สัญญาณตลาดอสังหาฯ สดใส ‘ศุภาลัย’ ปี 2561 ระดมเปิดตัว 4 หมื่นล้าน ชิมลางขยายพอร์ตบ้านเดี่ยวตลาดบน - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Property >
  • สัญญาณตลาดอสังหาฯ สดใส ‘ศุภาลัย’ ปี 2561 ระดมเปิดตัว 4 หมื่นล้าน ชิมลางขยายพอร์ตบ้านเดี่ยวตลาดบน

สัญญาณตลาดอสังหาฯ สดใส ‘ศุภาลัย’ ปี 2561 ระดมเปิดตัว 4 หมื่นล้าน ชิมลางขยายพอร์ตบ้านเดี่ยวตลาดบน

พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล

ศุภาลัยประเดิมเปิดแผนปี 2561 เพิ่มพอร์ตรายได้จากอสังหาฯ เช่า เร่งร่างแบบโครงการ “ศุภาลัย ไอคอน” Mix-used บนที่ดินสถานทูตออสเตรเลียเดิม สรุปยอดขายปี 2560 กว่า 3 หมื่นล้านบาทโตทะลุเป้า ปี 2561 กางแผนเปิดตัว 35 โครงการมูลค่ารวม 4 หมื่นล้าน ชิมลางขยายพอร์ตแนวราบระดับบน

ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานของบริษัทในปี 2561 ว่า บริษัทจะมุ่งหน้าในแนวทาง Sustainable Growth 2018 หรือการเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ เช่น ยอดขาย กำไร สินทรัพย์ ฯลฯ

โดยศุภาลัยมีกลยุทธ์สร้างความยั่งยืนคือ 1.จัดสมดุลพอร์ตแนวราบและแนวสูง 2.Recurring Income หรือรายได้สม่ำเสมอจากอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า เช่น อาคารสำนักงานให้เช่า ศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์ และโครงการใหม่ ศุภาลัย ไอคอน บนที่ดินเดิมของสถานทูตออสเตรเลีย ถนนสาทร ที่บริษัทเป็นผู้ชนะประมูล

3.จัดสมดุลพอร์ตทำเลในกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด โดยปัจจุบันรายได้จากต่างจังหวัดคิดเป็น 30% ของรายได้รวม และ 4.ลูกค้าต่างชาติ ดำเนินการใน 2 แนวทางคือ ลูกค้าต่างชาติที่ซื้อคอนโดมิเนียมในไทย และการเข้าลงทุนในต่างประเทศของศุภาลัยในประเทศออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ รวมถึงในอนาคตอาจมีการลงทุนในประเทศอื่นๆ เพิ่มเติม

 

เร่งแผน “ศุภาลัย ไอคอน”

ด้าน ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บมจ.ศุภาลัย กล่าวว่า สำหรับ ศุภาลัย ไอคอน โครงการ Mix-used บริเวณที่ดินเนื้อที่ 7 ไร่ของสถานทูตออสเตรเลียเดิม บนถนนสาทร  ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการออกแบบโครงการ คาดว่าจะเป็นโครงการผสมผสานการใช้งานทั้งพื้นที่รีเทล อาคารสำนักงาน และส่วนที่พักอาศัย มูลค่าโครงการไม่ต่ำกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท

โดยช่วงที่ผ่านมามีบริษัทจำนวนมากเข้ามาเสนอแผนร่วมเป็นพันธมิตรในการดำเนินงาน แต่ทั้งนี้บริษัทยังไม่ได้พิจารณารายใดเป็นพิเศษเพราะต้องการออกแบบโครงการให้ชัดเจนก่อน โดยวางแผนว่าโครงการจะผ่านการประเมินรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) พร้อมเปิดตัวโครงการได้ภายในสิ้นปีนี้ และคาดว่าจะก่อสร้างเสร็จสามารถรับรู้รายได้ราวปี 2564

 

ยอดขายปี’60 ทะยานจากความมั่นใจผู้ซื้อ

ไตรเตชะกล่าวต่อถึงผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2560 ว่า บริษัทสามารถสร้างยอดขายได้มากกว่าที่คาด โดยมียอดขาย 30,777 ล้านบาท เติบโต 27% จากปี 2559 และโตมากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 27,000 ล้านบาท 14% ทำให้มียอดขายรอโอนกรรมสิทธิ์ (แบ็กล็อก) สะสม 39,881 ล้านบาทที่จะรับรู้รายได้ถึงปี 2564

ขณะที่การเปิดตัวโครงการปีก่อน ศุภาลัยเปิดตัวทั้งหมด 20 โครงการ แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 15 โครงการ และแนวสูง 5 โครงการ มูลค่ารวม 31,220 ล้านบาท ทั้งนี้ ศุภาลัยได้เลื่อนการเปิดตัวโครงการแนวราบไป 7 โครงการในช่วงปลายปีก่อนมาเปิดตัวในช่วงไตรมาส 1/61 ทดแทน

(ซ้าย) ประทีป ตั้งมติธรรม และ (ขวา) ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม

“ปีก่อนยอดขายอสังหาฯ เติบโตมากกว่าเป้ากันเกือบทั้งตลาด เกิดจากทั้งแนวราบยังขายได้สม่ำเสมอ และคอนโดฯ ที่เปิดตัวใหม่มียอดขายช่วงเปิดตัวดีขึ้นมากเทียบกับปี 2558-59 เนื่องจากลูกค้ามีความเชื่อมั่นในอนาคตเศรษฐกิจมากขึ้น รวมถึงจากโครงสร้างพื้นฐานรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ มีการก่อสร้างและเปิดประมูล ทำให้ตลาดคอนโดฯ คึกคัก” ไตรเตชะกล่าว

 

ปี’61 เปิดตัวแตะ 4 หมื่นล้านบาท

ด้านแผนศุภาลัยปี 2561 ตั้งเป้ายอดขาย 33,000 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 7% เป้าหมายรายได้ 26,000 ล้านบาท มาจากแบ็กล็อกคอนโดฯ 8 โครงการที่จะโอนในปีนี้มูลค่ารวม 10,900 ล้านบาทและส่วนที่เหลือจะมาจากการขายโครงการแนวราบ

ขณะที่เป้าเปิดตัวโครงการใหม่ 35 โครงการ แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 30 โครงการ และคอนโดมิเนียม 5 โครงการ มูลค่ารวม 40,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 28% และมีงบจัดซื้อที่ดิน 9,000 ล้านบาท โดยคอนโดมิเนียมยังเน้นกลุ่มราคา 3-5 ล้านบาทต่อยูนิต หรือราคาไม่เกิน 1 แสนบาท/ตร.ม. เป็นหลัก ส่วนโครงการแนวราบจะเป็นทำเลที่ใกล้เมืองมากขึ้น หลังจากปีก่อนเน้นเปิดตัวบริเวณชานเมือง

 

ลุยบ้านเดี่ยว-บ้านแฝดกลุ่มราคา 10 ล้านบาท

ไตรเตชะกล่าวเสริมว่า โครงการแนวราบปีนี้จะเพิ่มแบรนด์ใหม่เป็นกลุ่มราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป ภายใต้แบรนด์ ศุภาลัย เอสเซ้นส์ เป็นบ้านเดี่ยว-บ้านแฝด 3 ชั้น 3-4 ห้องนอน ราคา 8 ล้านบาทจนถึง 10 กว่าล้านบาท ในทำเลใกล้เมืองมากขึ้น เช่น ย่านลาดพร้าว

ถือเป็นการขยายพอร์ตของศุภาลัย จากปกติพอร์ตแนวราบบริษัทจะเกาะกลุ่มราคา 3-6 ล้านบาทเป็นส่วนใหญ่ 60-70% ของทั้งหมด ขณะที่บ้านราคามากกว่า 10 ล้านบาทมีเพียง 2% เท่านั้น เชื่อว่าใน 1-2 ปีนี้ บ้านกลุ่มราคานี้จะขยายเป็น 5% ของรายได้รวม และถ้าหากได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าก็อาจขยายโครงการมากขึ้น

 

BACK TO TOP