Nima Ghamsari แห่ง Blend Labs อดีตมือพนันผู้พลิกโฉมสินเชื่อบ้าน - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • America
  • World >
  • Nima Ghamsari แห่ง Blend Labs อดีตมือพนันผู้พลิกโฉมสินเชื่อบ้าน
Blend Labs

Nima Ghamsari แห่ง Blend Labs อดีตมือพนันผู้พลิกโฉมสินเชื่อบ้าน

Forbes Thailand / Admin
25 Dec 2021 | 9:29 am 343

Blend Labs ฟินเทคที่พร้อมจะเข้ามาปฏิรูปการกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัย อีกทั้งยังเดินหน้ารุกสินเชื่ออื่นๆ โดย Nima Ghamsari ได้วางพนันไว้กับเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ของทางบริษัทในการเพิ่มประสิทธิภาพของวงการนี้

Nima Ghamsari อดีตนักเล่นโป๊กเกอร์กึ่งอาชีพเดิมพันสุดตัวว่าฟินเทคจะไม่ใช่แค่สำหรับสตาร์ทอัพเท่านั้นแต่เขาสร้าง Blend Labs ให้กลายเป็นธุรกิจมูลค่ากว่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเปลี่ยนการกู้แบบใช้กระดาษ ซึ่งผลิตมาจากต้นไม้ที่ตายแล้วจากบรรดาผู้กู้สินเชื่อบ้านที่เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศมาเป็นการใช้ระบบดิจิทัลแทน และเขากำลังจะพาบริษัทนี้เข้าตลาดหลักทรัพย์

Nima Ghamsari (Ethan Pines for Forbes)

หนึ่งในบรรดาเรื่องน่าประหลาดใจของเศรษฐกิจในช่วงโรคระบาดคือ ตลาดที่อยู่อาศัยกำลังเฟื่องฟู เป็นเพราะชาวเมืองพากันทิ้งเมืองใหญ่ และครอบครัวที่ต้องทำงานจากบ้านที่แออัดก็ต่างพากันเสนอราคาซื้อบ้านชานเมืองหลังใหญ่ๆ อีกทั้งดอกเบี้ยที่ดิ่งลงถึงระดับต่ำสุดก็ได้เชื้อเชิญบรรดาเจ้าของบ้านให้รีไฟแนนซ์กันมากเป็นประวัติการณ์ จนถึงเมื่อสิ้นที่ปีที่ผ่านมามีการปิดบัญชีสินเชื่อ 13.6 ล้านบัญชี คิดเป็นมูลค่า 4.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำลายสถิติตลอดกาลเมื่อปี 2003 ที่ 3.7 ล้านล้านเหรียญ

มันเป็นอะไรที่น่าอัศจรรย์ใจเมื่อคิดถึงว่าการกู้ยืมส่วนใหญ่แบบพบหน้ากันแบบตัวเป็นๆ เป็นสิ่งต้องห้าม และเจ้าหน้าที่สินเชื่อทำงานจากสำนักงานชั่วคราวที่บ้านจนหืดขึ้นคอขณะลูกๆ ของพวกเขาเข้าชั้นเรียนทางไกล และเจ้าหมาส่งเสียงเห่าอยู่เบื้องหลัง

ความจริงก็คือ ตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยอาจจะถึงคราวดับดิ้นสิ้นไปถ้าไม่ใช่เพราะอาวุธลับที่ชื่อว่า Nima Ghamsari ผู้อพยพชาวอิหร่านวัย 35 ปี ที่ทำเงินได้หลายแสนเหรียญจากการเล่นโป๊กเกอร์ออนไลน์ขณะเรียนอยู่ที่ Stanford

เมื่อเรียนจบเขาเข้าร่วมกับบริษัทสตาร์ทอัพด้านบิ๊กดาต้าที่เป็นความลับชื่อ Palantir Technologies จากนั้นเมื่ออายุได้เพียง 26 ปี เขาล้มเลิกงานในฝันนั้นแล้วหันไปตั้ง Blend Labs บริษัทสตาร์ทอัพซอฟต์แวร์ของเขาเองในปี 2012 “ผมรู้สึกอยู่เสมอว่า ผมอยากเดิมพันกับตัวเอง ผมยินดีที่จะเสี่ยงแบบสุดตัว” เขากล่าวอย่างเรียบเฉย

แม้ Blend Labs จะไร้ตัวตนในกลุ่มผู้กู้ยืมทั่วไป และเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นๆ ก็ถือว่าไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรใน Silicon Valley ที่เป็นถิ่นของตัวเองนัก แต่ Blend สร้างผลกระทบได้อย่างน่าประหลาดใจ

ตอนนี้ทางบริษัทเป็นผู้จัดหาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลให้กับธนาคารของสหรัฐฯ 287 แห่ง รวมทั้งธนาคารผู้ปล่อยสินเชื่อรายใหญ่อย่าง Wells Fargo และ First Republic Bank โดยในปี 2020 มีการใช้ซอฟต์แวร์ของ Blend ในการประมวลผลสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อผู้บริโภคมูลค่า 1.4 ล้านล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัวจากปีก่อนหน้า

จำนวนพนักงานของบริษัทเพิ่มจาก 425 คนในช่วงก่อนเกิดโรคระบาดมาเป็น 750 คน รายได้ของ Blend เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวจากปีที่แล้วเป็นราว 100 ล้านเหรียญจากการประมาณการของ Forbes

Blend มีส่วนสำคัญอย่างมากในการทำให้ การสมัครการพิจารณา และการจบกระบวนการสินเชื่อ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยกินเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนในการจัดการเอกสาร ส่งอีเมล ส่งแฟกซ์ คุยโทรศัพท์ ซึ่งตอนนี้สามารถทำผ่านช่องทางดิจิทัลได้เกือบทั้งหมดแล้ว ทาง MarketWise Advisors บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการคาดว่า Blend ช่วยประหยัดเวลาดำเนินการได้เฉลี่ยถึง 7.3 วัน และค่าดำเนินการ 520 เหรียญต่อ 1 สินเชื่อ รวมทั้งทำให้เจ้าหน้าที่สินเชื่อคนหนึ่งๆ สามารถปิดงานได้เดือนละ 14 สินเชื่อ

Blend สามารถผสานได้อย่างไร้รอยต่อกับ CoreLogic ในด้านการตรวจสอบคะแนนความน่าเชื่อถือของผู้ขอกู้ และกับ Plaid ในการตรวจสอบบัญชีธนาคาร รวมทั้งกับ Google Maps เพื่อค้นหาข้อมูลที่ตั้ง ทั้งหมดทั้งมวลนี้ช่วยให้ธนาคารบางแห่งสามารถอนุมัติสินเชื่อแบบคร่าวๆ อย่างรวดเร็วให้กับผู้ที่ต้องการซื้อบ้านด้วยการคลิกเพียงไม่กี่ครั้ง นับเป็นข้อดีอย่างมากสำหรับตลาดที่อยู่อาศัยที่กำลังมาแรง

“เราต่างก็เครียดไปตามๆ กันกับปริมาณที่ล้นหลามเมื่อปีที่แล้ว” Tom Wind กรรมการผู้จัดการใหญ่ที่ US Bank Home Mortgage หนึ่งในลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของ Blend กล่าว “เราสามารถให้บริการลูกค้าเป็นจำนวนมากกว่าในปีที่แล้วเพราะความมีประสิทธิภาพที่เราได้รับจาก Blend” ในปี 2020 US Bank ทำรายได้จากค่าธรรมเนียมสินเชื่อเพิ่มขึ้นร้อยละ 136 โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มพนักงาน

Ghamsari และ Blend ได้สร้างผลงานด้วยการทำสิ่งที่ต่างไปจากธรรมเนียมปฏิบัติบนเส้นทางของชาว VC บนถนน Sand Hill โดยแทนที่จะหาทางสร้างความปั่นป่วนให้กับธุรกิจของบรรดาธนาคาร (ซึ่งเป็นเป้าหมายโดยทั่วไปของฟินเทค) เขาตัดสินใจเข้าไปช่วยปรับปรุงงานและคิดค่าบริการ เหตุผลของเขาก็คือ เขาไม่ต้องเสียเวลาและเงินทองไปกับการตลาดเพื่อผู้บริโภค แต่สามารถทำให้บริการทางการเงินง่ายขึ้นเพื่อเข้าถึงผู้บริโภค 100 ล้านคนแทนที่จะเป็นแค่ 1 หรือ 2 ล้าน

(Photo Credits: New York Stock Exchange)

ในเดือนมกราคมหลังเพิ่งผ่านพ้นปีที่ดีเยี่ยมไป Blend ระดมทุนได้ 300 ล้านเหรียญจากนักลงทุนชั้นนำจำนวนหนึ่งจากการประเมินมูลค่าธุรกิจที่ 3.3 พันล้านเหรียญ เป็นการเพิ่มมูลค่าขึ้นเท่าตัวในช่วงเวลา 5 เดือน โดยในกลุ่มคนเหล่านั้นมี Chase Coleman แห่ง Tiger Global และ Phillip Laffont เจ้าของ Coatue Management อยู่ด้วย

เมื่อเดือนเมษายน Blend ยื่นเอกสารลับให้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สำหรับดำเนินการเสนอขายหุ้นแก่สาธารณชนครั้งแรก (IPO) ซึ่ง (เนื่องจาก Blend มีโครงสร้างการจ่ายค่าตอบแทนด้วยเงินจูงใจเช่นเดียวกับ Tesla) อาจพา Ghamsari เข้าสู่เส้นทางของการเป็นเศรษฐีพันล้านถ้า Blend ไปได้สวย

โดยมีเสียงลือกันว่า SPACs ได้แสดงความสนใจที่จะควบรวมกับ Blend ที่มูลค่าเท่าตัวของการประเมินมูลค่าล่าสุดของบริษัท แต่ Ghamsari ไม่ต้องการแสดงความเห็นในเรื่องนี้

Blend เป็นบริษัทที่โดดเด่นในทำเนียบ Fintech 50 ของ Forbes ซึ่งรวบรวมบริษัทสตาร์ทอัพเอกชนที่สร้างความเปลี่ยนแปลงแก่บริการทางการเงิน โดย 20 บริษัทในทำเนียบ Fintech 50 ปีนี้เป็นบริษัทใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงพลังงานและการหลั่งไหลของเงินทุนจากธุรกิจร่วมทุนที่เข้าสู่ภาคธุรกิจนี้ อีกทั้งยังสะท้อนถึงผลกระทบจากโควิด-19 และความจริงที่ว่า 7 บริษัทที่ได้รับคัดเลือกเมื่อปีก่อน ซึ่งรวมถึงตลาดแลกเปลี่ยนซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Coinbase และ Opendoor Technologies บริษัทซื้อบ้านด้วยเงินสด ต่างก็แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน

เมื่อนับรวม Blend แล้วตอนนี้มีสมาชิกในทำเนียบ Fintech 50 อย่างน้อย 4 รายที่กำลังพิจารณานำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

บ้านหัวกะทิ

อย่างไรก็ตาม มีบริษัทเพียงไม่กี่แห่งที่สร้างผลกระทบต่อชีวิตคนเดินถนนได้มากอย่าง Blend นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 การเป็นเจ้าของบ้านได้เข้ามาอยู่ในใจกลางความฝันของอเมริกันชน เช่นเดียวกับที่มันได้เป็นฝันของครอบครัวของ Ghamsari

เขาย้ายจากอิหร่านมายังสหรัฐฯ เมื่อปี 1987 ตอนที่เขาอายุได้ขวบเดียว ขณะที่พ่อแม่ของเขาเข้าเรียนระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัย University of Michigan และจากนั้นจึงลงหลักปักฐานที่เมือง Cincinnati ณ ที่นั่นพ่อของเขาสอนคณิตศาสตร์ที่ University of Cincinnati ส่วนแม่ก็สอนวิชาเคมีที่ Xavier University

หลังจากอาศัยเช่าบ้านอยู่มาหลายปี ในที่สุดพ่อแม่ของเขาเห็นชอบกับสินเชื่อที่อยู่อาศัยเงินดาวน์ต่ำในปี 1998 และตกลงใจซื้อบ้านสองชั้นธรรมดาๆ หลังหนึ่งใน Cincinnati มาในราคา 100,000 เหรียญ มันเป็นสถานที่แห่งความมั่นคงที่ครอบครัวของเขาใช้สร้างความเจริญรุ่งเรือง ต่อมาพวกเขาทำธุรกิจเป็นแฟรนไชส์ของโรงเรียนกวดวิชา โดยจ้างลูกชายหัวกะทิของตัวเองให้เป็นคนให้คะแนนและสอนเด็กนักเรียน

Ghamsari ผู้ทะเยอทะยานใช้เวลาหมดไปกับหลายสิ่งหลายอย่างก่อนเรียนจบมัธยมปลายด้วยคะแนนเป็นที่ 1 ในชั้น และงานกวดวิชาก็เป็นหนึ่งและในหลายสิ่งที่ว่านี้ มีทั้งทำงานที่ McDonald’s, Starbucks และ Circuit City จนไปถึงรื้อคอมพิวเตอร์ Dell มาสร้างใหม่และเขียนโค้ดด้วยตนเอง

ที่ Stanford เขามีทุนที่ให้โดยพิจารณาจากความจำเป็นช่วยเขาจ่ายค่าเล่าเรียน แต่ Ghamsari ก็ได้ลองเล่นโป๊กเกอร์ออนไลน์เพื่อหาเงินมาช่วยจ่ายค่ากินอยู่อื่นๆ ไม่นานนัก เขาเล่นโป๊กเกอร์ทั้งวันทั้งคืนในช่วงที่ไม่มีเรียนและทำเงินได้ถึง 6 หลัก “มันเป็นการลิ้มรสครั้งแรกของผมกับประสบการณ์ที่เมื่อเราทุ่มเทพลังและความพยายามเพื่อทำให้ดีขึ้น เราจะเห็นว่าผลที่ออกมามันดีแค่ไหนในระยะยาว” เขากล่าว

เพื่อให้เวลากับโป๊กเกอร์มากขึ้น Ghamsari จึงซื้อรถกอล์ฟใช้แก๊สเพื่อไปไหนมาไหนในวิทยาเขตขนาด 8,000 เอเคอร์ของ Stanford ได้เร็วขึ้น “ผมใช้เวลาของผมให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการทำสิ่งต่างๆ ที่ผมต้องการทำ ผมพยายามทำทุกอย่างที่ไม่อยากทำให้มีประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่ทำได้ และถ้าจะให้ดีที่สุดคือ ทำให้มันหายไปจากชีวิต” เขาอธิบาย (หนึ่งในแนวทางที่ขโมยมาจาก Steve Jobs ทำให้เขามีเสื้อยืดสีดำมากถึง 30 ตัว เขาบอกว่าเพราะ “ผมไม่ชอบเสียเวลานั่งคิดว่าจะใส่เสื้อตัวไหน”)

(Photo Credits: Getty Images)

ตำรวจประจำวิทยาเขตไม่สนใจเรื่องเวลาอันมีค่าของนักศึกษาปริญญาตรีผู้ปราดเปรื่องและยึดรถกอล์ฟต้องห้ามของเขา “มองกลับไปแล้วมันก็เป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจ” เขายอมรับ

แต่ก็ไม่เป็นไร เมื่อเขาเรียนจบปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ในปี 2008 เขาก็ได้ซื้อรถ Aston Martin และได้เข้าทำงานที่ Palantir Technologies บริษัทสตาร์ทอัพด้านบิ๊กดาต้าที่มีสถานะเป็นความลับสุดยอด ซึ่งเดิมทีมีส่วนงานที่ดูแลงานร่วมลงทุนของ CIA เป็นผู้สนับสนุนด้านการเงิน

เขาได้รับมอบหมายให้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของ Palantir ในการเข้าไปติดตั้งซอฟต์แวร์ของบริษัทในธนาคารขนาดใหญ่ของอเมริกาที่กำลังสั่นคลอนในเวลานั้น โครงสร้างด้านเทคโนโลยีของธนาคารเหล่านี้นั้นทั้งเก่าแก่หลายสิบปีและไร้ระบบ ทำให้พวกเขาไม่เข้าใจปัญหาการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยในธนาคาร

Ghamsari ได้เห็นโอกาสมหาศาลที่จะสร้างความปั่นป่วนให้กับธนาคารพวกนี้ หรือช่วยเปลี่ยนแปลงพวกเขา

“ความเข้าใจที่ Palantir มีก็คือว่า ปริมาณข้อมูลที่องค์กรต้องบันทึกมีมากมายมหาศาลแต่มันไม่มีหนทางที่จะวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้นเพื่อนำมาใช้ในการดำเนินงาน” เขาบอก “คุณจำเป็นต้องอ่านจากหน้ากระดาษ เพราะข้อมูลทั้งหมดในอุตสาหกรรมสินเชื่อที่อยู่อาศัยในเวลานั้นทำกันแบบแอนะล็อก”

กำเนิด Blend Labs

Ghamsari ก็ไม่ต่างจากพนักงานคนอื่นๆ ที่ได้รับสิทธิ์ซื้อหุ้นบริษัท และสามารถเปลี่ยนมันเป็นเงินสดเมื่อ Palantir เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2020 แต่แทนที่จะทำเช่นนั้น ในปี 2012 เขากับเพื่อนร่วมงานอายุน้อยอีก 2 คน (ได้แก่ Rosco Hill อดีตนักลงทุนสายวิเคราะห์เชิงคณิตศาสตร์ และ Eugene Marinelli วิศวกร) ได้ร่วมกับ Erin Collard หัวหน้าฝ่ายซื้อขายของเฮดจ์ฟันด์ Clarium Capital ของ Peter Thiel ก่อตั้ง Blend ขึ้นเพื่อนำเทคโนโลยีบนคลาวด์มาสู่ธนาคารที่เน้นแนวทางปฏิบัติ

พวกเขาได้รับการสนับสนุนในช่วงแรกจาก Thiel และ Max Levchin ผู้ที่ขณะนี้มีทรัพย์สินอยู่ที่ 1.4 พันล้านเหรียญจาก Affirm บริษัทฟินเทคด้านเงินกู้ของเขาที่ทำหน้าที่ชำระเงินให้คนที่ต้องการซื้อของด้วยการผ่อนเป็นงวดๆ และเพิ่งกลายเป็นบริษัทมหาชนไปหมาดๆ

แรกเริ่มนั้นผู้ก่อตั้งทั้งสี่ทำงานจากอะพาร์ตเมนต์อันคับแคบของ Ghamsari ใน San Francisco จนกระทั่งเพื่อนร่วมห้องของเขาเริ่มบ่น ดังนั้นพวกเขาจึงเช่าอะพาร์ตเมนต์ในย่าน Mission Bay และใช้เป็นสำนักงาน เมื่อต้องเขียนโค้ดกันหามรุ่งหามค่ำ พวกเขาจะลากถุงนอนเข้าไปงีบกันในตู้เสื้อผ้า

ในตอนแรกนั้นบรรดานักร่วมลงทุนที่เน้นการเติบโตเร็วแบบสร้างความพลิกผันไม่แน่ใจนักกับแนวทางของ Blend พวกเขาเตือนว่า การจะได้งานที่ทำเงินจากธนาคารที่ยึดติดวิธีทำธุรกิจแบบเก่านั้นเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน และก็มีธนาคารเพียงไม่กี่แห่งที่จะสนใจ “นักร่วมลงทุนกังขาในตัวพวกเรา ผมนับไม่หวาดไม่ไหวว่ากี่ครั้งที่ได้ยินพวกเขาพูดว่า ‘นี่ไม่เวิร์กหรอก’ หรือว่า ‘พวกธนาคารเขาไม่ใช้กันหรอก’” Ghamsari ย้อนความหลัง

แต่แล้วในที่สุดการเปลี่ยนแปลงในตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยก็มาเข้าทาง Ghamsari ในความพยายามที่จะขจัดความเสี่ยงหลังวิกฤตการเงินปี 2008 ผู้ให้กู้รายใหญ่อย่าง Bank of America และ Wells Fargo เริ่มปล่อยภาระสินเชื่อมูลค่าหลายพันล้านให้กับผู้ให้บริการภายนอกผู้ให้บริการเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือในการบริหารพอร์ตโฟลิโอใหม่ขนาดใหญ่ยักษ์

พวกเขาพร้อมที่จะเปิดรับความช่วยเหลือนั้นจากเหล่าพ่อมดด้านเทคโนโลยีที่เป็นคนรุ่นใหม่มากกว่าที่ธนาคารเคยทำลูกค้ารายแรกๆ ของ Blend รวมถึง Nationstar Mortgage (ตอนนี้เปลี่ยนเป็นชื่อ Mr. Cooper) ผู้ให้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ

อย่างไรก็ตามความสำเร็จครั้งใหญ่ของ Blend เกิดขึ้นได้ด้วยอานิสงส์จากคู่แข่ง

ในปี 2015 Dan Gilbert เศรษฐีพันล้านเจ้าของบริษัทเงินกู้ Quicken Loans ได้เปิดบริษัทสินเชื่อที่อยู่อาศัย Rocket Mortgage ซึ่งได้ปรับลดเวลาการอนุมัติสินเชื่อจาก 40 วันเหลือเพียง 1 เดือน คล้ายคลึงกับสิ่งที่ Blend กำลังเสนอ “บอร์ดธนาคารทุกแห่งตื่นตัวแล้วบอกว่า ‘ตายแล้ว เราต้องหาวิธีการที่จะมาสู้กับความเคลื่อนไหวนี้ ไม่อย่างนั้นเราจะเสียลูกค้าให้ Rocket’ Blend เป็นหนึ่งในคำตอบเหล่านั้น” Jeffrey Reitman หุ้นส่วนของ Canapi Ventures ซึ่งเป็นผู้ลงทุนของ Blend ย้อนเล่าถึงความหลัง

ผ่านครึ่งแรกของปี 2017 Blend ได้รับเงินที่ไม่ใช่จากการลงทุนเพียง 67 ล้านเหรียญ แต่หลังจากบรรดานักร่วมลงทุนได้เห็นว่าบริษัทเอาชนะใจ Wells Fargo, US Bank และ Movement Mortgage ผู้ให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยมาเป็นลูกค้าได้สำเร็จ พวกเขาจึงเริ่มติดต่อมา

Eugene Marinelli, Nima Ghamsari และ Erin Collard

ในเดือนสิงหาคมปี 2017 Blend ระดมทุนได้ 100 ล้านเหรียญจากการประเมินมูลค่าที่ 500 ล้านเหรียญ ในรอบการระดมทุนที่นำโดย Greylock ร่วมกับ Emergence Capital, 8VC, Lightspeed Venture Partners และ Nyca Partners

ด้วยเงินสดก้อนนั้น Ghamsari สามารถเพิ่มธนาคารขนาดเล็กอีกหลายร้อยแห่งเข้าสู่รายชื่อลูกค้า นอกจากนี้ เขายังขยายการทำงานของซอฟต์แวร์ด้วยการให้ผู้กู้สามารถอัปโหลดเอกสาร ขณะที่ธนาคารก็สามารถจัดการขั้นตอนการอนุมัติรวมทั้งขั้นตอนการสมัครทางดิจิทัลได้มากขึ้น

ในปี 2019 Blend ระดมทุนเพิ่มได้อีก 130 ล้านเหรียญ และได้จ้าง Tim Mayopoulos อดีตซีอีโอของ Fannie Mae วัย 62 ปีในขณะนี้ มาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือได้อย่างทันทีทันใดต่อธนาคารและหน่วยงานสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่สนับสนุนโดยรัฐบาล หรือที่รู้จักกันในแวดวงว่า GSE

Ghamsari “มาเยี่ยมผมที่สำนักงานในชุดเสื้อยืดสีดำดูมอมแมม” Mayopoulos เล่า “แต่มันชัดเจนว่าเขามีวิสัยทัศน์เดียวกับผมในเรื่องที่ว่าระบบควรทำงานแบบไหน ซึ่งก็คือแบบที่ว่า มันควรจะถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลที่ไว้ใจได้ที่มีการแบ่งปันกันในหมู่ผู้มีส่วนร่วมหลักๆ ที่อยู่ในกระบวนการ ตั้งแต่ลูกค้าไปจนถึงผู้ให้กู้ ไปยันหน่วยงานภายใต้สนับสนุนจากรัฐบาลในการปล่อยกู้ (GSEs) ที่มีความเสี่ยงจากการปล่อยกู้”

Blend ไม่หยุดอยู่แค่สินเชื่อที่อยู่อาศัยหรือธนาคาร เมื่อถึงปี 2019 บริษัทได้เปิดตัวซอฟต์แวร์ลดกระดาษสำหรับประกันภัยบ้าน สินเชื่อบ้าน และสินเชื่อรถยนต์

Blend ยังได้ช่วยให้ Lennar บริษัทรับสร้างบ้านสามารถให้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัยแก่ลูกค้า

ในเดือนมีนาคมบริษัทตกลงซื้อ Title365 ผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการดำเนินเรื่องการซื้อบ้านและประกันภัยกรรมสิทธิ์เป็นเงิน 422 ล้านเหรียญ โดยมีเป้าหมายในการผสานขั้นตอนการอนุมัติสินเชื่อบ้านเข้ากับบริการของบริษัทให้มากยิ่งกว่าเดิม รวมไปถึงการเก็บค่าธรรมเนียมประกัน

วิสัยทัศน์ของ Ghamsari นั้นห่างไกลคำว่า มักน้อย ค่อยเป็นค่อยไป เขาโต้ว่า ซอฟต์แวร์สามารถกำจัดสิ่งที่ไม่จำเป็นในระบบการเงินที่คิดเป็นมูลค่านับหมื่นล้านเหรียญต่อปี

“ในเวลา 10 ปีภาคการเงินจะเป็นดิจิทัลและเรียลไทม์” เขากล่าว ผู้บริโภคจะเปิดแอปและได้รับคำแนะนำโดยอิงจากภาพรวมทางการเงินของบุคคลนั้นๆ และ Blend จะเป็นผู้ดำเนินงานทั้งหมด เขาเสริมว่า ถ้านั่นเกิดขึ้นจริง “บริษัทนี้จะกลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก”

เรื่อง: Antoine Gara และ Margherita Beale เรียบเรียง: เอมวลี อัศวเปรม ภาพ: Ethan Pines

อ่านเพิ่มเติม:


คลิกอ่านบทความทางด้านธุรกิจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2564 ในรูปแบบ e-magazine

BACK TO TOP