เคยไหม? ผลงานยังดี ตัวเลขยังปัง แต่ข้างในกลับ "ว่างเปล่า" และรู้สึก "แปลกแยก" กับสิ่งที่ทำ... เรื่องราวของ Alysa Liu จะทำให้เราเห็นว่า การลาออกหรือหยุดพัก ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่มันคือการทวงคืนอำนาจในการควบคุมชีวิตตัวเอง
นอกจากความสนุกและลุ้นกับการแข่งขัน การชมโอลิมปิกทำให้เราได้เห็นเรื่องราวของนักกีฬาที่ฝึกฝนมาทั้งชีวิตเพื่อช่วงเวลาเพียงไม่กี่นาที ปีนี้เรื่องราวของ Alysa Liu โดดเด่นมาก เธอตัดสินใจหันหลังให้วงการสเก็ตลีลาในปี 2022 ขณะอายุเพียง 16 ปี ทั้งที่เพิ่งคว้าแชมป์ระดับชาติมาสองสมัย และก้าวไปยืนบนเวทีระดับโลกเรียบร้อยแล้ว สร้างความตกตะลึงไปทั่ววงการ ก่อนจะกลับมาเจิดจรัสอีกครั้งในปีนี้ พร้อมกับความสดใสและภาพลักษณ์ที่สะท้อนตัวตนอย่างชัดเจนมากขึ้น
ตอนนั้นเธอบอกเพียงว่า “อยากใช้ชีวิตวัยรุ่นธรรมดา” ซึ่งสะท้อนชัดเจนว่าเธออยู่ในสภาวะ “หมดไฟ” (Burnout) การตัดสินใจของเธอนำไปสู่คำถามมากมายว่า “เร็วไปไหม?” “เสียของหรือเปล่า?” หรือ “ทิ้งโอกาสในจุดสูงสุดไปทำไม?”
แง่มุมที่น่าประทับใจที่สุดอย่างหนึ่งในเรื่องราวของ Liu ไม่ใช่การที่เธอหมดไฟ (Burnout) แต่คือการที่เธอมี “ความตระหนักรู้ในตนเอง” และได้รับ “แรงสนับสนุน” ที่มากพอจะทำให้เธอกล้าหยุดพัก
จริงอยู่ที่คำว่า “คนขี้แพ้” หรือพวกที่ชอบล้มเลิกกลางคัน มักจะถูกตราหน้าอย่างรุนแรงและรวดเร็ว แต่งานวิจัยได้ให้ข้อมูลเชิงลึกว่าแท้จริงแล้วทำไมคนเราถึงเลือกที่จะ “เลิก”
พนักงานอาจรู้สึกถูก “ผลัก” ออกจากบทบาทหน้าที่ในปัจจุบัน (เช่น ฉันเบื่อกับงานที่ทำ, ฉันรู้สึกไม่ได้รับการสนับสนุน หรือเรื่องงานกำลังเข้ามากลืนกินชีวิตส่วนตัว) หรือถูก “ดึง” ไปสู่สิ่งใหม่ๆ (เช่น ฉันสามารถรีเซ็ตชีวิตและเริ่มต้นใหม่ได้, ฉันจะได้รับการยอมรับในผลงานจากที่อื่น หรือค่านิยมของฉันจะเข้ากับบริษัทใหม่ได้ดีกว่า)
แรงผลักและแรงดึงเหล่านี้เน้นย้ำถึง 4 เหตุผลหลักที่ทำให้คนตัดสินใจจากไป
1.เพื่อหลบหนี (To get out): ต้องการออกจากวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษ, หัวหน้าที่แย่ หรือหน้าที่การงานที่มองไม่เห็นอนาคต
2.เพื่อทวงคืนการควบคุม (To regain control): ต้องการสร้างสมดุลใหม่ ต้องการความยืดหยุ่น หรือชีวิตที่คาดเดาได้มากขึ้น
3.เพื่อปรับจูนตัวตน (To realign): ต้องการให้ทักษะถูกนำมาใช้ได้เต็มที่กว่านี้ อยากให้มีคนเห็นคุณค่าและยอมรับในสิ่งที่ทำ
4.เพื่อก้าวไปอีกขั้น (To take the next step): ต้องการก้าวต่อไปข้างหน้า หลังจากที่บรรลุเป้าหมายสำคัญในชีวิตหรือในวิชาชีพแล้ว
เหตุผลหลายประการเกิดขึ้นกับ Liu เธอต้องการ “อำนาจในการควบคุม” ชีวิตและตารางเวลาของตนเอง เธอไม่อยากถูกบงการว่าวันๆ หนึ่งจะกินอะไรได้หรือไม่ได้ เธออยากให้คนพูดถึงและวัดคุณค่าของเธอจาก “ความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะ” ไม่ใช่แค่จำนวนชัยชนะหรือเหรียญรางวัล เพราะที่ผ่านมา “ความสำเร็จ” ได้กลายเป็นตัวตนทั้งหมดของเธอไปแล้ว
ในโลกการทำงาน ผู้บริหารระดับสูงหลายคนบรรยายถึงวงจรชีวิตที่คล้ายคลึงกันว่า ในจุดสูงสุดของความสำเร็จ พวกเขากลับรู้สึก “หมดเรี่ยวแรง” และ “แปลกแยก” แม้ตัวชี้วัดจะดูดี ตำแหน่งจะน่าประทับใจ หรือค่าตอบแทนจะสูงลิ่ว แต่กลับมีบางอย่างที่ผิดปกติ พวกเขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าครั้งสุดท้ายที่รู้สึกอยากรู้อยากเห็นหรือมีพลังกับงานคือเมื่อไหร่ พวกเขายังคงทำผลงานได้ดี แต่ใจกลับไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเสียแล้ว
และส่วนของ “ความรู้สึกแปลกแยก” นี่เองที่องค์กรต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะสภาวะ “หมดไฟ” คือความเครียดเรื้อรังประเภทหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับงานโดยเฉพาะ ซึ่งประกอบด้วย 3 มิติหลัก ได้แก่
1.ความเหนื่อยล้าเรื้อรัง
2.การมองโลกในแง่ร้ายหรือการมีทัศนคติที่เหินห่างจากงาน
3.การขาดความรู้สึกถึงความสำเร็จในวิชาชีพ
งานวิจัยส่วนใหญ่ที่วัดเรื่องสภาวะหมดไฟมักจะพุ่งเป้าไปที่ผลกระทบเชิงลบของความเหนื่อยล้าและการมองโลกในแง่ร้าย แต่กลับมองข้ามมิติที่อาจจะสำคัญที่สุดไป นั่นคือ “ความรู้สึกถึงความสำเร็จในวิชาชีพ”
การมีความรู้สึกถึงความสำเร็จในวิชาชีพสูง หมายถึงการที่คุณมองเห็นคุณค่าและผลกระทบจากงานที่ทำ สามารถระบุทรัพยากรที่สำคัญในการทำงานได้ และโดยรวมแล้วคุณรู้สึกว่าตนเองมีประสิทธิภาพและเชื่อมโยงกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ ซึ่งทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ Liu บอกว่าเธอขาดหายไป
ที่น่าสนใจคือ กลุ่มวัยทำงานที่มีอัตราความเหนื่อยล้าและการมองโลกในแง่ร้ายสูง แต่ยังมี “ความรู้สึกถึงความสำเร็จในวิชาชีพ” สูงด้วยนั้น นักวิจัยเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “Engaged-Exhausted” (กลุ่มที่ยังทุ่มเทแต่เหนื่อยล้าสุดขีด) ซึ่งเป็นสภาวะที่สามารถพบได้บ่อยมากในการทำงาน และมันไม่ใช่สิ่งเดียวกับอาการหมดไฟเสียทีเดียว
จากการศึกษาหนึ่งที่สำรวจพนักงานกว่า 1,000 คน พบว่า 35.5% อยู่ในกลุ่มที่เหนื่อยล้าแต่ยังทุ่มเทในระดับปานกลาง และอีก 18.8% อยู่ในระดับสูง คนกลุ่มนี้ยังคงมีใจรักในงานที่ทำ แต่กลับมีความรู้สึกที่ปะปนกันอย่างรุนแรง คือมีความสนใจในงานแต่ก็มีความเครียดสะสมในระดับที่กัดกร่อนจิตใจ และที่น่าตกใจคือ กลุ่ม Engaged-Exhausted นี้มีอัตราความต้องการลาออกสูงที่สุดในการศึกษา ซึ่งสูงกว่ากลุ่มคนที่หมดไฟไปแล้วเสียอีก
เมื่อองค์กรสร้างประสบการณ์การทำงานที่ยั่งยืน ให้ความสำคัญกับความหมายและการเห็นคุณค่าของพนักงาน เสริมสร้างคุณค่า ความเคารพ และความไว้วางใจ รวมถึงมอบโอกาสในการเรียนรู้และเติบโต สิ่งเหล่านี้คือ “ทรัพยากร” สำคัญที่จะช่วยป้องกันสภาวะหมดไฟ และช่วยให้ผู้คนเติบโตได้อย่างสง่างาม... และเลือกที่จะอยู่กับองค์กรต่อไป
สำหรับคนทำงานที่กำลังว้าวุ่น คุณสามารถหยิบยืม 3 บทเรียนจากการเดินทางของ Alysa Liu มาปรับใช้ได้ดังนี้
1. แยก “ตัวตน” ออกจาก “ผลงาน”
นักวิจัยด้านความเป็นผู้นำ Nick Petrie และทีมงานพบว่า การพัฒนาบทบาทและตัวตนอื่นภายนอกงาน จะช่วยให้ผู้คนสามารถทำงานล่วงเวลาได้โดยไม่หมดไฟ คุณควรมีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับนิสัยการทำงานของตนเอง และรู้ว่าวิธีไหนที่เหมาะกับคุณที่สุดในการทำให้งานสำเร็จในแต่ละวัน
2. ทำให้การ “ฟื้นฟู” เป็นเรื่องปกติของคนทำงานประสิทธิภาพสูง
ทีมวิจัยของ Petrie ยังพบว่าการมี “โลกคู่ขนาน” คือกุญแจสำคัญ โลกคู่ขนานของคุณคืองานอดิเรกหรือกิจกรรมที่ดึงคุณเข้าสู่สภาวะทางจิตใจที่ “ตรงกันข้าม” กับโหมดการทำงานโดยสิ้นเชิง
คุณเป็นนักอ่านตัวยงหรือเปล่า? เป็นนักจัดสวนมือฉมังไหม? หรือเป็นนักอบขนมระดับลงแข่ง? การมีโลกที่แตกต่างให้แวะเวียนไปหาเป็นประจำ จะทำหน้าที่เป็น “กันชน” ชั้นยอดต่อสภาวะหมดไฟ และที่สำคัญคือช่วยให้เกิดการ “ตัดขาดจากงาน” เพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการจัดการกับความเครียดระดับสูง
3. ค้นหา “เหตุผล” ของคุณให้เจอ
งานวิจัยตลอด 3 ทศวรรษชี้ให้เห็นว่า ส่วนผสมของอิสระ, ความเชื่อมโยง และความท้าทาย คือรากฐานและแรงขับเคลื่อนสำคัญของ “แรงจูงใจจากภายใน” คนเราต้องการอิสระในการเลือกวิธีจัดการงานและชีวิต ต้องการความรู้สึกเชื่อมโยงและได้รับการสนับสนุนจากผู้อื่น และต้องการพัฒนาทักษะใหม่ๆ หากแรงจูงใจของคุณเริ่มถดถอย ลองตั้งคำถามง่ายๆ แต่ตรงไปตรงมาเหล่านี้ดู
"งานส่วนไหนที่ยังให้พลังกับฉันอยู่?"
"ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์เลือกในจุดไหนบ้าง?"
"ทักษะไหนที่ฉันอยากจะเก่งขึ้น?"
"สิ่งที่ฉันทำสร้างผลกระทบอะไร และมันเพียงพอหรือยัง?"
หลังจากพักจากวงการไปช่วงหนึ่ง Liu ก็ทำให้โลกแห่งสเก็ตประหลาดใจอีกครั้งด้วยการกลับมาลงแข่งขัน แต่คราวนี้ “เป็นการกลับมาในเงื่อนไขของเธอเอง” เรื่องราวของเธอเผยให้เห็นถึงความกล้าหาญที่เงียบเชียบในการเดินออกมาจากสิ่งที่เธอ “เก่ง” มากๆ แต่ “ไม่ได้รัก” มันอีกต่อไป และยังแสดงให้เห็นถึงความกล้าที่จะกลับไปหามันอีกครั้งในแบบที่เป็นตัวของตัวเอง
ประสิทธิภาพการทำงานระดับสูง (High Performance) กับ สุขภาวะที่ดี (Well-being) ไม่ใช่สิ่งที่ตรงข้ามกัน แต่พวกมันก็ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นคู่กันโดยอัตโนมัติ ทั้งสองอย่างนี้ต้องการการขีดเส้นแบ่ง การฟื้นฟู และการได้เลือกด้วยตัวเอง
ในการก้าวออกมา แล้วก้าวกลับเข้าไปใหม่ Alysa Liu เตือนให้เราเห็นว่า “ความรักในสิ่งที่ทำ” คือทรัพยากรที่สร้างใหม่ได้ และในบางครั้ง กลยุทธ์การเป็นผู้นำที่เฉลียวฉลาดที่สุด ก็คือการหยุดพักให้ยาวนานพอที่จะจำได้ว่า “เราเริ่มต้นทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไรตั้งแต่แรก”
แปลและเรียบเรียงจาก Alysa Liu Comeback Shows Burnout Recovery Lessons
Photo by GABRIEL BOUYS / AFP
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เรียนรู้ภาวะผู้นำยุคใหม่ จาก “Eileen Gu” พลังของคนที่กล้านิยามความสำเร็จด้วยตัวเอง
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

