bloomberg

ทั้งนี้ แนวโน้มราคารถยนต์ไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูงขึ้นแล้ว หากราคายังทรงตัวสูงยาวนานกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้ อาจจะทำให้การบรรลุเป้าหมายของรัฐบาลในหลายประเทศช้ากว่าที่คาด หากย้อนกลับไป ประธานาธิบดี Joe Biden เคยระบุว่า ต้องการให้ภายในปี 2030 ยอดขายจากรถยนต์ไฟฟ้าทั่วสหรัฐฯ นั้น 50 เปอร์เซ็นต์จะต้องเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด หรือด้านจีนเองต้องการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดในปี 2030 เป็นต้น

ราคา Lithium ที่สูง ผู้ผลิตแบตเตอรี่ และ รถยนต์ไฟฟ้าเตรียมปรับตัว

ผู้บริหารบริษัท Ganfeng Lithium ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตแบตเตอรี่ Lithium รายใหญ่ คาดว่าความต้องการใช้ Lithium จะยังคงมีสูง แม้ราคาจะปรับตัวเพิ่มขึ้นก็ตาม สอดคล้องกับนักวิเคราะห์จากบริษัท Minmetals Securites ที่เชื่อว่า ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่มีอยู่สูง อาจส่งผลให้ Lithium ยังขาดแคลนถึง 8,000 ตัน หรือ นักวิเคราะห์ตลาดโลหะมีค่าในเซี่ยงไฮ้ ได้คาดการถึงความต้องการ Lithium ที่ยังขาดสูงถึง 50,000 ตัน (หลักๆ 80% มาจากการใช้เพื่อการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า)

แม้ Lithium จะยังมีความต้องการสูง แต่การเพิ่มการผลิตไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากการผลิต Lithium จะต้องผ่านเกณฑ์สิ่งแวดล้อม และความเสี่ยงการประท้วงของประชาชนจากปัญหาเหมืองที่อาจกระทบกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ แหล่ง (Reserve) Lithium ขนาดใหญ่นั้น ส่วนใหญ่อยู่ในแอฟริกาใต้ถึง 63 เปอร์เซ็นต์ (อาทิ กลุ่มประเทศ Argentina, Bolivia, Chilie)

อีกทั้งยังพบว่า หากอิงจากแหล่งผลิตในแอฟริกาใต้จะพบว่า ช่วงระยะเวลาเฉลี่ยตั้งแต่ในการหาแหล่งเงินลงทุน และผลิต Lithium ในเชิงพาณิชย์ได้จะใช้ระยะเวลาประมาณ 24 เดือน ซึ่งยังไม่รวมระยะเวลาก่อนหน้าที่จะต้องผ่านการสำรวจและวิจัย

คาดแหล่งผลิต Lithium ใหม่จะเข้ามาในตลาดปี 2023

CaixinGlobal รายงานกำลังการผลิต Lithium ใหม่ประมาณ 187,900 ตันจะสามารถเริ่มผลิตในปีนี้ แต่กว่าจะเริ่มสามารถผลิตเข้าสู่ตลาดได้ คือ ปี 2023 ซึ่งราคา Lithium มีโอกาสที่จะยังทรงตัวสูงได้ในปีนี้ ดังนั้น ผู้ประกอบการรายใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มผลิตแบตเตอรี่จะต้องบริหารต้นทุนอย่างระมัดระวัง โดยจะเห็นได้ว่า ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่อย่าง CATL (Contemporary Amperex Technology) ในเดือนกันยายนปีที่แล้วได้เข้าลงทุนในเหมือง Lithium ในประเทศคองโก เชื่อว่าจะเป็นผลดีต่อการควบคุมราคาต้นทุนของบริษัท

นอกจาก Lithium แล้วจริงๆ ต้นทุนการผลิตอื่นๆ ยังมีโอกาสเพิ่มขึ้น เช่น ราคา Nickel ที่ปรับตัวขึ้นเช่นกัน ดังนั้น เราเริ่มเห็นบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าหลายค่ายเริ่มปรับขึ้นราคารถยนต์ อาทิ BYD เดือนมกราคมที่ผ่านมา ปรับเพิ่มราคารถยนต์ประมาณ 7,000 หยวน เช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้าค่ายอื่นๆ อาทิ Tesla ล่าสุด หากต้องการรุ่นรถยนต์ที่สามารถขับได้ไกลขึ้น (Long-range) จะต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1,000 เหรียญฯ หรือรถยนต์จาก Xpeng เป็นต้น

แต่หากราคารถยนต์ที่เพิ่มขึ้นจนความต้องการลดลง เชื่อว่ากลไกตลาดจะเริ่มทำงาน ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่ลดลง จะส่งผลให้ราคาต้นทุนวัตถุดิบต่างๆ รวมถึง Lithium จะปรับลดลงไปด้วย

ทั้งนี้ ราคาที่เพิ่มสูงขึ้นอาจจะเป็นเพียงแค่การชะลอความต้องการลงชั่วคราวเท่านั้น แต่ในด้านอรรถประโยชน์อื่นๆ ที่จะได้จากรถยนต์ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็น การดูแลรักษาที่ต่ำ สมรรถภาพการขับขี่ที่ดีขึ้นและประสบการณ์การใช้รถยนต์ในรูปแบบใหม่ๆ เชื่อว่าในท้ายสุดความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่มีอยู่อีกมาก แม้ราคาที่ปรับเพิ่มขึ้น อาจจะไม่สามารถต้านกระแสความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่ยังมีอยู่อีกมากได้

อ้างอิงข้อมูล: ที่มา: Bloomberg, CaixinGlobal, GlobalTimes, Contemporary Amperex Technology, Electrek

 

บทความโดย

กันติพัฒน์ วงศ์สุคนธ์

Head of Wealth Advisory

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้


ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine