Dominika Kulczyk เศรษฐีนีนักเดินทางที่มั่งคั่งที่สุดแห่ง Poland - Forbes Thailand

Dominika Kulczyk เศรษฐีนีนักเดินทางที่มั่งคั่งที่สุดแห่ง Poland

FORBES THAILAND / ADMIN
27 Aug 2023 | 09:00 AM
READ 1082

เศรษฐีนีที่มั่งคั่งที่สุดในโปแลนด์กำลังทุ่มเทเวลาให้แก่การตระเวนไปรอบโลกเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์สารคดี แต่หลังจากพ่อเสียชีวิต Dominika Kulczyk จึงลงหลักปักฐานทำธุรกิจด้วยการเข้ากุมบังเหียนบริษัทพลังงานทางเลือกที่จวนเจียนจะล้มละลาย และชุบชีวิตกิจการนี้ขึ้นมาได้จังหวะทันตักตวงผลกำไรในช่วงที่ยุโรปเผชิญวิกฤตด้านพลังงานอย่างพอดิบพอดี


    Dominika Kulczyk นั่งหมิ่นๆ อยู่บนโซฟาสีส้มสดภายในห้องทำงานของเธอที่ Michelin House ซึ่งเคยเป็นสำนักงานใหญ่ที่คัดสรรไว้แต่สิ่งที่ดีเลิศของบริษัทยางสัญชาติอังกฤษแห่งนี้ใน London พร้อมทำไม้ทำมือประกอบบทสนทนาอย่างออกรสในหัวข้อโปรด “ฉันเชื่อหมดใจเรื่องพลังของผู้หญิง” ทายาทตระกูลร่ำรวยที่สุดในยุโรปตะวันออกตระกูลหนึ่งคนนี้กล่าว เธออยู่ในชุดสีแดง “ชุดระดู” ที่ใช้แสดงจุดยืนผลักดันให้สภาโปแลนด์ผ่านกฎหมายจัดหาผ้าอนามัยฟรีแก่โรงเรียนต่างๆ ซึ่งกว่าเธอจะได้คุยถึงเรื่องที่ว่าระบอบปิตาธิปไตยเป็นตัวการที่เร่งทำให้เกิดปัญหาโลกรวนอย่างไรบ้าง เธอก็ยื่นตัวมาข้างหน้ามากเสียจนแทบจะตกจากที่นั่ง

    “ทุกสิ่งที่ฉันทำคือสิ่งที่ฉันเชื่อมั่น ฉันไม่ปล่อยให้ตัวเองลังเลสงสัย จริงๆ นะ และฉันพยายามจะทำให้แนวคิดนี้แพร่หลายด้วย” Kulczyk วัย 45 ปี ที่ย้ายมาอาศัยใน London เมื่อ 7 ปีก่อนกล่าว ซึ่งนั่นเป็นเวลา 3 ปีนับจากที่เธอหย่าร้างกับ Jan Lubomirski-Lanckoroński เจ้าชายโปแลนด์ที่แต่งงานอยู่กินกันมา 10 ปี ในปี 2020 เธอซื้อบ้านทาวน์เฮาส์ขนาด 580 กว่าตารางวาใกล้กับห้าง Harrods ในราคา 75 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    ภาพยนตร์สารคดีคือสิ่งที่เธอยึดมั่นมาแทบจะตลอดของช่วงชีวิตวัยผู้ใหญ่ เธอผลิตผลงานออกมาแล้วมากกว่า 70 ชิ้น เช่น Accused of Witchcraft (ปี 2017), Begging for Change (ปี 2019) และ Fighting for Mercy (ปี 2023) แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าเธอเป็นมือสมัครเล่นที่ทำอะไรตามใจปรารถนาไปวันๆ เพราะในขณะที่เกินกว่าครึ่งหนึ่งของบรรดาเศรษฐีนี 337 คนทั่วโลกจะร่ำรวยจากมรดกที่ตกมาถึงมือ มีเพียง 63 คนเท่านั้น รวมถึง Kulczyk ด้วย ที่ทำให้ทรัพย์สินที่มีงอกเงยขึ้นได้  การเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจไม่น่าจะใช่สิ่งที่ Jan Kulczyk พ่อผู้ล่วงลับของเธอต้องการด้วยซ้ำ เขาเคยเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในโปแลนด์เมื่อเขาเสียชีวิตลงในปี 2015 ด้วยทรัพย์สินสุทธิ 4 พันล้านเหรียญ และเขาได้ปลุกปั้นให้ Sebastian ลูกชาย เตรียมรับช่วงต่อดูแลการลงทุนต่างๆ ของครอบครัวไว้แล้ว ซึ่งส่วนมากกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจน้ำมันและก๊าซ อสังหาริมทรัพย์ รวมถึงธุรกิจเครื่องดื่ม ในขณะที่ Dominika สาละวนอยู่กับการดูแลมูลนิธิที่เธอก่อตั้งขึ้นในปีเดียวกันกับที่หย่าร้างจากสามี “เคยถึงกับมีคนพูดว่าพวกเรากำลังหาเงิน ส่วนเธอกำลังผลาญเงิน” เธอรำลึกความหลังให้ฟัง

    แต่การเสียชีวิตอย่างกะทันหันของพ่อจากปัญหาแทรกซ้อนในการผ่าตัดหัวใจเป็นจุดเริ่มต้นของหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามมาเป็นทอดๆ จนนำไปสู่การแยกวงของสองพี่น้อง ก่อนที่เธอจะทุ่มสุดตัวไปกับ Polenergia ธุรกิจพลังงานทางเลือกของครอบครัวที่กำลังดิ่งลงเหว “ฉันเป็นคนที่เชื่อว่าพลังงานคือทุกสิ่ง” เธออธิบายถึงการตัดสินใจของตัวเอง “ทุกสิ่งคือพลังงาน”

    ราคาหุ้นของบริษัทผลิตไฟฟ้าอิสระแห่งนี้ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นราว 4 เท่าตัวนับตั้งแต่ที่ Kulczyk ลงมือเดิมพันชีวิตของเธอกับธุรกิจนี้ จนทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงถึง 1.2 พันล้านเหรียญ (เธอถือหุ้นอยู่ 43%) และทางบริษัทเพิ่งจะเปิดทุ่งกังหันลมที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศไปหมาดๆ ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าหล่อเลี้ยงได้ถึง 183,000 ครัวเรือน พอดีกับจังหวะที่ยุโรปกำลังกระเสือกกระสนหาพลังงานทดแทนน้ำมันและก๊าซจากรัสเซีย โดยทุกวันนี้ Kulczyk มีทรัพย์สินราว 1.9 พันล้านเหรียญ ซึ่งแม้จะลดลงบ้างแล้วจาก 2.1 พันล้านเหรียญในช่วงที่เธออู้ฟู่ที่สุดเมื่อปี 2021 แต่ก็ยังมากกว่าทรัพย์สินของ Sebastian น้องชายอยู่ 500 ล้านเหรียญ ซึ่งเขาปฏิเสธที่จะร่วมให้สัมภาษณ์ประกอบบทความชิ้นนี้

    เส้นทางสู่การเป็นนักลงทุนในธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของ Kulczyk เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2017 ตอนนั้นเธอกำลังถ่ายทำสารคดีในโคลอมเบีย เมื่อซีอีโอของ Polenergia บริษัทเล็กๆ ในพอร์ตการลงทุนที่เธอกับน้องชายได้มรดกจากพ่อต่อสายตรงหาเธอ กฎหมายฉบับใหม่ทำให้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสร้างทุ่งกังหันลมแห่งใหม่ๆ เพิ่มในโปแลนด์ ซึ่งนี่เป็นหัวใจสำคัญทางธุรกิจของ Polenergia และบริษัทนี้ก็กำลังอยู่ในสภาวะลุ่มๆ ดอนๆ ซึ่งแทนที่จะนำเงินไปจมกับกิจการที่มีหนี้สินล้นพ้นแห่งนี้เพิ่มอีก Sebastian ย่อมอยากจะขายธุรกิจนี้ “ฉันจำได้ว่าฉันโกรธมาก ฉันโวยวายเป็นบ้าเป็นหลัง” Kulczyk  เล่า “สัญชาตญาณของฉันบอกว่า ที่รัก เธอต้องขวาง (การขายบริษัท) นี่คืออนาคตของเธอ”

    แม้ว่าสองพี่น้องจะมีชื่อเป็นเจ้าของ Kulczyk Investments ร่วมกัน แต่ในทางปฏิบัติ Sebastian บริหารงานมาตั้งแต่ปี 2013 ก่อนที่พ่อจะเสีย 2 ปีเต็ม และแม้ว่า Dominika จะร่วมนั่งเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการลงทุนของ Kulczyk In-vestments แต่เธอก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมประชุมบอร์ดหรือ “คุยธุรกิจ” เหมือนอย่างที่ Sebastian ทำ

    “ฉันเคยยอมรับโดยปริยายว่าฉันไม่มีโอกาสจะร่วมสรรสร้างสิ่งที่เป็นของตัวเองจนกระทั่งตอนนี้” เธอกล่าว ด้วยความมุ่งมั่นที่จะรักษา Polenergia เอาไว้ เธอจึงทำข้อตกลงกับน้องชาย โดยแทนที่จะแบ่งทุกอย่างกันคนละครึ่ง เธอขอหุ้น Polenergia ที่ตอนนั้นแทบจะไม่เหลือมูลค่า ส่วน Sebastian จะได้ครองหุ้นกิจการอื่นๆ ที่เหลือในพอร์ตของ Kulczyk Investments ทั้งหมด ซึ่งจะได้ปันผลจาก Ciech กลุ่มบริษัทเคมีของโปแลนด์ และบริษัทน้ำมัน Serinus Energy ด้วย  แม้ว่า Polenergia จะเป็นความเสี่ยงก้อนโต แต่ Kulczyk ก็นับว่ามีฟูกอันใหญ่รองรับอยู่หากเกิดพลาดล้มขึ้นมา นั่นก็คือเงินสดกว่า 1.4 พันล้านเหรียญจากการขายหุ้น 3% ของ SABMiller บริษัทเบียร์ยักษ์ใหญ่ในแอฟริกาใต้ที่ครอบครัวถือครองอยู่เมื่อปี 2016 ซึ่งก็ยังถือเป็นสัดส่วนก้อนโตในทรัพย์สินของเธอ

    การรัดเข็มขัดทำให้ Polenergia ยังพยุงตัวเองไหว แต่ราคาหุ้นก็ร่วงหนัก ตามมาด้วยบททดสอบที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ในเดือนพฤษภาคม ปี 2018 บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของรัฐอย่าง Polska Grupa Energetyczna (PGE) ยื่นข้อเสนอขอซื้อ Polen-ergia ในราคาประมาณ 170 ล้านเหรียญ ซึ่งสมเหตุสมผลในมุมมองของนักลงทุน ส่งผลให้ราคาหุ้นดีดตัวขึ้น แต่ด้วยความแน่วแน่ว่าจะรักษาบริษัทนี้ไว้ด้วยการนำทุนที่ได้จากธุรกิจเครื่องดื่มมาช่วย Kulczyk จึงสู้ราคาโดยเสนอซื้อบริษัทสูงกว่าที่ 250 ล้านเหรียญ จน PGE ยอมถอย

    อย่างไรก็ตาม เธอตระหนักดีว่าตัวเองไม่สามารถหาทางออกด้วยการใช้เงินแก้ปัญหาได้เสมอไป ดังนั้น เธอจึงลองนำกลยุทธ์หนึ่งของพ่อมาใช้ นั่นคือการหาหุ้นส่วนที่ "ใหญ่กว่าและดีกว่า" Polenergia ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2021 เธอขายหุ้น 23% ในราคา 175 ล้านเหรียญให้แก่ Brookfield Renewable Partners บริษัทในเครือของ Brookfield Asset Management ที่มี Bruce Flatt เศรษฐีพันล้านชาวแคนาดาเป็นเจ้าของ (ต่อมาทาง Brookfield ซื้อหุ้นเพิ่มอีก 9%)

    ตั้งแต่ที่ได้ Kulczyk ยื่นมือเข้ามาชุบชีวิตกิจการ Polenergia ก็เดินหน้าสร้างทุ่งกังหันลมอย่างต่อเนื่อง (โดยปฏิบัติตามกฎหมายของโปแลนด์ที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาอย่างเคร่งครัด และห้ามไม่ให้สร้างใกล้กับแหล่งชุมชน) รวมทั้งยังขยายธุรกิจไปสู่พลังงานแสงอาทิตย์ และตอนนี้ยังเปิดตลาดไฮโดรเจนสีเขียวต่อเนื่องด้วย ในรอบ 12 เดือนนับจนถึงเดือนกันยายนปี 2022 บริษัทนี้ทำกำไรได้ 70 ล้านเหรียญจากรายรับทั้งหมด 1.7 พันล้านเหรียญ โดยทุ่งกังหันลม 2 แห่งที่ทางบริษัทกำลังพัฒนาอยู่ในทะเลบอลติกร่วมกับ Equi-nor ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของนอร์เวย์ที่มีมูลค่า 1.5 แสนล้านเหรียญ (ราคาขายเมื่อปี 2022) ก็กำลังจะเริ่มจ่ายไฟฟ้าได้เร็วๆ นี้แล้ว ซึ่งเมื่อเสร็จสมบูรณ์โครงการนี้ที่ทั้งคู่จะลงทุนร่วมกันราว 4 พันล้านเหรียญผ่านการกู้หนี้ยืมสินมาครึ่งหนึ่งจะผลิตพลังงานเทียบเท่าน้ำมันจากรัสเซียวันละ 10,000 บาร์เรล ส่วนทุ่งกังหันลมกลางทะเลแห่งที่ 3 ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่านี้ แต่กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการและยังไม่มีกำหนดเสร็จสมบูรณ์ก็จะมาช่วยเสริมกำลังการผลิตได้อีกเท่าตัวในอนาคต

    หากมองในเชิงเศรษฐศาสตร์ล้วนๆ สงครามในยูเครนทั้งส่งผลดีและผลเสียแก่ Polenergia มุมหนึ่งสงครามก็ส่งให้ความต้องการพลังงานทางเลือกในยุโรปพุ่งทะยาน แต่อีกด้านหนึ่งทางบริษัทระบุว่า รายได้ลดลง 50 ล้านเหรียญในปีที่ผ่านมาจากราคาพลังงานที่ผันผวนและปัญหาอื่นๆ ในท้องตลาด รวมทั้งมาตรการควบคุมราคาจากรัฐบาลที่ประกาศใช้ตามมาด้วย

    ทว่าในระยะยาว อนาคตของ Polenergia น่าจะดีเยี่ยม โปแลนด์เป็นประเทศที่พึ่งพิงพลังงานถ่านหินมากที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปเพิ่งจะมียอดการผลิตพลังงานทดแทนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2022 ท่ามกลางความพยายามในการดิ้นรนอุดรูรั่วรอยใหญ่ทางพลังงานที่ขาดหายไปจากรัสเซีย โดยยอดการผลิตพลังงานลมเพิ่มขึ้นเกือบ 22% ในปีที่แล้วเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และโปแลนด์ยังใช้ถ่านหินลดลง 2.7% กับใช้ก๊าซลดลงถึงมากกว่า 20% อ้างอิงข้อมูลจาก Ember ศูนย์วิจัยในสหราชอาณาจักร

    การเปลี่ยนแปลงระบบพลังงานในโปแลนด์ให้เป็นมิตรกับโลกมากยิ่งขึ้นไม่ใช่หนทางเดียวที่ Kulczyk พยายามผลักดันให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า ในเดือนพฤษภาคมเธอวางแผนจะเสนอร่างกฎหมายฉบับใหม่ต่อสภาที่จะมีผลให้โรงเรียนต่างๆ ต้องจัดหาผ้าอนามัยให้แก่หญิงสาวในช่วงวัยรุ่นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย (งานวิจัยที่จัดทำโดยมูลนิธิของเธอพบว่า นักเรียนหญิงมากกว่าครึ่งเคยขาดเรียนอย่างน้อย 1 ครั้งเพราะการเป็นประจำเดือน) ความอับอายที่บรรดาหญิงสาวต้องเผชิญและการขาดเรียนนับว่าส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงเพราะเป็นภัยต่อการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ที่ "สำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อสังคม เช่น ในด้านการเมือง เศรษฐกิจ หรือทางธุรกิจ" Kulczyk กล่าว "แล้วเราก็เลยได้อยู่ในโลกของผู้ชายไปโดยปริยาย"

    แต่จะไม่เป็นเช่นนั้นหากเศรษฐีพันล้านคนนี้ลองได้เสนอความเห็นแม้เพียงเล็กน้อย 

    

    อ่านเพิ่มเติม :

    คลิกอ่านฉบับเต็มและบทความทางด้านธุรกิจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนกรกฎาคม 2566 ในรูปแบบ e-magazine 

    

TAGGED ON