Guangzhou หมากสำคัญบนเส้นทางท่องเที่ยวไทย - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Asia
  • World >
  • Guangzhou หมากสำคัญบนเส้นทางท่องเที่ยวไทย

Guangzhou หมากสำคัญบนเส้นทางท่องเที่ยวไทย

Forbes Thailand
Forbes Thailand / Admin
21 Jan 2014 | 1:56 pm 414

นอกจากมณฑล Guangdong (กวางตุ้ง) จะเป็นแผ่นดินแม่ของคนจีนโพ้นทะเลในไทยแล้ว เมืองเอกของมณฑลนี้ยังช่วยให้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวไหลเข้าแผ่นดินขวานทองเกือบปีละแสนล้านบาท คิดเป็นราว 1 ใน 3 ของนักท่องเที่ยวจีนทั้งประเทศ หากจะเรียก Guangzhou (กวางโจว) ว่าเป็นเมืองหลวงของการท่องเที่ยวไทยในประเทศที่มี GDP มากเป็นอันดับที่ 2 ของโลกก็คงจะไม่ผิดนัก

กว่า 3 ชั่วโมงที่เจ้านกเหล็กลำโตเหินเวหาในระยะทางกว่า 1,600 กิโลเมตร จากสนามบินดอนเมืองมาสู่ท่าอากาศยานนานาชาติ Guangzhou Baiyun (กวางโจวไป่หยุน) สนามบินที่มีความหนาแน่นของเที่ยวบินมากเป็นอันดับ 2 ในสาธารณรัฐประชาชนจีน ด้วยสถิติรองรับผู้โดยสารราว 52 ล้านคนในปีที่ผ่านมา (รองจากท่าอากาศยานนานาชาติในเมืองหลวง Beijing) จุดหมายปลายทางที่ถือเป็นประตูสู่แดนใต้ของแผ่นดินมังกร ต้อนรับเราด้วยความสงัดเงียบในยามค่ำคืน ตัดสลับกับแสงสีจากป้ายไฟน้อยใหญ่ที่รายเรียงตามสองข้างทาง ท่ามกลางการหลับไหลของผู้คนส่วนใหญ่ในตึกทรงสูง

Guangzhou คือเมืองระดับ Beta+ จากการจัดอันดับ Global City ทั่วโลก ถือเป็นเมืองท่าสำคัญของจีนแผ่นดินใหญ่ เนื่องจากมีทำเลที่ตั้งใกล้เขตเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ฮ่องกง, มาเก๊า รวมไปถึง Shenzhen (เสินเจิ้น) ที่เสมือนเป็นโรงงานอุปกรณ์ไอทีของโลก ทั้งยังถือเป็น 1 ใน 5 นครศูนย์กลางแห่งชาติหรือ National Central City ที่ครอบคลุมพื้นที่ในเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไข่มุก (The Pearl River Delta Economics Zone) ทำให้ได้รับการพัฒนาทั้งเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการ รวมไปถึงคุณภาพชีวิตที่ได้รับการดูแลมากกว่า หากเทียบกับเมืองอื่นๆ ตรงนี้เองที่ทำให้กำลังซื้อของคนกวางโจวมีสูงกว่าประชาชนต่างเมือง

เศรษฐกิจในปี 2013 ของ Guangzhou มีมูลค่าประมาณ 8 ล้านล้านบาท คิดเป็น 2.67% ของ GDP จีนทั้งประเทศ มีอัตราการเติบโตที่ 12.5% จากปี 2012 ประชากรมีรายได้ต่อคนต่อปีประมาณ 6.32 แสนบาท (ขณะที่ GDP ของประเทศไทยอยู่ที่ราว 11.897 ล้านล้านบาท ประชากรมีรายได้ต่อคนต่อปีไม่ถึง 1.9 แสนบาท)

ด้วยศักยภาพด้านทำเลที่ตั้งและผลสัมฤทธิ์ทางเศรษฐกิจ ทำให้ Guangzhou นครซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของฮ่องกงเพียง 120 กิโลเมตร ในวันนี้ เป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อจีนตอนใต้ไว้ด้วยกัน ไม่เพียงแต่การคมนาคมขนส่งเท่านั้น การเดินทางท่องเที่ยวของคนทางตอนใต้ก็ล้วนต้องอาศัยเมืองเอกแห่งลุ่มแม่น้ำไข่มุกแห่งนี้ทั้งสิ้น


Global City คือการจัดอันดับเมืองต่างๆ ที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจองค์รวมของโลก โดยเกณฑ์ที่ใช้วัดจะอิงตามหลัก socio-economic ซึ่งจะจำแนกเมืองต่างๆ ออกเป็น 4 หมวดใหญ่ๆ คือ Alpha หรือเมืองที่มีอิทธิพลต่อระบบเศรษฐกิจองค์รวมของโลกมาก, Beta หรือเมืองที่มีอิทธิพลต่อระบบเศรษฐกิจองค์รวมของโลกแบบปานกลาง, Gamma หรือเมืองที่มีอิทธิพลต่อระบบเศรษฐกิจองค์รวมของโลกเล็กน้อย และ Sufficiency หรือเมืองที่ไม่มีอิทธิพลต่อระบบเศรษฐกิจองค์รวมของโลก โดยนครที่มีอันดับสูงที่สุดในโลกคือ New York City และ London ในตำแหน่ง Alpha++ ขณะที่กรุงเทพมหานครอยู่ในกลุ่ม Alpha- ตามหลัง 2 เมืองใหญ่ในภูมิภาค ASEAN อย่าง Singapore City (Alpha+) และ Kuala Lumpur (Alpha)

นครศูนย์กลางแห่งชาติ (National Central City) คือเมืองที่ทางการจีนต้องการให้เป็นเสมือนศูนย์กลางทางการปกครองในภูมิภาค ประกอบไปด้วย Beijing (ปักกิ่ง), Chongqing (ฉงชิ่ง), Guangzhou (กวางโจว), Shanghai (เซี่ยงไฮ้), Tianjin (เทียนจิน) และอีก 1 เมืองพิเศษคือ ฮ่องกง


สถิติในปีที่ผ่านมาขององค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ หรือ UNTWO ได้พูดถึงประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกไว้อย่างน่าสนใจว่า จีนเป็นประเทศที่มีการต้อนรับนักท่องเที่ยวกว่า 55.7 ล้านคน มากเป็นอันดับ 4 ของโลก แต่ในขณะที่ยอดนักท่องเที่ยวที่เดินทางออกนอกประเทศนั้นกลับมากเป็นอันดับ 1 ด้วยจำนวนมากกว่า 80 ล้านคน มียอดการใช้จ่ายรวมมากที่สุดในโลก ราว 1.28 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 4.14 ล้านล้านบาท คิดเป็น 11% ของการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวของทั้งโลก

แม้แนวโน้มการท่องเที่ยวของชาวจีนจะยังคงจำกัดอยู่ภายในประเทศเป็นหลัก แต่ก็ยังมีนักท่องเที่ยวจีนอีกไม่น้อยเลือกเดินทางท่องโลกกว้างนอกม่านไม้ไผ่ โดยจุดหมายปลายทางที่ชาวจีนนิยมมากที่สุดคือเกาหลีใต้ รองลงมาคือไทย ส่วนอันดับ 3 คือญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นประเทศคู่แค้นทางประวัติศาสตร์นับร้อยๆ ปีของจีน

การจับจ่ายของนักท่องเที่ยวชาวจีนสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศไทยกว่า 1.8 แสนล้านบาทในปี 2013 เฉลี่ยตกคนละประมาณ 39,000 บาทในการมาเยือนแต่ละครั้ง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงาน Guangzhou ประมาณการตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าไทยว่าราว 30-40% ของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนราว 4.7 ล้านคนในปีที่ผ่านมา คือนักท่องเที่ยวที่เดินทางออกจากนคร Guangzhou

เมื่อจีนทั้งประเทศคือตลาดมหึมาของการท่องเที่ยวไทย และนักท่องเที่ยวจาก Guangzhou มีสัดส่วนประมาณ 1/3 ของ นักท่องเที่ยวจีนที่เข้าไทย ภาครัฐและเอกชนของไทยจึงจับมือร่วมกันพัฒนาตลาดและสร้างโอกาสทางธุรกิจ

“ผู้โดยสารชาวจีนที่โดยสารมากับสายการบินของเราสิ้นปีนี้จะมีประมาณ 1.5 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 19-20% ของจำนวนผู้โดยสารทั้งหมด… ตรงนี้ทำให้เราเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศจีน และก็โชคดีมากที่ได้ slot ว่างของสนามบิน Guangzhou เลยเลือกเปิดเส้นทางบินใหม่จาก Guangzhou บินตรงไปกระบี่ โดยที่เราแทบไม่ต้องโปรโมตเส้นทางบินใหม่ ซึ่งก็คือกระบี่เลย เพราะคนจีนเขารู้จักกระบี่ดี เผลอๆ ดีกว่าคนไทยอย่างเราๆ อีก” ทัศพล แบเลเว็ลด์ CEO ของสายการบิน Thai AirAsia และรับผิดชอบดูแลภูมิภาค Great China ของ AirAsia Group พูดถึงโอกาสทางธุรกิจการบินในประเทศจีน หลังแถลงเปิดเส้นทางบินใหม่ เมื่อกลางเดือนกันยายน

“Guangzhou ถือเป็นเมืองที่โดดเด่นมากเมืองหนึ่งในจีน เพราะบรรดาเมืองต่างๆ ทางตอนใต้ต้องมาอาศัยสนามบินของ Guangzhou ลักษณะเดียวกับสนามบินในมาเก๊า ทำให้การจราจรทางอากาศของ Guangzhou ชุกชุมมาก จนต้องมีโครงการสร้างสนามบินแห่งที่ 2 มารองรับเส้นทางบินใหม่ๆ ”

สุพัตรา ศรีไมตรีพิทักษ์ กงสุลใหญ่ ณ นคร Guangzhou มองว่าการเพิ่มเส้นทางบิน โดยเฉพาะเส้นทางบินตรงสู่จุดหมายปลายทางใหม่ๆ ที่ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในหมู่นักท่องเที่ยวชาวจีน อีกทั้งยังเป็นการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

ทิศทางนี้สอดคล้องกับนโยบายของ ททท. ที่มีแผนจะพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ อาทิ เขาใหญ่ ชะอำ กาญจนบุรี ให้เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวชาวจีน เพื่อลดการกระจุกตัวในเมืองท่องเที่ยวชื่อดัง ซึ่งความคับคั่งของนักท่องเที่ยวชาวจีนในไทยอาจจะเป็นผลมาจากภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมมากในจีนเรื่อง Lost in Thailand ที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับชาวจีนที่มาเยี่ยมเยือนไทย จนเกิดกระแส Thailand Fever ในแผ่นดินใหญ่  และการจะรุกตลาดท่องเที่ยวในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนตอนนี้ถือว่าเหมาะสมมาก เนื่องจากทางการไทยเพิ่งมีนโยบายลดค่าธรรมเนียมวีซ่า ซึ่งจะเป็นผลดีในการช่วยธุรกิจภาคการท่องเที่ยวที่ค่อนข้างจะซบเซาหลังเหตุการณ์ไม่แน่นอนทางการเมืองในช่วงต้นปี ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง

“เชื่อว่าจบปีนี้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนจะกระเตื้องมาแตะที่ราว 5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วประมาณ 3 แสนคน ซึ่งเป็นผลพวงมาจากนโยบายยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าแ ละสถานการณ์การเมืองที่คลี่คลาย“สันติ แสวงเจริญ ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงาน Guangzhou คาดการณ์

ในอนาคต Thai AirAsia มีเป้าหมายขยายเส้นทางบินสู่เมืองระดับ 2 มากขึ้น เช่น Guilin (กุ้ยหลิน), Nanning (หนานหนิง), Chengdu (เฉิงตู) แต่ด้วยข้อจำกัดด้านการรับรู้ของกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทย ที่ไปเยือนจีนแค่ 1 ใน 3 ของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่มาไทย ตรงจุดนี้เองทำให้ต้องประชาสัมพันธ์จุดหมายปลายทางใหม่ๆ ก่อนเปิดดำเนินการจริง

“เส้นทางจีนถือเป็นตลาดสำคัญของ Thai AirAsia เนื่องจาก load factor (อัตราขนส่งผู้โดยสาร) ใน 8 เดือนแรกของปี 2557 เฉลี่ยสูงมากถึงร้อยละ 80 ซึ่งในไตรมาสที่ 3 และ 4 เราคงต้องเร่งกระตุ้นตลาดต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยว เพื่อขจัดภาพของกฎอัยการศึกที่ต้องยอมรับว่ามีผลต่อจำนวนที่ลดลงของนักท่องเที่ยว” ทัศพลกล่าว

 


รายงานพิเศษชุด Greater China ประจำฉบับ NOVEMBER 2014

BACK TO TOP