Harshil Mathur ผู้ร่วมก่อตั้ง razorpay • อินเดีย - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Asia
  • World >
  • Harshil Mathur ผู้ร่วมก่อตั้ง razorpay • อินเดีย

Harshil Mathur ผู้ร่วมก่อตั้ง razorpay • อินเดีย

Forbes Thailand / Admin
03 Oct 2021 | 9:00 am 168

ขณะที่เอเชียเริ่มมองเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ในสถานการณ์โควิด-19 เหล่านักเคลื่อนไหว ผู้ประกอบการ นักวิทยาศาสตร์ และผู้นำอายุน้อย ในทำเนียบรายชื่อ Forbes 30 Under 30 Asia 2021 ก็กำลังทำงานหนักภายใต้กรอบวิถีใหม่ หลังจากปีที่หนักหน่วงที่สุดในช่วงอายุของพวกเขาผ่านพ้นไปเหล่า มิลเลนเนียลและเจน Z ทั้ง 300 คนนี้มุ่งมั่นเพื่อเอาชีวิตรอด หรือแม้กระทั่งไขว่คว้าความสำเร็จมาได้ แม้จะอยู่ในช่วงล็อกดาวน์อันยาวนาน พบดาวเด่นแห่งหมวดการเงิน และธุรกิจเงินร่วมลงทุน


Harshil Mathur
อายุ: 29 ปี • ผู้ร่วมก่อตั้ง razorpay • อินเดีย
หมวด: การเงิน และธุรกิจเงินร่วมลงทุน

ปีที่แล้ว Harshil Mathur ยอมทิ้งงานวิศวกรภาคสนามรายได้งามที่ Schlumberger เพื่อมาจับมือกับเพื่อนรักสมัยเรียนมหาวิทยาลัยที่ชื่อ Shashank Kumar ก่อตั้งบริษัทให้บริการเกตเวย์การชำระเงินให้กับธุรกิจขนาดเล็กที่เผชิญหน้ากับความยุ่งยากจากกระบวนการรับคำสั่งซื้อออนไลน์

วันนี้ Razorpay สตาร์ทอัพฟินเทคของพวกเขาได้ประมวลผลการชำระเงินออนไลน์โดยคิดเป็น 1 ใน 3 จากการชำระเงินออนไลน์ทั้งหมดในอินเดีย จัดการการชำระเงินผ่านธนาคารมากกว่า 50 แห่ง และผ่านบริษัทบัตรเครดิตต่างๆ ในเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา แม้ว่าสถานการณ์โรคระบาดยังแพร่กระจายอย่างรุนแรง แต่ Razorpay ก็ประสบความสำเร็จได้รับสถานะเป็นยูนิคอร์น เนื่องจากสามารถระดมทุนได้ 100 ล้านเหรียญในรอบที่ร่วมนำโดย GIC กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของประเทศสิงคโปร์ และยังได้รับการประเมินมูลค่าอยู่ที่ 1 พันล้านเหรียญ

“การได้รับสถานะยูนิคอร์นนั้นยิ่งใหญ่มาก แต่พวกเรายังต้องเดินทางไปอีกไกลจากจุดตรงนี้” Mathur ให้สัมภาษณ์ผ่านวิดีโอคอลจากบ้านของเขาที่เมือง Bangalore ซึ่งเป็นตั้งของสำนักงานใหญ่ของบริษัท เขากล่าวว่าในปี 2020 Razorpay มีการเติบโตแบบ “พุ่งทะยาน” ขณะที่ในปี 2020 เขาบอกว่า ธุรกิจของ Razorpay โตขึ้นมากกว่า 3 เท่า โดยได้ประมวลผลการชำระเงินให้กับ 5 ล้านธุรกิจ คิดเป็นมูลค่า 3.5 หมื่นล้านเหรียญ เช่น สตาร์ทอัพบริการส่งอาหาร Swiggy และ Zomato ซึ่งเป็นลูกค้าของเขาตั้งแต่ยุคต้นๆ และปัจจุบันก็ได้รับสถานะยูนิคอร์นเช่นเดียวกัน

ความสำเร็จในช่วงเริ่มแรกของ Razorpay นั้นมาจากการเสนอบริการการชำระเงินให้กับธุรกิจออนไลน์ขนาดเล็กซึ่งพวกเขาได้รับการบริการที่ไม่ดีจากธนาคารต่างๆ “พวกเราได้รับการตอบรับอย่างดี เพราะไม่มีใครเลยที่สนใจพวกเขา” Mathur กล่าว เขาได้พบกับ Kumar ขณะเป็นนักศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่ Indian Institute of Technology Roorkee หลังจบการศึกษาในปี 2012 Kumar ย้ายไปอยู่เมือง Seattle เพื่อทำงานที่ Microsoft และเขาก็บอก Mathur ว่า พวกเขาน่าจะเริ่มทำธุรกิจเป็นของตัวเอง ทั้งคู่ยังติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอจน Mathur จบระดับปริญญาตรีในปี 2013 และไม่นานก็ได้ออกจากงานในบริษัทที่ทำเพื่อมาทุ่มเทให้กับ Razorpay

การที่จะแทรกตัวลงไปในธุรกิจนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย พวกเขาใช้เวลาไปถึง 6 เดือน และได้รับการปฏิเสธเกือบอีก 40 ครั้ง ก่อนที่ทั้งคู่จะได้พบกับธนาคารแห่งหนึ่งที่ชื่อ HDFC Bank ที่เต็มใจช่วยดำเนินการงานด้านธุรกรรมของพวกเขา เพียงแต่ต้องวางเงินประกันก่อนการทำงานจะเริ่มขึ้น ทั้งนี้ Mandar Kagade ผู้ก่อตั้ง Black Dot Public Policy Advisors บอกว่า สตาร์ทอัพอย่าง Razorpay ก็ได้ช่วยสนองความต้องการได้ตรงจุด เพราะธนาคารแบบดั้งเดิม เสนอบริการในแบบที่ “ต่ำกว่ามาตรฐาน” การมาถึงของสมาร์ทโฟนและบรอดแบนด์ราคาไม่แพงในกลางศตวรรษได้ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้

แม้ชาวอินเดียส่วนใหญ่ยังใช้เงินสดเป็นหลัก แต่การชำระเงินผ่านระบบดิจิทัลก็ได้รับแรงส่งสำคัญจาก 2 นโยบายของรัฐบาล นั่นก็คือ “การยกเลิกพันธบัตร” ซึ่งได้ทำการยกเลิก 86% ของเงินธนบัตรเพื่อที่จะควบคุมเงินสดผิดกฎหมายในปี 2016 และเริ่มการจัดเก็บภาษีสินค้าและบริการทั่วประเทศรูปแบบใหม่ในปี 2017

Praveena Rai ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการที่ National Payments Corporation of India ซึ่งเป็นองค์กรที่ควบคุมการชำระเงินรายย่อยและระบบชำระเงินขององค์กรต่างๆ ในอินเดียกล่าวว่า การร่วมมือกันระหว่างธนาคารและสตาร์ทอัพฟินเทคได้เป็นเครื่องมือช่วยผลักดันการปรับกระบวนการทำงานเข้าสู่ระบบดิจิทัลและการชำระเงินออนไลน์ในอินเดีย ความสำเร็จนี้ได้ทำให้ฟินเทคในอินเดียเกิดความร้อนแรงขึ้น ตามรายงานของ Boston Consulting Group และ Federation of Indian Chambers of Commerce and Industry ระบุว่า นักลงทุนระดับโลกได้เทเงินราว 1 หมื่นล้านเหรียญลงในบริษัทฟินเทคของอินเดียตั้งแต่ปี 2016 ตัวอย่างเช่น กระเป๋าเงินดิจิทัล Paytm ที่มี Alibaba ถือหุ้นอยู่ ได้ถูกประเมินมูลค่าอยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านเหรียญในปี 2019 และ Vijay Shekhar Sharma ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพแห่งนี้ได้กลายเป็นเศรษฐีพันล้านคนแรกของฟินเทคในอินเดียในปี 2017

การล็อกดาวน์เพื่อควบคุมโรคระบาดได้สร้างการเติบโตให้ธุรกิจเพิ่มมากขึ้น เพราะว่ามีคนเป็นจำนวนล้านๆ เข้ามาซื้อของผ่านออนไลน์ ขณะที่บรรดาโรงงานใหญ่ๆ ก็ปิดตัวอย่างชั่วคราวหรือตัดเวลาการทำงานลง ผู้ประกอบการออนไลน์หลายพันรายก็ใช้ช่วงเวลาล็อกดาวน์นี้เริ่มขายทุกๆ สิ่ง ตั้งแต่คัพเค้กไปจนถึงคลาสเรียนโยคะออนไลน์

“นี่เป็นฐานลูกค้าใหม่ทั้งหมดสำหรับพวกเรา” Mathur กล่าว แม้จะเผชิญหน้ากับคู่แข่งจำนวนมาก รวมถึง PayU ซึ่งมี Naspers เป็นเจ้าของ แต่ธุรกิจของเราก็ไล่ล่าหาโอกาสเพื่อสร้างการเติบโตใหม่ๆ อย่างการจับมือกับ RBL Bank ที่มีสำนักงานใหญ่ในเมือง Mumbai เพื่อเสนอบริการทุกๆ สิ่งให้กับธุรกิจขนาดเล็ก ตั้งแต่บัตรเครดิต เงินกู้ จนถึงประกัน และการจัดการระบบการจ่ายเงินเดือน Mathur ไม่เชื่อว่าการขยายงานจะทำ Razorpay สูญเสียข้อได้เปรียบต่างๆ ในธุรกิจไป “พวกเราชัดเจนอย่างมากว่า สิ่งไหนที่พวกเราจะไม่ทำ” เขากล่าว “พวกเราต้องการสร้างสิ่งต่างๆ ที่ช่วยสนับสนุนธุรกิจ บางสิ่งที่นอกวิสัยทัศน์นั้นเป็นสิ่งที่พวกเราอยู่ห่างออกมาอยู่แล้ว” — Megha Bahree รายงาน

เรียบเรียง: ธรรดร โสตถิอำรุง, เอมวลี อัศวเปรม และ บำรุง อำนาจเจริญฤทธิ์


คลิกอ่านฉบับเต็ม และบทความทางด้านธุรกิจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนสิงหาคม 2564 ในรูปแบบ e-magazine

 

 

BACK TO TOP