30 under 30 พลังของคนดัง: 3 เซเลปรุ่นใหม่ ผู้สร้างความเปลี่ยนแปลง - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • 30 under 30
  • People >
  • 30 under 30 พลังของคนดัง: 3 เซเลปรุ่นใหม่ ผู้สร้างความเปลี่ยนแปลง

30 under 30 พลังของคนดัง: 3 เซเลปรุ่นใหม่ ผู้สร้างความเปลี่ยนแปลง

Forbes Thailand
Forbes Thailand / Admin
15 Feb 2018 | 9:25 am 2157

รายชื่อสุดยอดผู้บุกเบิกรุ่นใหม่ของอเมริกาที่จัดทำโดย FORBES จะมีบุคคลที่มีชื่อเสียงรวมอยู่ด้วยเสมอ ต่อไปนี้เราจะแนะนำให้คุณรู้จักกับคนดัง 3 คนอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น โดยที่ 2 คนในจำนวนนี้เป็นผู้ที่เคยมีชื่ออยู่ในการจัดอันดับของ FORBES ส่วนอีก 1 คนเป็นผู้มาใหม่ พวกเขาเหล่านี้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในวงกว้าง ไม่จำกัดเพียงแค่วงการบันเทิงเท่านั้น

 

Karlie Kloss, 25
นางแบบ ผู้ก่อตั้ง Kode with Klossy
เข้าทำเนียบ 30 Under 30 ครั้งแรก: ปี 2018

“ฉันไม่ได้มีแผนที่จะตั้งองค์กรด้านการศึกษาที่ไม่แสวงหากำไร ความจริงแล้ว ฉันตั้ง Kode with Klossy ขึ้นมาก็เพราะความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองที่อยากจะรู้ว่า coding นี่คืออะไร เนื่องจากเจ้าสิ่งนี้สามารถสร้างกิจการมูลค่ามหาศาลขึ้นมาได้ภายในระยะเวลาอันสั้น” Karlie Kloss นางแบบผู้ใจบุญซึ่งริเริ่ม Kode with Klossy โครงการที่สอนพื้นฐานการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้กับเด็กผู้หญิงกว่า 500 คนกล่าว

Kode with Klossy เปิดค่ายฤดูร้อนขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเพศชายกับเพศหญิงในวงการวิศวกรรมซอฟต์แวร์ โครงการนี้เริ่มขึ้นเมื่อปีที่แล้ว โดยเป็นโครงการ 2 สัปดาห์สำหรับวัยรุ่นหญิง (อายุ 13-18 ปี) ใน New York, Los Angeles และบ้านเกิดของ Kloss อย่าง St. Louis ต่อมาโครงการนี้ได้ขยายไปอีก 9 เมือง และยังมีแผนที่จะดำเนินงานครอบคลุมกว้างมากขึ้นอีก

Kloss มองว่าการที่เธอมีผู้ติดตามจำนวนมากนั้นทำให้เธอมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำดังกล่าวลงได้ (Kloss ทำเงินได้ 9 ล้านเหรียญในระหว่างเดือนมิถุนายน 2016 ถึงมิถุนายน 2017 โดยการเป็นหน้าเป็นตาให้กับแบรนด์อย่าง Swarovski และ Express)

Kloss นางแบบผู้เคยขึ้นปกนิตยสาร Vogue ถึง 36 ครั้ง และมีจำนวนผู้ติดตามบน Instagram ถึง 7 ล้านคน กล่าวว่า“ฉันตระหนักดีว่าฉันมีโอกาสดีที่ได้มายืนอยู่ในจุดนี้พร้อมกับแผนการนี้ และสามารถเข้าถึงหญิงสาวทั่วสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกได้ ถ้าหากว่าฉันสามารถช่วยเหลือเด็กผู้หญิงได้ ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่ไม่กี่คน แต่นั่นก็จะเป็นสิ่งที่มีความหมายมากจริงๆ สำหรับตัวฉัน” Kloss กล่าวว่านี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น “ฉันยังมีแผนที่จะสร้างธุรกิจขนาดใหญ่ด้วย” – Natalie Robehmed

 

Anton “Zedd” Zaslavski, 28
นักดนตรี
เข้าทำเนียบ 30 Under 30 ครั้งแรก: ปี 2014

ก่อนที่จะได้รับค่าจ้างจากการปรับจูนเสียงด้วยปุ่มต่างๆ บนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่อคืนสูงถึง 6 หลัก Zedd เริ่มเล่นดนตรีคลาสสิกตั้งแต่อายุ 4 ขวบ เขาเรียนรู้วิธีการวางแผนการแสดงอย่างใส่ใจในรายละเอียด ซึ่งเป็นความสามารถที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในการแสดงของเขาในทุกวันนี้ที่มีการออกแบบท่าทางมาเป็นอย่างดี ไม่ใช่เพียงแค่การคัดเลือกเพลงอย่างอิสระแบบที่ DJ ผู้มีชื่อเสียงส่วนใหญ่นิยมทำกัน

“ผมมองภาพตัวเองเป็นศิลปินซึ่งกำลังทำการแสดง” Zedd ซึ่งทำเงินได้ 19 ล้านเหรียญในปีนี้ และ 85 ล้านเหรียญในช่วง 5 ปีที่ผ่านมากล่าว เขาเป็นโปรดิวเซอร์เพลงฮิตของศิลปินดังอย่าง Justin Bieberและ Lady Gaga และยังปล่อยผลงานเดี่ยวที่โด่งดังเป็นพลุแตกอย่าง Stay ซึ่งเป็นผลงานที่ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำขาวหลายรางวัลในปีที่แล้ว

ขณะเดียวกันเขาก็กลายเป็น DJ ที่แหกกฎเกือบทุกข้อในวงการ เขาทำการแสดงสดที่เต็มไปด้วยกราฟิก ผู้ชมจะรู้สึกราวกับว่ากำลังรับชมวิดีโอเกมที่ฉายบนจอภาพยนตร์ พร้อมกับภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจที่ทำขึ้นเฉพาะสำหรับบทเพลงแต่ละเพลง Zedd ต่อสายเคเบิลจากคอมพิวเตอร์ไปถึงบริเวณหน้าบ้านที่มีทีมช่างเทคนิคคอยดูแลให้แน่ใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างในคอมพิวเตอร์ได้รับการซิงค์ ซึ่งรวมถึงเลเซอร์และดอกไม้ไฟที่ใช้ประกอบการแสดงด้วย

Zedd เล่าย้อนให้ฟังว่า “การทำโชว์เมื่อก่อนใช้ทุนน้อยมากๆ ผมแทบจะไม่ต้องควักกระเป๋าเลย แต่ปัจจุบันนี้การทำโชว์ต้องใช้เงินหลายแสนเหรียญเลยทีเดียว”

เนื่องจากต้นทุนในการทำสงครามด้วยเสียงดนตรีนั้นปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง Zedd กำลังฝันหวานอยู่กับการนำเสนอรูปแบบใหม่ของการเป็น DJ โดยหันกลับไปหาสิ่งที่ตัวเขาเองคุ้นเคยเป็นอย่างดี นั่นก็คือการแสดงดนตรีสด “ผมคิดว่าสักวันหนึ่งผมจะทำโชว์แบบอันปลั๊ก” – Zack O’Malley Greenburg

 

Kendrick Lamar, 30
นักดนตรี
เข้าทำเนียบ 30 Under 30 ครั้งแรก: ปี 2013

Kendrick Lamar เติบโตขึ้นใน Compton, California เมืองที่เต็มไปด้วยความรุนแรงซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นฉากหลังในบทเพลงของศิลปินเพลงฮิปฮอปอยู่บ่อยครั้ง

Lamar ใช้แรงบันดาลใจจากภูมิหลังของตัวเองมาทำในสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ซึ่งก็คือการจับมือกับ Reebok รังสรรค์รองเท้าสนีกเกอร์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยที่รองเท้าข้างหนึ่งเป็นสีแดงส่วนอีกข้างหนึ่งเป็นสีน้ำเงิน เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของแก๊ง Bloods และ Crips

“ในการทำธุรกิจอื่นๆ ที่อยู่นอกกรอบของศิลปะ วัฒนธรรม และฮิปฮอป ผมจะต้องมีสิทธิควบคุมในเรื่องความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ และการที่ผมมีสิทธิควบคุมเรื่องดังกล่าว ผมจึงต้องการให้มีสิ่งที่แสดงความเป็นตัวตนของผม มากกว่าเพียงแค่ป้ายราคา” ศิลปินผู้เป็นเจ้าของรางวัล Grammy 7 รางวัลกล่าว

Lamar ทำเงินได้ 78.5 ล้านเหรียญในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้เขายังได้เซ็นสัญญาฉบับใหม่กับ Nike ในช่วงฤดูร้อนปีที่แล้วอีกด้วย

Lamar นับว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลในวงการดนตรีคนหนึ่ง เขามีโอกาสได้เข้าทำเนียบขาวถึง 2 ครั้ง ได้รับค่าตัวจากการแสดงมากกว่า 1 ล้านเหรียญต่อคืน ยิ่งไปกว่านั้นผลงานเพลงของเขายังมีผู้เปิดฟังมากกว่า 2 พันล้านครั้งในปีที่ผ่านมา ซึ่งมากกว่าเพลงของ Beyoncé หรือ Bruno Mars อีกด้วย

Lamar กำลังใช้พลังแห่งความเป็นคนดังจัดการกับปัญหาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน อย่างเช่นการที่เขาประณามการใช้ Photoshop แต่งภาพหน้าปกอัลบั้ม DAMN ของเขา ซึ่งวางจำหน่ายเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้วและได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำขาวหลายรางวัลให้ดูดีตามธรรมเนียมนิยมจนผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงอย่างมาก

และการที่เขาแสดงโชว์ด้วยการสวมชุดนักโทษพร้อมกับการตีตรวนเพื่อเป็นการกระตุ้นให้คนในสังคมตระหนักถึงปัญหาจำนวนนักโทษที่เพิ่มขึ้นและความเหลื่อมล้ำในเรื่องชาติพันธุ์ของนักโทษในงานประกาศรางวัล Grammy เมื่อปี 2016 ซึ่งตัวเขาได้รับรางวัลถึง 5 รางวัล รวมถึงรางวัลอัลบั้มเพลงแร็พยอดเยี่ยมด้วย

Lamar กล่าวว่า “ที่จริงแล้วเป็นเรื่องของการกลัวความล้มเหลว คุณต้องไม่กลัวที่จะล้มเหลว เมื่อใดที่คุณลุกขึ้นสู้และหยุดความกลัวว่าจะล้มเหลวได้แล้ว เมื่อนั้นคุณจะรู้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่จะทำผิดพลาดหรือทำไม่สำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ คุณก็แค่เริ่มต้นใหม่ และลองพยายามทำใหม่อีกครั้ง ก็แค่นั้นเอง” – Zack O’Malley Greenburg

BACK TO TOP