Peter และ Martin Lee สองประธานกรรมการร่วมแห่ง Henderson Land และ Towngas มุ่งมั่นเทงบเงินลงทุนลงในย่าน Central ใจกลางธุรกิจระดับไฮเอนด์ของฮ่องกง ขณะเดียวกันก็เร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ธุรกิจเทคโนโลยีสีเขียว เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในอนาคตให้กับอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์และพลังงานของตระกูล
ณ ยามบ่ายที่แจ่มใสวันหนึ่งในเดือนธันวาคม สองพี่น้อง Peter และ Martin Lee ประธานกรรมการร่วมแห่ง Henderson Land Development ย่างเท้าเข้าสู่ Cloud 39 ห้องบอลรูมผนังกระจกขนาด 630 ตารางเมตรบนชั้นสูงสุดของ The Henderson อาคารสำนักงานเกรดพรีเมียมสูง 36 ชั้นใน Central ย่านธุรกิจของฮ่องกง ซึ่งออกแบบโดยบริษัท Zaha Hadid Architects จาก London ด้วยวิวทิวทัศน์ราคาแพงของอ่าว Victoria Harbour และย่านศูนย์กลางด้านการเงินซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของฮ่องกง ห้องบอลรูมแห่งนี้จึงถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับถ่ายทำภาพประกอบเพิ่มเติมสำหรับ Forbes Asia
นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการสัมภาษณ์อย่างเป็นกันเองกับสองพี่น้อง ซึ่งนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ช่วงต้นปี 2020 พวกเขาได้เผยถึงกลยุทธ์คู่ขนาน เพื่อวางรากฐานสู่อนาคตให้กับอาณาจักรสังหาริมทรัพย์และพลังงานที่สร้างโดย Lee Shau Kee บิดาผู้ล่วงลับไปเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2025 ในวัย 97 ปี แผนการของพวกเขาคือ แผนการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในเชิง “ตั้งรับ” ในย่าน Central ด้วยโครงการพัฒนามูลค่าหลายพันล้านเหรียญจำนวน 2 แห่ง ควบคู่ไปกับการวางเดิมพันเชิง “รุก” ในเทคโนโลยีสีเขียว ซึ่งเป็นธุรกิจที่พวกเขาคาดการณ์ว่าน่าจะสร้างรายได้เทียบเท่ากับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้ภายใน 1 ทศวรรษข้างหน้า
นับตั้งแต่ก้าวขึ้นมารับผิดชอบการบริหารอาณาจักร Henderson Land ในช่วงกลางปี 2019 แทนผู้เป็นบิดา ซึ่งได้แต่งตั้งให้ทั้งคู่เป็นประธานกรรมการร่วมของทั้งกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และบริษัทสาธารณูปโภคอย่าง Hong Kong and China Gas หรือ Towngas ทั้ง Peter และ Martin ต่างต้องเผชิญกับบททดสอบอันหนักหน่วง ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย วิกฤตโควิด-19 ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอันเจ็บปวด รวมทั้งความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่ถาโถมเข้าใส่ฮ่องกงอย่างต่อเนื่อง “คุณพ่อได้วางรากฐานไว้ให้อย่างแข็งแกร่ง ทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และสาธารณูปโภค ในยามวิกฤตเรายังคงถือครองสินทรัพย์ที่ดีที่สุดในทำเลที่ดีที่สุดเอาไว้” Peter ในวัย 62 ปีกล่าว

เขาเล่าต่อว่า เมื่อมองไปข้างหน้า รูปร่างหน้าตาของกลุ่มบริษัทมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนไปจากเดิมบ้าง “ในขณะที่อสังหาริมทรัพย์ยังคงให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ แต่แรงขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคตจะมาจากภาคธุรกิจเกิดใหม่อย่างเทคโนโลยีสีเขียวเพิ่มมากขึ้น” ด้าน Martin ในวัย 54 ปีเสริมว่า “ในอีก 5 ปีข้างหน้าเมื่อโครงการพัฒนาเชิงพาณิชย์ของเราใน Central เสร็จสมบูรณ์ และโครงการพลังงานสะอาดเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้น ผมมั่นใจว่าอนาคตของเราจะสดใสอย่างแน่นอน”
กลุ่มบริษัท Henderson Land ก่อตั้งขึ้นโดยบิดาของพี่น้องตระกูล Lee ในปี 1976 และถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนอีก 7 แห่ง ซึ่งรวมถึงหุ้น 73% ใน Henderson Land และ 42% ใน Towngas นอกจากนี้ ยังถือหุ้นในธุรกิจโรงแรม ห้างสรรพสินค้า และบริการเรือเฟอร์รี่อีกด้วย โดยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมของบริษัทต่างๆ อยู่ที่ 3.09 แสนล้านเหรียญฮ่องกง (3.96 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) ณ สิ้นเดือนมกราคม ซึ่งส่งผลให้มูลค่าทรัพย์สินรวมของสองพี่น้องและครอบครัวอยู่ที่ 3.49 หมื่นล้านเหรียญ ส่งผลให้พวกเขารั้งอันดับ 2 ในทำเนียบ 50 ผู้มั่งคั่งที่สุดของฮ่องกง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่บิดาของพวกเขาเคยครองไว้จนถึงปีที่แล้ว
ด้วยเงินลงทุนทั้งสิ้น 3.3 พันล้านเหรียญ โครงการ The Henderson ของสองพี่น้องตระกูล Lee ถือเป็นโครงการพัฒนาขนาดใหญ่แห่งแรกที่เกิดขึ้นในรอบ 20 ปีในศูนย์กลางด้านการเงินของฮ่องกง โดยพวกเขาจ่ายเงินจำนวน 3 พันล้านเหรียญในปี 2017 เพื่อซื้อที่ดินบนถนน Murray Road ซึ่งตามรายงานระบุว่า ถือเป็นสถิติโลกสำหรับการมูลค่าต่อตารางเมตรในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ในขณะนั้น แต่เมื่ออาคารเปิดตัวในเดือนมิถุนายน ปี 2024 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของเมืองกลับอยู่ในช่วงตกต่ำครั้งรุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ แต่ในเวลานี้อสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกงเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว อาคารแห่งนี้ก็มีผู้เช่าแล้วถึง 90% มีทั้งบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการลงทุนจากสหรัฐฯ อย่าง Carlyle, General Atlantic และ Point72 นี่เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า การตัดสินใจของสองพี่น้องนั้นถูกทาง

“ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีขึ้นมีลงเป็นเรื่องธรรมดา ดังนั้น มันจึงยากที่จะซื้อได้ในราคาที่ถูกที่สุดเสมอไป” Martin ผู้ดูแลโครงการนี้กล่าว “ดังนั้น เมื่อคุณรู้สึกว่ามันเป็นการลงทุนที่ใช่ และตัวอสังหาริมทรัพย์นั้นมีศักยภาพที่ดี คุณก็แค่เดินหน้าต่อ” ตรรกะดังกล่าวเป็นแรงผลักดันให้สองพี่น้องทุ่มเงิน 6.5 พันล้านเหรียญในปี 2021 เพื่อซื้อที่ดินริมอ่าว Victoria Harbour ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีราคาสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการขายผ่านการประมูลโดยรัฐบาลฮ่องกง สำหรับโครงการพัฒนาที่ชื่อว่า Central Yards สองพี่น้องตระกูล Lee ได้ทุ่มเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 8.1 พันล้านเหรียญในการทำโครงการคอมเพล็กซ์แห่งนี้ ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่สำนักงานและร้านค้าปลีกระดับพรีเมียมขนาด 140,000 ตารางเมตร โรงละครขนาด 1,100 ที่นั่ง และพื้นที่สีเขียวหลายแห่งที่เปิดให้สาธารณชนเข้าใช้บริการ โดยเฟสแรกมีกำหนดเปิดตัวในปีหน้า และตั้งเป้าจะเสร็จสมบูรณ์ทั้งโครงการภายในปี 2032
ด้วย 2 โครงการขนาดยักษ์นี้ Henderson Land กำลังแผ้วถางทางสู่ความสำเร็จในย่าน Central เพื่อก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่ทัดเทียมกับ Hongkong Land เจ้าที่รายใหญ่ที่ครองตลาด Central มาอย่างยาวนานและเป็นหนึ่งในเครือของ Jardine Matheson ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของตระกูล Keswick ผู้ติดในทำเนียบผู้มั่งคั่งที่สุดของฮ่องกงในอันดับ 22 และ CK Asset Holdings บริษัทซึ่ง Li Ka-shing บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในฮ่องกงเป็นเจ้าของ
นักวิเคราะห์กล่าวว่า Henderson Land ยอมจ่ายส่วนต่างราคาที่สูงลิ่วสำหรับที่ดินเหล่านี้ ซึ่งเป็นที่ดินเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่กลุ่มแรกในย่าน Central ที่ถูกนำออกประมูลนับตั้งแต่ปี 1996 แต่ Martin ไม่สนใจกับความกังวลเหล่านั้น เขามองว่าย่านนี้คือตัวเลือกที่ชัดเจนสำหรับบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ เมื่อพิจารณาจากความเป็นศูนย์กลางการเงินในเอเชีย ทั้งนี้ JLL Hong Kong บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ คาดการณ์ในรายงานฉบับเดือนธันวาคมที่ผ่านมาว่า ค่าเช่าสำนักงานเกรดพรีเมียมใน Central จะพุ่งสูงขึ้นถึง 5% ในปีนี้ จากความต้องการที่แข็งแกร่งของบริษัทด้านการเงิน ท่ามกลางการฟื้นตัวของตลาด IPO ในฮ่องกง โดย JLL ระบุว่าอัตราพื้นที่ว่างใน Central อยู่ที่ 11% ในเดือนธันวาคม เมื่อเทียบกับ 14% ในภาพรวมทั้งเมือง ขณะที่ในช่วงก่อนการแพร่ระบาด อัตราพื้นที่ว่างในย่านธุรกิจนี้เคยอยู่ในระดับเลขหลักเดียวต่ำๆ เท่านั้น

อย่างไรก็ตามข้อมูลจาก Rating and Valuation Department ของฮ่องกงระบุว่า ราคาสำนักงานเกรดพรีเมียมในฮ่องกงได้ดิ่งลงถึง 53% จากจุดสูงสุดในปี 2018 และค่าเช่าร่วงลง 25% จากระดับสูงสุดในปี 2019 ขณะที่ JLL คาดการณ์ว่า ราคาพื้นที่สำนักงานเกรด A ในย่าน Central อาจลดลงได้อีกถึง 5% ในปี 2026 เนื่องจากบรรดาธนาคารยังคงมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์
ในขณะเดียวกัน Henderson Land อ้างว่า ได้บรรลุข้อตกลงสัญญาเช่าสำนักงานที่มีพื้นที่ใช้สอยที่ใหญ่ที่สุดในย่าน Central ในรอบหลายทศวรรษ โดย Jane Street ยักษ์ใหญ่ด้านการซื้อขายหลักทรัพย์เชิงปริมาณที่มีสำนักงานใหญ่ใน New York วางแผนที่จะย้ายจากอาคาร Chater House ของ Hongkong Land ในย่าน Central มายัง Central Yards เช่นกันหลังจากทำสัญญาเช่าล่วงหน้าไปกว่า 20,700 ตารางเมตร หรือคิดเป็น 70% ของพื้นที่สำนักงานในเฟสแรกของโครงการ โดยจะเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2028 JPMorgan คาดการณ์ในรายงานฉบับเดือนมิถุนายนว่า ค่าเช่าสุทธิรายเดือนของ Jane Street หลังหักส่วนลดและสิทธิประโยชน์ต่างๆ จะอยู่ที่ 110 เหรียญฮ่องกงต่อตารางฟุต (1,184 เหรียญต่อตารางเมตร) ซึ่งถือเป็นราคาที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในย่าน Central ณ เดือนมีนาคม 2025 ถึง 49% “เราไม่ได้เสนอส่วนลดมากมายเพื่อดึงดูดผู้เช่าหลัก” Martin ยืนยัน “ค่าเช่าที่เราได้รับล้วนอยู่ในระดับราคาตลาดที่แข็งแกร่งทั้งสิ้น”
2 โครงการนี้ “ถือเป็นหนึ่งไม่มีสองอย่างแท้จริง” Joseph Tsang ประธานกรรมการ JLL Hong Kong กล่าวและอธิบายว่า โครงการเหล่านี้โดดเด่นกว่าคู่แข่งด้วย “การตกแต่งภายในที่เหนือชั้น” ซึ่งรวมถึงลักษณะเด่นอย่างพื้นที่ใช้สอยต่อชั้นขนาดใหญ่ และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ CK Asset ไม่ได้ตอบกลับอีเมลที่ส่งไปขอความคิดเห็น ขณะที่ Hongkong Land ก็ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น
Martin เสริมว่า เป้าหมายของพวกเขาคือการสร้างอาคารที่ “ยึดผู้เช่าเป็นศูนย์กลาง” ตัวอย่างเช่น The Henderson มีจุดยกของพิเศษที่ออกแบบมาเฉพาะ เพื่อให้ผู้เช่าอย่าง Christie’s สถาบันประมูลงานศิลปะและของสะสมสุดหรู ซึ่งได้เปิดสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ที่หรูหราในเอเชียที่นี่เมื่อปี 2024 สามารถยกงานศิลปะจากระดับพื้นดินขึ้นทางด้านข้างของตัวอาคารได้โดยตรง “เพดานที่สูง พื้นที่แบบไร้เสา และผังที่ยืดหยุ่นของ The Henderson ช่วยให้เราสามารถจัดแสดงงานศิลปะในคุณภาพระดับพิพิธภัณฑ์ได้” Rahul Kadakia กรรมการผู้จัดการใหญ่ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวผ่านอีเมลพร้อมระบุเพิ่มเติมว่า “ความสะดวกสบาย ความซับซ้อน และเอกสิทธิ์เฉพาะตัว” เช่นนี้เป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในย่าน Central

แม้ว่าแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์จะดูสดใสมากขึ้น แต่ผลกำไรสุทธิของ Henderson Land ยังคงเผชิญกับแรงกดดัน โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 บริษัทรายงานกำไรพื้นฐาน ที่ไม่รวมการตีราคาอสังหาริมทรัพย์ใหม่ลดลง 44% ไปอยู่ที่ 3 พันล้านเหรียญฮ่องกง โดยระบุว่า ตัวเลขของปีก่อนหน้าสูงกว่าปกติเนื่องจากมีกำไรพิเศษครั้งเดียวจำนวน 2.5 พันล้านเหรียญฮ่องกง ซึ่งส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการที่รัฐบาลขอที่ดินคืน (ที่ดินเกือบทั้งหมดในฮ่องกงถือครองภายใต้สัญญาเช่า ซึ่งรัฐบาลจะจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้เช่าหากมีการ "ขอคืน" พื้นที่) รายได้ร่วงลง 19% ไปอยู่ที่ 9.6 พันล้านเหรียญฮ่องกง โดยยอดขายอสังหาริมทรัพย์ดิ่งลง 19% และรายได้จากค่าเช่าลดลง 3% ทั้งนี้ ตลาดฮ่องกงครองสัดส่วนมากกว่า 70% ของทั้งยอดขายอสังหาริมทรัพย์และรายได้จากค่าเช่าของบริษัท ส่วนตัวเลขที่เหลือมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ อย่างไรก็ตามราคาหุ้นของบริษัทพุ่งสูงขึ้นกว่า 40% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ณ สิ้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา เนื่องจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้นได้กระตุ้นให้เกิดการฟื้นตัวของราคาหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำทั้งหลาย
ฐานะทางการเงินของ Henderson Land ยังคงแข็งแกร่ง เนื่องจากมี “รายได้ต่อเนื่องที่ยืดหยุ่นจากพอร์ตโฟลิโออสังหาริมทรัพย์ให้เช่า” Alvin Huang นักวิเคราะห์วิจัยจากบริษัทโบรกเกอร์ CLSA ในฮ่องกงกล่าว พร้อมชี้ให้เห็นว่า บริษัทยังมีข้อได้เปรียบจากการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากตระกูล Lee อีกด้วย ทั้งนี้ ณ เดือนมิถุนายน บริษัทมีหนี้สินสุทธิเพียงกว่า 6.7 หมื่นล้านเหรียญฮ่องกง ทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายนี้อยู่ที่ 21% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 22% ของบริษัทคู่แข่งที่ใกล้เคียงที่สุด 5 อันดับแรก
โครงการ The Henderson และ Central Yards จะช่วยหนุนรายได้จากค่าเช่าของ Henderson Land ให้เพิ่มขึ้นราว 40-50% ภายในปี 2032 ตามความเห็นของ Raymond Cheng นักวิเคราะห์อสังหาริมทรัพย์อิสระ อดีตหัวหน้าฝ่ายวิจัยอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทหลักทรัพย์ CGS International Securities ของสิงคโปร์ประจำฮ่องกง
ในขณะที่พี่น้องตระกูล Lee กำลังทุ่มสุดตัวให้กับย่าน Central ของฮ่องกง แต่สำหรับการลงทุนในจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งตกอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจซบเซาต่อเนื่องนานถึง 4 ปี พวกเขาเลือกที่จะลงทุนอย่างระมัดระวัง โดย Peter ผู้ดูแลธุรกิจในส่วนนี้กล่าวว่า บรรดาบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศจีนมีการใช้เงินกู้ที่สูงเกินตัวมาตั้งแต่ช่วงปี 2013 ดังนั้น เขาจึงเริ่มลดขนาดการลงทุนลง ส่งผลให้ที่ดินสะสมในประเทศจีนลดลงกว่า 80% ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาจนขนาดของพื้นที่ใช้สอยตามสัดส่วนการถือหุ้น (AFA) เหลือเพียง 2.3 ล้านตารางเมตร ณ วันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา (ถ้าจะเปรียบเทียบที่ดินที่บริษัทครอบครองตาม AFA ในฮ่องกงมีอยู่ 2.1 ล้านตารางเมตร และมีที่ดินเพื่อการเกษตรอีก 3.9 ล้านตารางเมตร ในช่วงเวลาเดียวกัน) “ยุคสมัยแห่งการเติบโตอย่างไร้ระเบียบในจีนแผ่นดินใหญ่นั้นได้จบลงแล้ว” Peter กล่าว “ตอนนี้ตลาดต้องใช้เวลาอีกนานในการระบายอุปทานส่วนเกินออกไป” เขาประเมินว่ากระบวนการปรับสมดุลนี้อาจกินเวลานานอย่างน้อย 5 ปี ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล

ภาวะหดตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจีนแผ่นดินใหญ่ Peter เริ่มเฟ้นหาธุรกิจที่จะขับเคลื่อนการเติบโตของกลุ่มบริษัทต่อไป ในฐานะคุณพ่อลูก 3 และชาวพุทธผู้เคร่งครัด เขาเฝ้าพินิจถึงความท้าทายที่คนรุ่นหลังต้องเผชิญ และคำตอบแรกที่ผุดขึ้นในใจคือภาวะโลกร้อน เขาตระหนักว่าเทคโนโลยีสีเขียวคือกุญแจสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูโลกไปพร้อมๆ กับการสร้างความมั่งคั่งให้ธุรกิจของตระกูล โดยเฉพาะการต่อยอดความเชี่ยวชาญจาก Towngas ผู้ผูกขาดธุรกิจท่อส่งก๊าซในฮ่องกง และผู้ดำเนินการเครือข่ายการขนส่งก๊าซไปยังจีนแผ่นดินใหญ่
ภายใต้การนำของ Peter ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาบริษัทด้านสาธารณูปโภคแห่งนี้ได้เร่งเครื่องการพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว โดยต่อยอดจากฐานธุรกิจดั้งเดิมอย่างการจัดการของเสีย นอกจากนั้น ในปี 2014 เขายังได้ตั้งสำนักงานครอบครัว Full Vision Capital เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินลงทุนในสตาร์ทอัพที่ทำงานด้านนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาปรับใช้จริงภายในอาณาจักร Towngas และ Henderson Land “ในระยะยาวเรากำลังมุ่งหน้าสู่อุตสาหกรรมที่โลกใบนี้ต้องการมากที่สุด” Peter กล่าว
วิสัยทัศน์ของเขากำลังถูกท้าทาย รายงานจาก McKinsey ในช่วงตุลาคมระบุว่า พลังงานฟอสซิลจะยังคงครองสัดส่วนสูงถึงครึ่งหนึ่งของการใช้พลังงานทั่วโลกในปี 2050 แม้จะลดลงจากระดับ 64% ในช่วงปลายปี 2025 ก็ตามที ส่วนพลังงานยั่งยืนก็จะยังไม่สามารถขยายตัวสู่ตลาดวงกว้างได้ก่อนปี 2040 หากไม่มีนโยบายภาครัฐมาผลักดัน อย่างไรก็ดีมีการคาดการณ์ว่าความต้องการใช้พลังงานสะอาดจะพุ่งสูงขึ้นถึง 4 เท่าตัวภายในปี 2050
แต่พี่น้องตระกูล Lees ยังคงเดินหน้าเต็มสูบในการเป็นหัวหอกขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานหมุนเวียนของ Towngas ด้วยโครงการพลังงานแสงอาทิตย์มากกว่า 1,000 แห่ง ทั้งในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ ณ วันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่เชื่อมต่อระบบโครงข่าย พุ่งขึ้นแตะระดับ 2.6 กิกะวัตต์ ขณะที่ยอดขายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของบริษัทขยับตัวสูงขึ้นถึง 44% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2024
เชื้อเพลิงสะอาดสำหรับภาคการขนส่งทั้งทางน้ำ ทางบก และทางอากาศ คืออีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญ Towngas ได้เปลี่ยนขยะยางรถยนต์ ชีวมวล และขยะชุมชน ให้กลายเป็นกรีนเมทานอล สำหรับใช้ในการเดินเรือ ในปีที่ผ่านมาบริษัทมีกำลังการผลิตพุ่งแตะระดับ 165,000 ตัน และตั้งเป้าที่จะเพิ่มการผลิตเป็นเท่าตัวภายในปี 2028 นอกจากนี้ Towngas ยังสกัดไฮโดรเจนจากก๊าซสังเคราะห์และก๊าซจากบ่อฝังกลบขยะเพื่อป้อนให้แก่ยานยนต์ขนส่งระยะไกล และสถานีชาร์จ EV ซึ่งเป็นธุรกิจสาธารณูปโภคตัวใหม่ที่บริษัทเพิ่งเริ่มดำเนินการเมื่อปี 2025 ที่ผ่านมา

ดาวเด่นในพอร์ตการลงทุนของ Towngas คือ EcoCeres ผู้ผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) จากฮ่องกง ซึ่งแยกตัวออกมาจากธุรกิจสาธารณูปโภคของบริษัทแม่ในปี 2021 และ 2 ปีหลังจากนั้น Towngas ได้ขายหุ้น 21% ใน EcoCeres ให้กับ Bain Capital ซึ่งข้อตกลงธุรกิจนี้ส่งผลให้มูลค่าประเมินบริษัทสตาร์ทอัพแห่งนี้พุ่งทะยานไปแตะระดับเกือบ 1.5 พันล้านเหรียญ (โดย Towngas ยังคงถือหุ้นอยู่ 43% ณ สิ้นปี 2024) EcoCeres เผยว่า เชื้อเพลิง SAF ของบริษัทซึ่งผลิตจากไขมันสัตว์และน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงสุดถึง 90% เมื่อเทียบกับน้ำมันเจ็ตแบบดั้งเดิม Alan Chan ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Towngas กล่าว ทั้งนี้ Towngas ระบุว่า ปัจจุบัน EcoCeres ครองส่วนแบ่งตลาด SAF ราว 20% ของโลก และเมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Chan ให้ความเห็นว่า สตาร์ทอัพรายนี้มี EBITDA เป็นบวกในทุกๆ ปี และมี "ความพร้อมทางการเงินสำหรับการทำ IPO” เพียงแต่ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาเลือกตลาดที่เหมาะในการระดมทุนเท่านั้น
Evan Li หัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานแห่งเอเชียของ HSBC ในฮ่องกง คาดการณ์ว่า ธุรกิจสีเขียวของ Towngas “จะเติบโตในอัตราที่รวดเร็วกว่าธุรกิจก๊าซสาธารณูปโภคแบบดั้งเดิมในระยะยาว โดยมีปัจจัยหนุนจากความได้เปรียบด้านขนาด และแรงสนับสนุนด้านนโยบายจากทั้งจีนและสหภาพยุโรป” อย่างไรก็ตามในปัจจุบันรายได้มากกว่า 3 ใน 4 ของบริษัทยังคงมาจากธุรกิจก๊าซ และกลยุทธ์รุกคืบสู่เทคโนโลยีสีเขียวก็ยังต้องรอผลิดอกออกผล ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 บริษัทมีรายได้คงที่อยู่ที่ 2.75 หมื่นล้านเหรียญฮ่องกง ในขณะที่กำไรสุทธิขยับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 3 พันล้านเหรียญ ธุรกิจพลังงานหมุนเวียนซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลังงานแสงอาทิตย์มีตัวเลขกำไรอยู่ที่ 120 ล้านเหรียญ แต่การดำเนินงานด้านพลังงานสะอาด ซึ่งรวมถึง SAF และเมทานอลสีเขียว มีผลขาดทุนจากการดำเนินงาน 190 ล้านเหรียญ
“ธุรกิจพลังงานสะอาดไม่น่าจะสร้างรายได้และกำไรอย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น” Dennis Ip หัวหน้าฝ่ายวิจัยกลุ่มสาธารณูปโภคระดับภูมิภาคประจำฮ่องกงของ Daiwa Capital Markets ในเครือ Daiwa Securities Group ของญี่ปุ่นกล่าว “ความหวังในตอนนี้คือเพียงแค่ขออย่าให้มันกลายเป็นตัวฉุดรั้งก็พอ” เขากล่าวเสริม

ไม่ใช่แค่ Towngas เท่านั้นที่กำลังรุกคืบสู่พลังงานสะอาด เพราะ CLP Holdings ภายใต้การนำของเศรษฐีพันล้าน Michael Kadoorie (อันดับ 14 ในทำเนียบผู้มั่งคั่งที่สุดของฮ่องกง) ก็มีการดำเนินงานทั้งทุ่งกังหันลม โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานน้ำทั่วเอเชีย นอกจากนี้ ยังบริหารโรงไฟฟ้าจากก๊าซฝังกลบขยะในฮ่องกงและกำลังศึกษาเรื่องไฮโดรเจนสีเขียวด้วย อย่างไรก็ตาม Peter ยืนยันว่า Towngas ได้สร้างความได้เปรียบนำหน้าในอุตสาหกรรมนี้ไปแล้ว “เราขยับตัวเร็วกว่าบริษัทอื่นๆ อีกหลายแห่ง และได้วางรากฐานไว้อย่างมั่นคงแล้ว” เขากล่าว
Li จาก HSBC สนับสนุนความเห็นดังกล่าว “Towngas เริ่มลงทุนในเมทานอลสีเขียวและ SAF มาตั้งแต่หลายปีก่อนทำให้บริษัทมีระยะเวลาเตรียมตัวสำหรับการพัฒนา บ่มเพาะ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน” เขากล่าว ขณะที่ทาง CLP ไม่ได้ตอบกลับอีเมลที่ส่งไปขอความคิดเห็นในประเด็นนี้
ในขณะที่สองพี่น้องเดินหน้าต่อยอดมรดกอันมหาศาล พวกเขากล่าวว่า ผู้เป็นบิดา “ไม่เคยกำหนดเส้นทาง” ให้เดินตาม แต่ในทางกลับกันพวกเขาจำได้ว่า Lee ผู้เป็นพ่อมักสนับสนุนให้ลูกๆ ค้นหาแนวทางของตนเอง “ถ้าเส้นทางนั้นสามารถช่วยแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนได้” Peter กล่าว “ย่อมมีรางวัลตอบแทนอย่างแน่นอน”
เรื่อง: Zinnia Lee เรียบเรียง: จารุณี แตมสำราญ
ภาพ: Jocelyn Tam
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : 10 มหาเศรษฐีฮ่องกง ปี 2026 เจ้าสัวระดับตำนาน ‘Li Ka-shing’ ยังครองแชมป์



