วัคซีนโควิด-19 หนึ่งในธุรกิจใหม่ที่ทำรายได้ให้กับมหาเศรษฐีอินเดียมากที่สุด - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Asia
  • World >
  • วัคซีนโควิด-19 หนึ่งในธุรกิจใหม่ที่ทำรายได้ให้กับมหาเศรษฐีอินเดียมากที่สุด

วัคซีนโควิด-19 หนึ่งในธุรกิจใหม่ที่ทำรายได้ให้กับมหาเศรษฐีอินเดียมากที่สุด

Forbes Thailand / Admin
02 Aug 2021 | 6:30 pm 680

หลังจากได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดระลอกที่ 2 ของโรคโควิด-19 อินเดียวางแผนเดินหน้าฉีดวัคซีนให้กับประชากรส่วนใหญ่ราว 1.4 พันล้านคนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้วัคซีนมากกว่า 2 พันล้านโดสภายในเดือนธันวาคมนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ตัวเลขดังกล่าวจะดึงดูดกลุ่มผู้ประกอบการด้านเภสัชกรรมให้กระโดดเข้าสู่การจัดหาวัคซีน 

วัคซีนโควิด-19 อินเดีย
Narendra Modi นายกรัฐมนตรีอินเดียรับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของ Covaxin ที่ผลิตโดย Bharat Biotech โดสแรก (ภาพ: ANI)

อินเดีย นอกจากจะเป็นที่รู้จักในด้านความสามารถในการส่งออกยาสามัญราคาถูกไปทั่วโลก คิดเป็นมูลค่าราว 2.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ยังเป็นขุมพลังในการผลิตวัคซีนอีกด้วย โดยเป็นที่ตั้งของ Serum Institute of India ผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ที่สุดของโลกในด้านจำนวนโดสที่ผลิต ซึ่งก่อตั้งโดย Cyrus Poonawalla ที่ก้าวเข้าสู่ทำเนียบมหาเศรษฐีจากการส่งออกวัคซีนราคาไม่แพง

อย่างไรก็ตาม น่าแปลกที่ประเทศประสบปัญหาการขาดแคลนวัคซีนป้องกันโควิด-19 เพราะจนถึงปัจจุบัน มีเพียง 1 ใน 10 ของประชากรอินเดียเท่านั้นที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วน และ 1 ใน 3 ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 ครั้ง 

ทั้งนี้ จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า มีวัคซีนป้องกันโควิด-19 จำนวน 5 รายการที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้แล้ว ขณะที่อีก 13 รายการอยู่ในขั้นตอนต่างๆ ของการทดลองทางคลินิกในอินเดีย

ในช่วงต้นของการแพร่ระบาด Adar ลูกชายของ Poonawalla ซึ่งเป็นผู้นำที่ดูแลด้านวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของ Serum ทุ่มเงิน 800 ล้านเหรียญเพื่อสร้างโรงงานแห่งใหม่สำหรับการผลิตวัคซีนโควิดโดยเฉพาะ 

ปัจจุบัน บริษัทซึ่งตั้งอยู่ในเมือง Pune กำลังอยู่ระหว่างการผลิตวัคซีนป้องกันโควิดในชื่อ Covishield จำนวน 110 ล้านโดสทุกเดือน ภายใต้ข้อตกลงกับ Astra-Zeneca ซึ่งมีราคาระหว่าง 400 ถึง 600 รูปีต่อโดส เพราะฉะนั้นแล้วจึงคาดว่า Covishield สามารถสร้างรายได้ให้กับ Serum ประมาณ 600 ล้านเหรียญต่อเดือน

ไม่เพียงเท่านี้ Serum ยังร่วมมือกับบริษัทต่างๆ เช่น Novavax เพื่อพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด Novovax (หรือที่รู้จักในอินเดียว่า Covavax) และ Covi-Vac ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดพ่นจมูก ซึ่งพัฒนาร่วมกับ Codagenix 

ในเดือนกรกฎาคม Serum ประกาศว่าจะผลิตวัคซีน Sputnik V ของรัสเซีย ซึ่งได้รับการอนุมัติให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินจากหน่วยงานควบคุมยาของอินเดีย

นอกจาก Covishield แล้ว ปัจจุบันชาวอินเดียยังได้รับวัคซีน Covaxin ซึ่งผลิตโดย Bharat Biotech International ของ Krishna Ella ซึ่งตั้งอยู่ในเมือง Hyderabad ร่วมกับ Indian Council of Medical Research ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ โดยมีกำลังการผลิตวัคซีนอยู่ที่ 25 ล้านโดสต่อเดือน ในขณะเดียวกัน Bharat Biotech ก็กำลังอยู่ระหว่างการนำวัคซีนชนิดพ่นจมูกทดลองทางคลินิกอยู่เช่นกัน

วัคซีนโควิด-19 อินเดีย
บรรยากาศการเข้ารับวัคซีนในเมือง Thane (ภาพ: Hindustan Times)

เมือง Hyderabad ยังมีผู้ผลิตวัคซีนอีกรายหนึ่ง คือ คือ Biological E ซึ่งได้รับใบอนุญาตให้ผลิตวัคซีน Janssen Covid-19 ของ Johnson & Johnson สำหรับอินเดีย และกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา Corbevax ร่วมกับ Dynavax และ Baylor College of Medicine ซึ่งอยู่ระหว่างการทดลองในเฟสที่ 3 

Biological E ยังได้ลงนามในข้อตกลงกับบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพของแคนาดา Providence Therapeutics Holdings สำหรับการผลิตวัคซีน mRNA อย่าง PTX Covid-19-B 

โดยข้อตกลงดังกล่าวกำหนดให้ Providence สามารถจัดหาวัคซีน 30 ล้านโดสให้แก่ Biological E และผู้ซื้อรายอื่นๆ ภายใต้แผนการผลิต 600 ล้านโดสในปี 2022 และเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 1 พันล้านโดสในที่สุด

ด้าน Zydus Cadila ในเมือง Ahmedabad ของมหาเศรษฐี Pankaj Patel สามารถคว้าโอกาสทองได้อย่างรวดเร็ว โดยล่าสุด ทางบริษัทได้ออกมาประกาศว่าสามารถพัฒนาวัคซีน Covid-19-ZyCov-D ของตัวเอง และได้ส่งข้อมูลการทดลองใช้ระยะที่ 3 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งขณะนี้กำลังรอการอนุมัติการใช้ในกรณีฉุกเฉินจากหน่วยงานกำกับดูแลของอินเดีย เพื่อใช้ในผู้ใหญ่และเด็ก

ขณะที่ Gennova Biopharmaceuticals ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Emcure Pharmaceuticals ในเมือง Pune กำลังร่วมมือกับ HDT Biotech Corporation ในสหรัฐอเมริกา เพื่อพัฒนาวัคซีน mRNA ชื่อ HGC019 

Emcure ซึ่งกำลังเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บริหารโดย Satish Mehta ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ร่ำรวยที่สุดของอินเดียมาก่อน

ทั้งนี้ หลังจากที่อินเดียอนุญาตให้นำเข้าวัคซีนจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศ Dr. Reddy’s Laboratories ในเมือง Hyderabad ของตระกูลมหาเศรษฐี Reddy ก็ได้ทำข้อตกลงกับ Russian Direct Investment Fund เพื่อจัดจำหน่ายวัคซีน Sputnik V 

นอกจากนี้ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของรัสเซียก็ได้ลงนามในข้อตกลงกับบริษัทอินเดียอีก 6 แห่งเช่นกัน อาทิ Hetero Biopharma, Gland Pharma (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม Shanghai Fosun Pharma), Strides Pharma Science, Panacea Biotec, Virchow Laboratories และ Morepen Laboratories

ในทำนองเดียวกัน ด้าน Cipla บริษัทยารายใหญ่ ซึ่งบริหารโดยมหาเศรษฐี Yusuf Hamied ก็มีมูลค่าหุ้นปรับตัวสูงขึ้นในเดือนมิถุนายน หลังได้รับการอนุมัติให้นำเข้าวัคซีนของ Moderna เข้ามาในอินเดีย และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการขออนุมัติการใช้งานวัคซีน 

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันทั้ง Moderna และ Pfizer ต่างกำลังเจรจากับรัฐบาลอินเดีย เพื่อชดใช้ค่าเสียหายจากความรับผิดทางกฎหมายสำหรับผลข้างเคียงที่เกิดจากวัคซีนของทางบริษัท ก่อนที่จะเริ่มจำหน่ายในอินเดีย

แปลและเรียบเรียงจากบทความ For India’s Pharma Tycoons, Covid-19 Vaccines Are The New Cash Cows โดย ชญาน์นัทช์ ธนินท์พงศ์ภัค เผยแพร่บน Forbes.com

อ่านเพิ่มเติม: FDA ขยายอายุการเก็บรักษาวัคซีน Johnson & Johnson เป็น 6 เดือน

BACK TO TOP