Nubank เพชรฆาตแห่งโลกธนาคาร - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

Nubank

Nubank เพชรฆาตแห่งโลกธนาคาร

Forbes Thailand / Admin
11 Dec 2021 | 9:57 am 197

ไม่ใช่แค่คุณคนเดียวที่เบื่อค่าธรรมเนียมแพงกระฉูด และบริการแย่ๆ ผู้ก่อตั้ง Nubank ธนาคารไร้ค่าธรรมเนียมกลายเป็นธนาคารดิจิทัลที่มีมูลค่าสูงสุดในโลก และลูกค้า 35 ล้านรายของเขาก็เบื่อพอๆ กัน

David Velez ตั้งใจที่จะยกเลิกค่าธรรมเนียมราคาแพงกับบริการแย่ๆ ของธนาคารรายใหญ่ในบราซิล โดยเขาได้ก่อตั้ง ​Nubank ขึ้นมา ซึ่ง ​Nubank นี้ประสบความสำเร็จยิ่งกว่าความฝันซะอีก

แต่ก่อนที่จะประสบความสำเร็จ เมื่อฤดูร้อนปี 2012 David Velez ย้ายไปยัง Sao Paulo ด้วยดีกรี MBA จาก Stanford ที่เขาเพิ่งได้รับมาหมาดๆ พร้อมกับตำแหน่งงานอันเลิศเลอในฐานะหุ้นส่วนของ Sequoia Capital หลังจากที่ Douglas Leone นายใหญ่ Sequoia ตัดสินใจว่าจ้างหนุ่มโคลอมเบียวัย 30 ปีมาทวงตำแหน่งยักษ์ใหญ่แห่งธุรกิจร่วมลงทุนในประเทศบราซิล ประเทศในวัยเยาว์ที่อุดมไปด้วยทรัพยากรและประชากร 200 ล้านคน มีเศรษฐกิจเติบโตปีละ 4% มานับทศวรรษจนกลายเป็นประเทศเศรษฐกิจอันดับ 7 ของโลก

แต่เมื่อถึงวันที่ 1 ตุลาคม Leone มีข่าวร้ายจะแจ้งให้ Velez ทราบ โดยหลังจากที่พิจารณาข้อเสนออันไร้ชีวิตชีวาจากบรรดาผู้ประกอบการชาวบราซิล อีกทั้งยังได้ยินมาว่า มหาวิทยาลัยอันดับ 1 อย่าง University of Sao Paulo ผลิตบัณฑิตสาขาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ได้ปีละเพียง 42 คน เขาก็ยอมแพ้ การผจญภัยในประเทศบราซิลของ Sequoia สิ้นสุดลงแค่นั้น

David Velez

ก่อนถึงวันเกิดผมพอดี ถึงกับตกใจไปเหมือนกัน Velez ยอมรับ อย่างไรก็ตามเขาใฝ่ฝันมาตลอดว่าอยากก่อตั้งธุรกิจสตาร์ทอัพของตนเอง และมองเห็นโอกาสจากความขาดแคลนนักนวัตกรรมชาวบราซิล ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้บรรดาผู้ร่วมลงทุนคนอื่นๆ ในประเทศยอมยกธงขาวคุณต้องวางตำแหน่งของตัวเองในส่วนตลาดที่ยังขาดแคลน Velez อธิบายในสหรัฐฯ มีผู้ประกอบการดีๆ เหลือเฟือ คนที่มีประวัติการทำงานและประสบการณ์อย่างผมมีให้เห็นทั่วไปหมด ต่างจากในลาตินอเมริกาซึ่งขาดแคลนมากๆ

ต่อมาไม่นานเขาวางเป้าหมายได้อย่างหนึ่งคือ ธนาคารขนาดใหญ่ที่ชาวบราซิลเรียกมันว่า ธนาคารไร้คนต่อกร แต่ Velez เห็นว่า ธนาคารเหล่านี้ซึ่งมีชื่อเสียงฉาวโฉด้านการเก็บค่าธรรมเนียมที่แพงลิบลิ่ว มีบริการที่ย่ำแย่ และดูเหมือนว่ายังขาดความใส่ใจเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ กำลังเป็นเป้าให้ถูกโจมตี

เพียงไม่ถึง 10 ปีหลังจากธนาคาร Nubank ของ Velez ก่อตั้งใน Sao Paulo ก็มีฐานลูกค้า 35 ล้านคน และได้รับการประเมินมูลค่าสูงถึง 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ Velez ซึ่งดำรงตำแหน่งซีอีโอ นั้นถือหุ้น 23% ซึ่ง Forbes ประเมินว่า มีมูลค่า 5.2 พันล้านเหรียญ

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในบราซิลไม่ต่างอะไรกับการปฏิวัติโดยแท้จริง นับเป็นสัญญาณเตือนไปยังธนาคารที่ครองตลาดในเวลานี้ว่า พวกเขาอยู่เฉยๆ มานานเกินไปแล้ว Nigel Morris ผู้ร่วมก่อตั้ง Capital One และเป็นนักลงทุนใน Nubank กล่าว

“David กำลังจะสร้างมหาอำนาจแห่งการเงินในลาตินอเมริกาที่มีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านเหรียญ คือคำทำนายของ Woody Marshall หุ้นส่วนของ TCV และ เป็นนักลงทุนอีกคนหนึ่งใน Nubank ด้วยเงินลงทุน 1.2 พันล้านเหรียญ ในบรรดาบริษัทที่ได้ทุนสนับสนุนจากเศรษฐีพันล้านและยินดีวางเดิมพันข้าง Velez ประกอบไปด้วย DST Global ของ Yuri Milner, Founders Fund ของ Peter Thiel, Tiger Global ของ Chase Coleman และที่ขาดไม่ได้คือ Leone และ Sequoia

สิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจไม่แพ้กันคือ Velez สร้างบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านฟินเทคขึ้นมาในช่วงเวลาที่บราซิลซึ่งเคยรุ่งเรืองมาก่อนนั้นประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอย ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน และการระบาดของโควิด-19 พอดี ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงเตือนจากชาวบราซิลว่า พวกธุรกิจธนาคารจะต้องพยายามขัดขวางเขาแน่ๆ หรือหากเลวร้ายกว่านั้นพวกมันจะฆ่าคุณ และลักพาตัวลูกๆ ของคุณไป Velez บอกเล่าคำพูดของเพื่อนคนหนึ่ง

ก่อนจะมาเป็นเพชรฆาต

ในวัยเด็ก Velez ได้เห็นบรรดาผู้ประกอบการต้องฝ่าฟันความยากลำบาก เขาเกิดที่ประเทศโคลอมเบียในปี 1981 ครอบครัวของเขาเหมือนเป็นชุมชนนักธุรกิจย่อมๆ (พี่น้อง 11 คนของพ่อเขาส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการ) เขาเห็น Medellín บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองได้รับความเสียหายจากสงครามยาเสพติด และจำได้ว่าครั้งหนึ่งเขากับครอบครัวออกจากห้างสรรพสินค้าเพียงไม่กี่นาทีก่อนเกิดเหตุระเบิด

หลังจากที่คุณลุงของเขาถูกลักพาตัวและได้รับความช่วยเหลือออกมาได้สำเร็จ Velez วัย 9 ขวบในเวลานั้น พร้อมกับพ่อแม่และพี่น้อง 2 คน (ปัจจุบันทั้งคู่ก็เป็นผู้ประกอบการ) จึงย้ายไปยังคอสตาริกา คุณพ่อของ Velez ซึ่งเคยเป็นเจ้าของร่วมโรงงานกระดุมเล็กๆ แห่งหนึ่งกับพี่น้องอีก 2 คนในโคลอมเบียสร้างโรงงานแห่งใหม่ขึ้นที่นั่น

Velez เข้าเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษาภาษาเยอรมันในท้องถิ่น และจบการศึกษาด้วยคะแนนสูงสุดของรุ่น พร้อมคว้าโอกาสเข้าศึกษาต่อที่ Stanford เขาเรียนวิชาเอกวิศวกรรมศาสตร์ และปรารถนาที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของกระแสธุรกิจสตาร์ทอัพใน Silicon Valley แต่เมื่อ Google ถือกำเนิดขึ้นมาในหอพักของ Stanford นักศึกษาอย่าง Velez กลับไม่สามารถคิดไอเดียเจ๋งๆ ออกมาได้

หลังจบการศึกษาเขาจึงเลือกเส้นทางที่ปลอดภัยกว่าคือ เข้ารับงานวาณิชธนกิจที่ Morgan Stanley 2 ปีต่อมาเขาย้ายไปร่วมงานกับ General Atlantic บริษัทลงทุนในหุ้นนอกตลาดเพื่อขยายการลงทุนในลาตินอเมริกา

ในปี 2010 เขาย้ายกลับมาศึกษาต่อ MBA ที่ Stanford ในเวลานั้นเขาหวังว่าจะได้พัฒนาแนวคิดสำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพของตนเอง พร้อมบริหารงานด้วยสัญชาตญาณนักล่า อย่างไรก็ตามขณะที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่นั้น เขาได้รับการว่าจ้างจาก Leone ให้มาพัฒนากิจการของ Sequoia ในลาตินอเมริกา แต่เมื่อโอกาสนั้นสลายไป เขาจึงกลับไปอยู่บ้านพ่อแม่ที่คอสตาริกาเพื่อวางแผนต่อ

Velez ไม่มีแววเป็นเพชฌฆาตแม้แต่น้อย เขาเป็นคนนิ่งๆ ก่อนเกิดโรคระบาดเขาจะเริ่มต้นการประชุมด้วยการทำสมาธิเป็นเวลา 1 นาที ในเวลาว่างเขาชอบอ่านหนังสือนวนิยาย โดยมีนิยายเล่มโปรดคือ One Hundred Years of Solitude ของ García Marquez นอกจากนี้ เขายังเป็นแฟนหนังสือเรื่อง Atlas Shrugged ของ Ayn Rand ด้วย

เขาได้เรียนรู้สมัยอยู่ในแวดวงร่วมลงทุนและที่ Stanford ว่าผู้ประกอบการสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างยิ่งใหญ่ หากรู้จักใช้เทคโนโลยีกำจัดตำแหน่งงานส่วนเกินที่ขาดการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศบราซิลคืออะไร ธนาคารยังไงเล่า และอุตสาหกรรมที่ทำกำไรได้มากที่สุดก็คือ ธนาคารเช่นกัน Velez กล่าว

สนามรบแห่งวงการธนาคาร

เมื่อมองย้อนกลับไปจะเห็นว่าธนาคาร 5 แห่งคือ Itau, Bradesco, Santander, Banco do Brasil และ Caixa ครองตลาดในบราซิลไปแล้ว 80% พร้อมกับทำกำไรมหาศาลจากการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยสูง คิดค่าธรรมเนียมสุดโต่ง สวนทางกับการบริการอันย่ำแย่ธนาคารบราซิลแย่มาก เป็นอย่างนี้มานานแล้วและคงจะเป็นอย่างนี้ต่อไป Velez เล่าให้ฟังว่า เพื่อนชาวบราซิลคนหนึ่งบอกเขามา

แต่เมื่อเริ่มต้นยุค 2010 Velez เห็นความนิยมอินเทอร์เน็ตบรอดแบรนด์และโทรศัพท์สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วประเทศอันกว้างใหญ่แห่งนี้เป็นโอกาสดีมากๆ ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอย่างธนาคารซึ่งไม่มีใครสนใจมาก่อน เพราะคิดว่า มันเป็นไปไม่ได้

เขากล่าวเสริมด้วยว่า “นูแบงก์อาจจะไม่มีโอกาสได้เกิดขึ้นมาจากผลงานของคนในประเทศเลยด้วยซ้ำ ต้องเป็นระดับนักลงทุนจาก Silicon Valley ที่เคยเห็นเรื่องราวของมดผู้ล้มช้างได้สำเร็จ เพราะถ้าเป็นนักลงทุนจากลาตินอเมริกามาเห็นเข้าก็คงจะบอกว่า ทำไม่ได้หรอก คงจะโดนช้างขยี้ตายเสียมากกว่า

Velez ใช้เวลาหลายเดือนพูดคุยกับคนในอุตสาหกรรมธนาคาร พร้อมกับศึกษาธนาคารดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น Capital One ในสหรัฐฯ และ ING Direct ในยุโรป และเริ่มวางเส้นทางของตนเอง โดยจะให้ Nubank เริ่มต้นจากบัตรเครดิต จากนั้นจะขยายสู่บริการอื่นๆ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดค่าธรรมเนียมให้ต่ำกว่าบรรดาธนาคารยักษ์ใหญ่

Cristina Junqueira

ต่อมาจะใช้การอำนวยความสะดวกโค่นพวกนั้นลงให้ได้ Velez เดินทางกลับไปยังสำนักงานที่ Menlo Park ของ Sequoia ใน California ได้ทุน 1 ล้านเหรียญมาจาก Leone ผู้เป็นคนให้คำปรึกษากับเขา รวมถึงบรรดาอดีตหุ้นส่วนในธุรกิจร่วมลงทุน ขณะที่ Kaszek บริษัทจากอาร์เจนตินาร่วมสมทบทุนอีก 1 ล้านเหรียญ

Roelof Botha หุ้นส่วนใน Sequoia บอกกับ Velez ว่า เขาจำเป็นต้องมีผู้ร่วมก่อตั้งที่มีประสบการณ์ในธุรกิจธนาคาร Velez จึงได้พบและตัดสินใจว่าจ้าง Cristina Junqueira วิศวกรชาวบราซิลวัย 30 ปีผ่านเพื่อนคนหนึ่ง เธอจบการศึกษาหลักสูตร MBA จากสถาบัน Kellogg ของ Northwestern และเพิ่งลาออกจากงานบริหารส่วนธุรกิจบัตรเครดิตที่ Itau

นอกจากนี้ ยังคว้าตัว Edward Wible บัณฑิตสาขาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จาก Princeton ชาวอเมริกันวัย 30 ปี ที่เขารู้จักสมัยร่วมงานกันที่ Sequoia เข้ามาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งคนที่ 3 เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีของธนาคารดิจิทัลแห่งใหม่นี้

ทั้ง 3 เปิดสาขาขึ้นในบ้านเช่าที่ Sao Paulo ซึ่ง Wible พักอาศัยอยู่ชั้นบน ในเดือนสิงหาคม ปี 2014 พวกเขาระดมทุนได้ 15 ล้านเหรียญในรอบ Series A โดยมี Sequoia เป็นผู้นำ มี Nigel Morris เข้าร่วมลงทุนผ่าน QED บริษัทร่วมลงทุนในธุรกิจฟินเทคที่มีความชำนาญเฉพาะทาง

 

Edward Wible

เดือนต่อมา พวกเขาก็ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์แรกคือบัตรเครดิต เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถเริ่มต้นกิจการด้วยผลิตภัณฑ์ที่เป็นบัญชีธนาคารได้ เพราะมีอุปสรรคสำคัญคือ ต้องมีใบอนุญาตตามกฎบัตรธนาคาร ซึ่งเป็นบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญบราซิลที่ห้ามชาวต่างชาติเป็นเจ้าของธนาคาร แต่สำหรับบริการบัตรเครดิตไม่จำเป็นต้องได้รับใบอนุญาต

นอกจากนี้ บัตรเครดิตในบราซิลยังมีอัตราดอกเบี้ยสูงสิบลิ่วถึง 200-400% ต่อปีในเวลานั้น เท่ากับว่าลูกค้าจะต้องเลือกว่าจะชำระเต็มจำนวนแต่ในละเดือนหรือจ่ายกำไรเล็กๆ ให้กับ Nubank

แม้ว่าหลักๆ แล้ว Velez ตั้งเป้าที่จะทำเงินจากค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตในส่วนของร้านค้า (ร้านค้าต้องแบ่งยอดขายจากการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตให้แก่ผู้ออกบัตรเครดิตและธนาคารในอัตรา 5%) แต่เขาก็ไม่ปฏิเสธการเรียกเก็บค่าปรับและดอกเบี้ยจากผู้ชำระเงินล่าช้าเช่นกัน

พวกเขาเลือกใช้กลยุทธ์เชือกกำมะหยี่ที่ใช้กันบ่อยใน Silicon Valley แทนการเจียดเงินอันน้อยนิดมาลงทุนด้านการตลาด โดยกลยุทธ์นี้จะเริ่มต้นจากการได้รับคำเชิญจากเพื่อนเพื่อสมัครบัตรเครดิต ซึ่งนอกจากจะเพิ่มความรู้สึกพิเศษให้แก่ลูกค้าแล้ว ดูเหมือนว่า ชาวบราซิลจะถูกใจกลยุทธ์นี้มากๆ

อีกทั้งยังไม่คิดค่าธรรมเนียมรายปี และรับหน้าที่ดำเนินขั้นตอนการสมัครผ่านแอปอีกด้วย โดยผู้ที่มีคุณสมบัติผ่านจะได้รับการแจ้งเตือนภายในเวลาไม่กี่นาที และในอีก 2 วันถัดมาบัตรเครดิตสีม่วงก็จะส่งไปให้ถึงที่ นอกจากนี้ ทุกอย่างตั้งแต่การขอเพิ่มวงเงินไปจนถึงการชำระเงิน และการรายงานการทุจริตสามารถดำเนินการผ่านแอปได้ทั้งหมด

ในทางตรงกันข้าม ธนาคารเกือบทั้งหมดในบราซิลมักจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมรายปีขั้นต่ำก็ 20 เหรียญ แม้กระทั่งกับบัตรเครดิตพื้นฐานที่สุด และนั่นแค่เริ่มต้นเท่านั้น

ธนาคารยังเรียกเก็บค่าธรรมเนียมรายเดือนได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันการทุจริตไปจนถึงการส่งข้อความแจ้งเตือน จากบทวิเคราะห์ของ JPMorgan ระบุว่า ในปี 2019 ธนาคารในบราซิลมีรายได้จากค่าธรรมเนียมคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 40% ของรายได้ทั้งหมด เมื่อเปรียบเทียบกับ 15-20% ในเม็กซิโก อาร์เจนตินา เปรู และชิลี

ในเวลานี้ Nubank กำลังสร้างความกดดันให้กับบรรดาธนาคารที่กินค่าธรรมเนียมจนอ้วนพี ขณะที่ธนาคารขนาดใหญ่พยายามต้านทานอย่างสุดกำลัง

บราซิล ประเทศแห่งอนาคตที่ไม่มีวันมาถึง

ในอดีตมักจะพูดกันว่าบราซิลเป็นประเทศแห่งอนาคตและจะเป็นเช่นนั้นเสมอซึ่งหมายถึงประเทศที่เศรษฐกิจมีการพึ่งพาทรัพยากรและมีวัฏจักรแห่งความรุ่งเรืองและล่มสลายสลับกันไป อีกทั้งยังหมายถึงการผลาญศักยภาพอันมากมายมหาศาลครั้งแล้วครั้งเล่า

หากทุกคนมองเห็นภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค และเกือบทุกคนรู้สึกหวาดกลัว แปลว่าเป็นโอกาสที่เราจะได้สร้างสรรค์สิ่งตรงข้ามกันนั้นขึ้นมา เรามองว่า ในระยะเวลาอีก 10, 20 หรือ 30 ปี บราซิลจะพบทางออก Velez กล่าว

ปลายปี 2014 บราซิลประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง แต่อีกเพียง 12 เดือนให้หลังก็มีผู้ลงชื่อในรายการรอสมัครบัตรเครดิตของ Nubank ถึงกว่า 1 ล้านคน ทั้งนี้เพื่อป้องกันความเสียหายของตนเอง ทางธนาคารทำการอนุมัติผู้สมัครไปเพียงร้อยละ 20 เท่านั้น พร้อมจำกัดวงเงินต่ำสุดๆ ซึ่งมีวงเงินให้เพียง 14 เหรียญเท่านั้น โดยจะเพิ่มวงเงินบัตรให้หากชำระเงินตรงเวลา

นอกจากนี้ Nubank ยังทดสอบวิธีการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องในการใช้ข้อมูลประเมินความเสี่ยง เช่น พิจารณาประวัติการชำระเงินของลูกค้าที่เป็นผู้แนะนำผู้สมัครบัตรเครดิตประกอบข้อมูลเครดิตของตัวผู้สมัครเองด้วย

ในปี 2016 ธนาคารดิจิทัลแห่งนี้มีลูกค้าที่ได้รับอนุมัติบัตรเครดิตจำนวน 1 ล้านคน เกือบทั้งหมดมาจากการบอกเล่าปากต่อปากและลูกค้าอ้างอิง ทำให้ Velez รู้สึกว่าเขาพร้อมที่จะเร่งเครื่องแล้ว

บัตรสีม่วง สัญลักษณ์ของ Nubank

เดือนธันวาคมปีเดียวกันนั้นเอง ในรอบการระดมทุนที่นำโดยบริษัทร่วมลงทุนของ Yuri Milner นั้น Velez ปิดรอบการระดมทุนได้มา 80 ล้านเหรียญ ทั้งนี้เพื่อให้เห็นภาพที่แท้จริง PitchBook คำนวณว่า ธุรกิจสตาร์ทอัพรายอื่นๆ ในบราซิลมีมูลค่าการระดมทุนจากการร่วมลงทุนรวมกันแล้วเพียง 340 ล้านเหรียญในปีที่ผ่านมา

Velez จัดสรรเงินส่วนหนึ่งมาว่าจ้างพนักงานสายเทคโนโลยี โดยเปิดสำนักงานในเยอรมนีเพื่อที่จะเข้าถึงคนเก่งๆ ได้มากขึ้น

ธนาคารแบบเต็มตัว

ในที่สุดพอถึงเดือนพฤษภาคม ปี 2017 เมื่อประธานาธิบดีมีคำสั่งยกเว้นระเบียบว่าด้วยการเป็นเจ้าของโดยชาวต่างชาติ Nubank จึงได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคาร ทำให้พวกเขาสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์เช็คและบัญชีเงินฝากได้ ซึ่งทั้งหมดให้บริการในรูปแบบดิจิทัล

ในขณะที่ธนาคารอื่นๆ ที่มีอยู่คิดค่าธรรมเนียมสูงถึงเดือนละ 10 เหรียญต่อบัญชี และคิดค่าธรรมเนียมพิเศษหากถอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม หรือมีการใช้บริการพื้นฐานอื่นๆ แต่ ธนาคารแห่งนี้ให้บริการบัญชีเงินฝากแบบไม่มีค่าธรรมเนียม ยกเว้นแต่เพียงค่าธรรมเนียม 1.20 เหรียญจากการใช้งานผ่านตู้เอทีเอ็มของธนาคารอื่น ภายในเวลาเพียง 5 เดือนลูกค้าบัตรเครดิตของ Nubank จำนวน 1.5 ล้านคนจากทั้งสิ้น 4 ล้านคนก็หันมาเปิดบัญชี

Nubank เติบโตอย่างรวดเร็ว ในปี 2019 ซึ่งมีโรคระบาดพวกเขาทำรายได้ 523 ล้านเหรียญ และมีผลขาดทุน 78 ล้านเหรียญ จากนั้นกลับเติบโตเร็วยิ่งขึ้นด้วยอานิสงส์จากการประกาศล็อกดาวน์และความหวาดกลัวของผู้คน เช่นเดียวกับบริษัทฟินเทคผู้ให้บริการลูกค้ารายอื่นๆ แม้กระทั่งผู้สูงวัยชาวบราซิลยังหันมาใช้บริการธนาคารผ่านโทรศัพท์มือถือและเว็บไซต์

ในปี 2020 รายได้ของ Nubank เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเป็น 963 ล้านเหรียญ ขณะที่ผลขาดทุนลดลงเหลือ 44 ล้านเหรียญ

ไม่น่าประหลาดใจเลยที่ธนาคารดิจิทัลหลายแห่งในบราซิลเดินตามกันมาติดๆ ขณะที่ธนาคารในรูปแบบเดิมๆ หันไปทุ่มเงินลงทุนมหาศาลด้านเทคโนโลยีบางแห่งถึงกับเปิดตัวบริการดิจิทัลล้วนๆ ขึ้นมาเป็นของตัวเอง ซึ่ง Vélez ตอบโต้ด้วยการสร้างสรรค์บริการใหม่ๆ

ในปีที่แล้ว Nubank ไปคว้าแพลตฟอร์มบุกเบิกด้านการลงทุนดิจิทัลมาได้สำเร็จ พร้อมกับเปิดตัวผลิตภัณฑ์ประกันภัย และสามารถขายกรมธรรม์ได้ 100,000 ฉบับในช่วง 2 เดือนแรก

แม้ว่าความหลากหลายดังกล่าวจะเป็นคุณสมบัติสำคัญของธนาคารดิจิทัล แต่มีเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จ “นูแบงก์คือข้อยกเว้น และเป็นผู้พิสูจน์หลักการนี้ Morris แห่ง QED กล่าว นอกจากนี้ ยังสามารถรักษาความพึงพอใจของลูกค้าในระดับที่แข็งแกร่งอีกด้วย

จากการสำรวจของ JPMorgan เมื่อไม่นานมานี้พบว่า คะแนน Net Promoter Score ของ Nubank (เกณฑ์วัดความพึงพอใจของลูกค้า) อยู่ที่ 86 เมื่อเปรียบเทียบกับ Itau ซึ่งได้ 53 คะแนน และ Bradesco 43 คะแนนที่นูแบงก์พวกเขาจะแสดงให้เห็นว่าคุณทำอะไรได้บ้าง คุณกดปุ่มแค่นี้ก็ได้แล้ว Bruno Alves ลูกค้าวัย 28 ปีจาก Salvador เมืองทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิลกล่าว

Nubank ขยายกิจการไปยังอาร์เจนตินาและเม็กซิโกในปี 2019 ก่อนรุกเข้าสู่โคลอมเบีย ประเทศบ้านเกิดของเขาในปีที่ผ่านมา แม้ว่าการประชุมส่วนใหญ่จะจัดขึ้นเป็นภาษาอังกฤษเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่พนักงานที่มาจากนานาประเทศ แต่ Velez ไม่มีแผนที่จะขยายกิจการข้ามไปยังตอนเหนือ

Velez พบกับภรรยา Mariel Reyes Milk ในปี 2013 ในงานชุมนุมธุรกิจระหว่างประเทศที่บาร์แห่งหนึ่งใน Sao Paulo ทั้งสองเป็นคู่รักที่มีอิทธิพลระดับนานาชาติ โดยฝ่ายหญิงมีคุณแม่เป็นชาวอเมริกันและคุณพ่อเป็นชาวเปรู แต่เธออาศัยทั้งที่อุรุกวัย สหรัฐฯ และฟิลิปปินส์ขณะทำงานให้กับ World Bank

ลูกๆ ทั้ง 3 คนเป็นพลเมืองบราซิล ขณะที่ Velez เองเป็นพลเมืองของทั้งโคลอมเบียและคอสตาริกาภรรยากับผมมักจะพูดอยู่เสมอว่า เราไม่มีประเทศ ไม่มีรากเหง้าเขาให้สัมภาษณ์อย่างติดตลกกับนิตยสารฉบับหนึ่งในบราซิลเมื่อปี 2019 เราอยู่มาหลายประเทศ ไปที่ไหนก็เป็นชาวต่างชาติที่นั่น

แม้ว่า Velez ไม่มีแผนที่จะเปิดสาขาในสหรัฐฯ แต่เขากำลังพิจารณาจะนำ Nubank เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่นั่น หลักๆ แล้วเรียกว่า เป็นกิจกรรมทางการตลาดมากกว่าแต่เขาไม่ได้รีบร้อนอะไรเรายังอยู่ในวินาทีแรกของนาทีแรกของช่วงครึ่งแรกในการแข่งขันฟุตบอลเท่านั้นเองพ่อเพชฌฆาตใจดีกล่าวในลาตินอเมริกาพวกเขาเปรียบเทียบทุกอย่างกับฟุตบอล

เรื่อง: Jeff Kauflin, Maria Abreu และ Antoine Gara เรียบเรียง: รันรัน ภาพ: Gabriel Rinaldi

อ่านเพิ่มเติม:


คลิกอ่านฉบับเต็ม และบทความทางด้านธุรกิจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนตุลาคม 2564 ในรูปแบบ e-magazine

BACK TO TOP