Globish สตาร์ทอัพปลดล็อกภาษา ตั้งเป้าระดมทุนอีก 240 ล้าน - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Technology
  • Thailand >
  • Globish สตาร์ทอัพปลดล็อกภาษา ตั้งเป้าระดมทุนอีก 240 ล้าน

Globish สตาร์ทอัพปลดล็อกภาษา ตั้งเป้าระดมทุนอีก 240 ล้าน

เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

การรวมตัวของเด็กไม่ชอบเรียนและไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษใน Globish สตาร์ทอัพการศึกษา EdTech มาแรงรับเทรนด์ยุค S-Curve พลิกวิกฤตเป็นโอกาสดันยอดเรียนออนไลน์พุ่ง มั่นใจรายได้สิ้นปีทะยาน 120% สู่ 220 ล้านบาท พร้อมเป้าหมายขยายฐานคนไทยกว่า 100,000 คนใน 5 ปี

จากสถิติของ Education First – EF ทักษะด้านภาษาอังกฤษของประเทศไทยลดลงตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2562 ประเทศอยู่ในลำดับที่ 74 จาก 100 ประเทศ ด้วยคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 47.62 คะแนน จากปี 2561 ตกมาอยู่ในลำดับที่ 64 จาก 88 ประเทศ ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 48.54 คะแนน ขณะที่ตลาดแรงงานต้องการผู้ที่มีทักษะด้านภาษาอังกฤษถึง 62% เพราะฉะนั้นการพัฒนาทักษะด้านภาษาจึงมีความต้องการสูง และเป็นโอกาสธุรกิจของ Globish (โกลบิช)

“สตาร์ทอัพด้านการศึกษา หรือ EdTech มีน้อยมากที่จะประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งเพราะคนที่ทำธุรกิจด้านนี้เป็นคนชอบการศึกษา แต่ผมไม่ชอบเรียน เพราะฉะนั้น Globish สร้างหลักสูตรขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์คนไม่ชอบเรียน ซึ่งไปตรงกับความต้องการของตลาด” ธกานต์ อานันโทไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท โกลบิช อคาเดเมีย (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวถึงการเติบโตของธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา

ธกานต์ อานันโทไทย

ทั้ง ธกานต์ และ ชื่นชีวัน วงษ์เสรี เจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายธุรกิจ และผู้ร่วมก่อตั้งอีกคนหนึ่ง พัฒนาธุรกิจ Globish  ขึ้นเพื่อแก้ปัญหาของตัวเองที่ไม่ชอบเรียนภาษาอังกฤษ และต้องพบกับอุปสรรคในการทำงานเช่นเดียวกับนักศึกษาจบใหม่จำนวนมากที่ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ และกลายเป็นข้อจำกัดในตลาดแรงงานปัจจุบัน

ยิ่งไปกว่านั้น แม้ธกานต์จะมีมารดาเป็นครูสอนภาษา แต่เขากลับเขินอายที่จะใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งทำให้เขาเข้าใจและเข้าถึงความต้องการของคนไทยที่ไม่เก่งภาษาเป็นอย่างดี

 

1 ปีที่ไม่มีรายได้ แต่ยังเดินหน้า

เมื่อมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าในการยกระดับคนไทยให้เก่งภาษาอังกฤษ ธกานต์ และ ชื่นชีวัน จึงเดินหน้าด้วยความมุ่งมั่น แม้ในช่วงปีแรกจะยังไม่มีรายได้เข้ามา ทั้งสองคนยังคงเพียรพยายามทำธุรกิจด้วยตัวเอง ตั้งแต่การสัมภาษณ์ครู รับโทรศัพท์ จนถึงการทดลองเรียน เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนในรูปแบบ “Live English Classroom” ปลดล็อกข้อจำกัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ความเขินอายในการสื่อสารภาษาอังกฤษ ความสามารถในการเลือกบทเรียน และการคัดครูที่ใช่

ซึ่งผลจากการทดลองเรียนด้วยตัวเอง ทำให้พวกเขาสามารถพัฒนาทักษะด้านภาษาขึ้นมาได้ ดังนั้น จึงยิ่งเชื่อมั่นว่า จะสามารถพัฒนาเด็กไทยได้เช่นเดียวกัน

“ช่วงแรกของการพัฒนาธุรกิจ เราคิดคอร์สราคาถูกมาก เพราะต้องการให้เด็กไทยได้เรียนภาษาในราคาไม่แพง แต่สิ่งที่เจอกลับไม่ใช่ เพราะเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือเด็กไทยมีความเขินอายที่จะพูด เพราะฉะนั้น เมื่อเราพัฒนาโปรแกรมให้สามารถเรียนแบบตัวต่อตัวได้ เลือกครูได้ เลือกคอร์สที่จะเรียนได้ ปรากฏว่าตรงกับความต้องการของตลาด และกลุ่มเป้าหมายไม่ใช่เด็ก แต่เป็นคนวัยทำงานตั้งแต่ช่วงต้นจนถึงคนทำงานระดับกลางที่ต้องการพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษ และมีความจำเป็นต้องใช้จริง” ธกานต์กล่าว

หลังผ่าน 1 ปี จนเงินทุนที่ลงไปเกือบหมด แม้ระหว่างทางของทั้งสองจะเผชิญกับปัญหาหรืออุปสรรคจนท้อแท้หรือเหน็ดเหนื่อยในบางครั้ง แต่พวกเขาก็ยังคงมีความตั้งใจมุ่งมั่นเดินหน้าต่อ จนกระทั่งได้เข้าร่วมแข่งขันในรายการเสือติดปีกของจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ร่วมกับอิชิตัน และชนะได้เงินรางวัลมา 3.5 ล้านบาท

โดยไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ บริษัท จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ ควักเงินลงทุนเพิ่มให้อีก 1 ล้านบาท Globish  จึงสามารถเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมของไทยพัฒนาขึ้นจากระบบ 4จี ทำให้โปรแกรม Live English Classroom สามารถก้าวต่อได้อย่างไม่สะดุด

นับตั้งแต่ปี 2016-2019 ธุรกิจของ Globish เติบโต 2-4 เท่า จากรายได้ 5.7 ล้านบาท เพิ่มเป็น 13.8 ล้านบาท 47.5 ล้านบาท และ 97.8 ล้านบาท รายได้หลักมาจากกลุ่มลูกค้าองค์กร ที่นำหลักสูตรของบริษัทไปพัฒนาบุคลากรภายในองค์กร ซึ่งปัจจุบันมีกว่า 100 บริษัทที่เป็นลูกค้าของ Globlish และประมาณ 10% เป็นกลุ่มเด็กนักเรียนทั่วไป โดยตลาดรวมการเรียนการสอนในประเทศไทย มีมูลค่าประมาณ 1-1.3 หมื่นล้านบาท และเป็นการเรียนการสอบภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารมีมูลค่า 4 พันล้านบาท ซึ่ง Globish จัดอยู่ในประเภทหลังที่ยังมีโอกาสขยายตัวอีกมาก

 

ตั้งเป้าระดมทุนอีก 240 ล้านบาทปีนี้

ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา Globish ได้เงินจากการะดมทุนกว่า 40 ล้านบาท นอกจากเงินก้อนแรกที่ได้รับจากเวทีเสือติดปีกแล้ว บริษัทยังได้รับเงินลงทุนจากโครงการ Dtac Accelerate ชมรม IOIC ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Rare Job สตาร์ทอัพ EdTech จากประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งกองทุนร่วมลงทุน (VC) Nvest Venture ธนาคารออมสิน และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยร่วมลงทุน

ธกานต์ กล่าวว่า ช่วงปลายปีนี้ได้ตั้งเป้าหมายระดมทุนอีก 8 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 240 ล้านบาท เพื่อต่อยอดขยายธุรกิจ Globish ให้เติบโตมากยิ่งขึ้น ด้วยการลงทุนโฆษณาประชาสัมพันธ์สื่อโฆษณานอกบ้าน โดยเฉพาะในต่างจังหวัด

ทั้งนี้ ปัจจุบันลูกค้าของ Globish อยู่ในกรุงเทพ 80% และอีกส่วนหนึ่งจะเริ่มมองหาโอกาสในการขยายตลาดในต่างประเทศ เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย รวมทั้ง บังคลาเทศ และอุซเบกิสถาน ที่อัตราการใช้ภาษาอังกฤษอยู่ที่ประมาณ 1% ถือเป็นตลาดที่มีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก

สำหรับปีนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้เพิ่มขึ้น 120% เป็น 220 ล้านบาท มีการเรียนการสอน 250,000 คลาส มีนักเรียน 7,000 คน และลูกค้าองค์กร 300 บริษัท และใน 5 ปีข้างหน้า Globish มีเป้าหมายพัฒนาคนไทยจำนวนกว่า 100,000 คน โดยเน้นกลุ่มผู้บริหาร ผู้นำธุรกิจ ผู้จัดการ คนวัยทำงาน เป็นเป้าหมายหลัก

“เชื่อว่าหากทำได้ทำตามเป้าหมายในอีก 5 ปี บริษัทจะมีรายได้ 500 ล้านถึง 1 พันล้านบาท เป็นสตาร์ทอัพยูนิคอร์นตัวเล็กๆ ในภูมิภาคอาเซียน และแน่นอนเราตั้งเป้าที่จะเป็นเบอร์ 1 ในตลาดเมืองไทย ช่วงนี้ถือเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเติบโตของธุรกิจ ยิ่งเมื่อมีเทคโนโลยี 5G เข้ามา จะเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ก้าวหน้า ด้วยความเร็วของเครือข่าย 5G จะเพิ่มความสามารถในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนที่ทันสมัย และเข้าถึงผู้เรียนได้แบบไร้ขีดจำกัด” ธกานต์กล่าวอย่างมุ่งมั่น

 

โคโรน่าไวรัส พลิกวิกฤตเป็นโอกาส

สำหรับเทรนด์การศึกษาในปีนี้มีส่วนสนับสนุนให้ Globish  ขยายตัว ทั้งเทรนด์ของ S-Curve ในด้านการพัฒนาทักษะความสามารถของคน เพื่อก้าวข้ามปัญหา Personal Disruption รองรับความต้องการของธุรกิจยุคใหม่ที่เกิดขึ้น ซึ่งทักษะที่องค์กรต้องการในทศวรรษ 2020 ประกอบด้วย ทักษะการเรียนรู้ เช่น การคิดวิเคราะห์ การคิดนอกกรอบและความคิดสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกับผู้อื่น

นอกจากนี้ ยังรวมถึงทักษะความรู้ความเข้าใจ เช่น ความสามารถในการเข้าใจตัวเลข สถิติ ความสามารถในการเข้าใจเทคโนโลยีดิจิทัล และทักษะการใช้ชีวิต เช่น ความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ความสามารถในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมที่มีสิ่งรบกวน และการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ เป็นต้น

ชื่นชีวัน วงษ์เสรี

“หัวใจสำคัญของการพัฒนา 3 ทักษะที่จำเป็นในโลกยุคใหม่ที่ต้องมีในทศวรรษ 2020 คือการมีพื้นฐาน ภาษาอังกฤษที่ดี เพราะภาษาอังกฤษเป็น “หัวใจสำคัญ” ในการช่วยส่งเสริมทักษะต่าง ๆ ให้มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น การขาดทักษะที่ดีด้านภาษาอังกฤษจะส่งผลให้คนทำงานสูญเสียโอกาสในการทำงาน และอาจถูกดิสรัปชันได้เช่นกัน” ชื่นชีวัน กล่าวด้วยความเชื่อมั่นในการพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษที่จะช่วยเปิดโอกาสให้ตัวเองเช่นเดียวกับความสำเร็จของเธอ

ธกานต์ กล่าวเสริมว่า จากเหตุระบาดของไวรัสโคโรน่า หรือ COVID-19 ที่เกิดขึ้น ยิ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนธุรกิจของ Globish จากแนวโน้มการเรียนการสอนในบ้านที่จะมีมากขึ้น ซึ่งเทรนด์นี้เกิดขึ้นแล้วในจีนและเวียดนาม โดยในเวียดนามเกิดขึ้นตั้งแต่เกิดปัญหาฝุ่น PM 2.5 นอกจากนี้ ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ดี การปลดคนงานของหลายธุรกิจ การพูดถึงการ Up Skill, Re Skill ทำให้คนมีความต้องการพัฒนาทักษะการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น

“เทรนด์เหล่านี้จะทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในอนาคต และจะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันการเติบโตของ Globish ในช่วง 5 ปีข้างหน้าให้มีการเติบโตแบบ Hyper Growth และที่สำคัญไปกว่านั้น คือ การช่วยพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษให้กับคนไทย นั่นคือเป้าหมายสูงสุดของเรา” สองผู้ก่อตั้งกล่าวทิ้งท้ายถึงเป้าหมายที่มุ่งมั่นนับตั้งแต่วันแรกที่เริ่มธุรกิจจนถึงวันนี้และในอนาคต

 

อ่านเพิ่มเติม

 


BACK TO TOP