เทรนด์มหาเศรษฐีในยุคแห่งความไม่แน่นอน - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Global
  • World >
  • เทรนด์มหาเศรษฐีในยุคแห่งความไม่แน่นอน

เทรนด์มหาเศรษฐีในยุคแห่งความไม่แน่นอน

Forbes Thailand
Forbes Thailand / Admin
31 Jul 2017 | 4:21 pm 7571

ในยุคสมัยปัจจุบันที่อารมณ์อยู่เหนือความจริงและเหตุผล ทำให้โลกทวีความไม่แน่นอนยิ่งกว่าก่อน แต่กระนั้นบุคคลระดับอภิมหาเศรษฐีทั่วโลกยังคงมีจำนวนเพิ่มขึ้น The Wealth Report เจาะลึกกระแสการเติบโตของบุคคลผู้มีความมั่งคั่งสูง พร้อมคาดการณ์แนวโน้มในอนาคต

คำว่า post-truth (สถานการณ์ที่ความจริงมีความสำคัญน้อยกว่ากระแสความเชื่อและอารมณ์ส่วนบุคคล) ถูกยกให้เป็นคำแห่งปี 2016 โดย Oxford Dictionaries ขณะที่มีการใช้คำดังกล่าวมากกว่าทศวรรษหรืออาจนานกว่านั้น ทว่าในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาคำนี้กลายเป็นคำฮิตที่ใช้กันแพร่หลายในวงสนทนาเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมืองที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์การลงคะแนนและการเลือกตั้งในประเทศยุโรป และสหรัฐฯ คนส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่าปัจจุบันโลกของเรากำลังหมุนด้วยความเชื่อหรืออารมณ์ส่วนบุคคลที่จะมีอิทธิพลต่อมติมหาชนมากกว่าความจริง

เหล่าอภิมหาเศรษฐีทั้งหน้าใหม่หน้าเก่ายังทวีความมั่งคั่งมากขึ้นในช่วงปี 2016 และทำให้จำนวนอภิมหาเศรษฐีทั่วโลกขยายตัวเล็กน้อยหลังจากปรับตัวลดลงในปีก่อนหน้า ข้อมูลจาก The Wealth Report ซึ่งจัดทำโดย New World Wealth ระบุว่า UHNWI (ultra-high-net-worth individual) หรือบุคคลที่มีมูลค่าทรัพย์สินเกิน 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีจำนวนเพิ่มขึ้น 6,340 คน รวมเป็นทั้งหมด 193,490 คนทั่วโลก ในจำนวนนี้มี 2,024 คนที่ครอบครองทรัพย์สินเกิน 1 พันล้านเหรียญ ซึ่งเพิ่มขึ้น 60 คนในปีนี้ และมีอัตราเติบโตถึง 45%ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

 

ความไม่แน่นอนด้านการเมือง

จำนวนมหาเศรษฐีขยายตัวสูงกว่าคาดการณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ให้ข้อมูลราว 1 ใน 3 จากการสำรวจ Attitudes Survey ระบุว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองคือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการ สร้างและรักษาความมั่งคั่งของลูกค้า ทั้งนี้ Andrew Amoils ผู้อำนวยการฝ่ายการวิเคราะห์จาก New World Wealth อธิบายว่าความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัยด้านการเงิน หนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อตัวเลขรายได้ในปี 2016 คือ ผลดำเนินการของตลาดหุ้นเมื่อเทียบเป็นเอเชียจะมีอัตราเติบโตราว 91% ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยรวมแล้วคาดว่าจำนวนอภิมหาเศรษฐีทั่วโลกจะขยายตัวราว 43%

ประชากรกลุ่ม UHNWI ในเอเชียจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เนื่องด้วยบุคคลผู้มีความมั่งคั่งจะขยายตัวอย่างโดดเด่น หลายประเทศของเอเชียรวมถึงเวียดนามที่คาดว่าจำนวนมหาเศรษฐีจะเพิ่มมากขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลกด้วยอัตรา 170% เพิ่มขึ้นเป็น 540 รายในอีก10 ปีข้างหน้า  ขณะที่จำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลกจะกระโดดจาก 14,300 คน เป็น 38,600 คน ในช่วงเวลาเดียวกันธนาคารโลกกล่าวถึงเศรษฐกิจของเวียดนามในช่วง 25 ปีที่ผ่านมาว่า มีการพัฒนา “อย่างโดดเด่น” จำการปฏิรูปทำเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งช่วยให้อัตรารายได้สูงขึ้น แม้ธนาคารโลกจะเตือนว่าเวียดนามมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม แต่แนวโน้มเศรษฐกิจในภาพรวมยังแข็งแกร่ง โดยประเมินว่าอัตราเติบโต GDP จะอยู่ที่ 6% ต่อปีไปจนถึงปี2020

 

ตะวันออก vs ตะวันตก

ในระดับภูมิภาค อเมริกาเหนืออาจไม่ติดอันดับต้นๆ ของตารางด้วยอัตราเติบโตตามคาดการณ์ที่ 31% ในช่วง 10 ปีข้างหน้าแต่คาดว่าจะยังคงเป็นแหล่งพำนักพักพิงสำคัญของ UHNWI ในปี 2026 ด้วยจำนวนประชากรราว 95,860 คน อย่างไรก็ตาม เอเชียอาจเริ่มขยับเข้ามาเป็นผู้ท้าชิง ปัจจุบันในภูมิภาคเอเชียมีกลุ่มประชากร UHNWI น้อยกว่าอเมริกาเหนือ 27,020 คน และเมื่อถึงปี 2026 ช่องว่างจะลดลงเหลือเพียง 7,680 คน ทั้งนี้ คาดว่าสหรัฐฯ จะมีอัตราการขยายตัวของ UHNWI ในช่วงทศวรรษหน้าสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วอีกหลายประเทศ (+30%)

ด้านประชากร UHWNI ที่พำนักอาศัยอยู่ในออสเตรเลียจะมีอัตราเติบโตสูง แต่เมื่อดูที่จำนวนแล้วจะเพิ่มขึ้นเป็น 7,180 คน  โดยรวมแล้วจำนวนประชากร UHWNI ในออสเตรเลียก็ยังน้อยกว่าหลายๆ ประเทศในทวีปยุโรปเมื่อถึงปี 2026 จากปัจจุบันแม้เศรษฐกิจและการเมืองของประเทศจะมีความไม่แน่นอนสูงระหว่างการเจรจาถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปในทางตรงกันข้าม New World Wealth ประเมินว่าประชากร UHNWI จะเติบโตเพียงเล็กน้อยในเยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน

จำนวน UHNWI ในรัสเซียและเครือรัฐเอกราชคาดว่าจะขยายตัว 60% ในช่วงหนึ่งทศวรรษจากนี้ โดยอาเซอร์ไบจานและคาซัคสถานจะมีอัตราการเติบโตระดับเดียวกับสหพันธรัฐรัสเซียรวมแล้วจะทำให้ประชากร UHNWI ของภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นเป็น 5,170 คน

แอฟริกามาแรง

การขยายตัวของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงในแอฟริกา (33%) และละตินอเมริกา (37%) จะมีอัตราสูงกว่าประเทศแถบยุโรปและอเมริกาเหนือโดยคาดว่าประเทศในทวีปแอฟริกาที่จะมีอัตราเติบโตร้อนแรงคือ มอริเชียส เอธิโอเปีย แทนซาเนีย ยูกันดา เคนยา และรวันดา ในความเป็นจริงแล้ว 11 ประเทศจาก 20 ประเทศทั่วโลกที่มีอัตราประชากร UHWNI เติบโตรวดเร็วที่สุดมาจากภูมิภาคแอฟริกาประเทศที่รั้งอันดับผู้นำคือ มอริเชียส

ขณะที่ประชากร UHNWI ในประเทศแถบแอฟริกาจะขยายตัวจากฐานเดิมที่ต่ำ แต่คาดว่าความมั่งคั่งจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในเคนยาเพียงประเทศเดียวก็คาดว่าจะมีอภิมหาเศรษฐีหน้าใหม่ถือกำเนิดขึ้นอีก 7,500 คน ขณะที่เศรษฐีผู้มีสินทรัพย์มากกว่า 30 ล้านเหรียญในอาร์เจนตินาจะเพิ่มจำนวนขึ้น 30% ในช่วงปีนี้จนถึงปี 2026 แต่บราซิลซึ่งครองอันดับ 2 ประเทศที่มีประชากร UHNWI มากที่สุดในภูมิภาคจะเผชิญอัตราการขยายตัวที่ติดลบมากกว่าครึ่ง ลดลงจาก 47% เหลือเพียง 20%

ในช่วงทศวรรษที่กำลังจะมาถึงเนื่องจากสถานการณ์ขัดแย้งทางการเมืองและเศรษฐีผู้ร่ำรวยย้ายออกนอกประเทศโดยรวมแล้วประชากร UHNWI ในตะวันออกกลางแทบไม่มีการขยายตัวเมื่อปี 2016 และคาดว่าจะเติบโตราว 39% ในช่วง 10 ปีข้างหน้า แสดงถึงภาวะชะลอตัวจากที่เคยเติบโตถึง 48% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาส่วนซาอุดิอาระเบียได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันตกต่ำเมื่อปี 2016 ทำให้มหาเศรษฐีผู้มั่งคั่งมีจำนวนลดลง 10% ขณะที่สถานการณ์ขัดแย้งทางการเมืองที่ร้อนระอุในตุรกีช่วงปีที่ผ่านมา และการอ่อนตัวของสกุลเงินลีราส่งผลให้ประชากร UHNWI ลดลง 20% ในภูมิภาคยุโรป แอฟริกาและละตินอเมริกามีจำนวนประชากร UHNWI ลดลงในปี 2016

ส่วนอภิมหาเศรษฐีในยุโรป 1,470 คน มีทรัพย์สินลดลงต่ำกว่าระดับ 30 ล้านเหรียญคิดเป็นอัตราติดลบ 3% ทั้งนี้การแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลกระทบเนื่องจากข้อมูลของ New World Wealth คำนวณโดยใช้สกุลเงินดอลลาร์ ทั้งแอฟริกาและละตินอเมริกามีจำนวนประชากร UHNWI ลดลง 2% เมื่อปี 2016

สำหรับแนวโน้มในอนาคต Amoils กล่าวว่ากลุ่ม UHNWI จะมีการโยกย้ายถิ่นฐานมากขึ้นและมุ่งไปยังประเทศใหม่ๆ นอกเหนือจากปลายทางยอดนิยมในปัจจุบัน “เราอาจเห็นการเคลื่อนย้ายของประชากรผู้ติดอันดับอภิมหาเศรษฐีในช่วงปีข้างหน้า เมื่อพวกเขามองหาแหล่งพำนักอาศัยที่มีความมั่นคงปลอดภัยทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และเป็นส่วนตัวอย่างไรก็ตาม การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่รุดหน้าในบางประเทศจะเปิดโอกาสมากมายในการสร้างความมั่งคั่ง และบางทีอาจมีแหล่งลงหลักปักฐานสำหรับเศรษฐีผุดขึ้นมาใหม่นอกเหนือจากประเทศหน้าเดิมๆ”

 

เรื่อง: Grainne Gilmore ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ตลาดที่อยู่อาศัยประจำสหราชอาณาจักร เรียบเรียง: นวตา สันติวัฒนา

BACK TO TOP