Gemini ระดมทุน 400 ล้านเหรียญ สร้างเมทาเวิร์สนอก Walled Garden ของ Facebook - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • America
  • World >
  • Gemini ระดมทุน 400 ล้านเหรียญ สร้างเมทาเวิร์สนอก Walled Garden ของ Facebook

Gemini ระดมทุน 400 ล้านเหรียญ สร้างเมทาเวิร์สนอก Walled Garden ของ Facebook

Forbes Thailand / Admin
23 Nov 2021 | 4:30 pm 484

หากการแข่งขันครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างฝาแฝด Tyler และ Cameron Winklevoss กับ Mark Zuckerberg ซีอีโอของ Facebook เปรียบเสมือนสถานการณ์ระหว่างเต่ากับกระต่าย เวลานี้คงจะดูเหมือนว่าโมเมนตัมกำลังจะเปลี่ยนไป

Tyler และ Cameron Winklevoss
Tyler และ Cameron Winklevoss คู่แฝดพันล้านแห่ง Gemini

หลังจาก 7 ปีของการจัดหาเงินทุนให้กับการสร้างอาณาจักรสกุลเงินดิจิทัล Gemini ของพวกเขา ล่าสุด Tyler และ Cameron Winklevoss กำลังอยู่ในขั้นตอนของการลงนามในเอกสารเกี่ยวกับการระดมทุนรอบแรกมูลค่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทแม่ในนิวยอร์กอย่าง Gemini Space Station, LLC มีมูลค่าแตะ 7.1 พันล้านเหรียญ

การลงทุนครั้งนี้ ซึ่งนำโดย Morgan Creek Digital ยักษ์ใหญ่ด้านการจัดการเงินทุน ร่วมกับ ParaFi Digital และนักลงทุนรายอื่นๆ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการประลองครั้งสุดท้ายในสนามเมทาเวิร์สที่ปัจจุบันมีมากกว่าแค่คู่แฝดและ Zuckerberg เกี่ยวกับแนวคิดที่ว่าด้วย Walled Gardens ที่บริษัทต่างๆ เช่น Facebook เป็นเจ้าของและทำกำไรจากข้อมูลของผู้ใช้

เมื่อเดือนที่แล้ว บริษัทสตาร์ทอัพบล็อคเชนหลาย 10 รายระดมเงินรวมกว่า 4 พันล้านเหรียญ เพื่อทำลายการป้องกันภายนอกของ Walled Gardens เหล่านี้ ด้วยการสร้างอินเทอร์เน็ตเสมือนจริง และเติมส่วนที่เรียกว่าเมทาเวิร์สที่ใครๆ ก็สร้างได้ (และสร้างรายได้) ในขณะที่ Facebook, Epic Games และยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรายใหญ่อื่นๆ เตรียมตอบโต้เพื่อให้แน่ใจว่าผู้คนหลายพันล้านคนที่สร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นของบริษัทจะยังมีอยู่ต่อไป

“ตอนนี้มีเส้นทางคู่ขนานกันในแง่ของเทคโนโลยี” Cameron Winklevoss วัย 40 ปี กล่าว “ซึ่งมีจุดรวมศูนย์ เช่น Facebook หรือ Fortnite ขณะที่อีกเส้นทางหนึ่ง คือ เมทาเวิร์สที่กระจายอำนาจ ที่เราเชื่อว่ามีทางเลือกมากกว่า มีความเป็นอิสระ โอกาส และมีเทคโนโลยีที่ปกป้องสิทธิและศักดิ์ศรีของบุคคล”

ในส่วนของการเพิ่มทุนที่มีมูลค่าใกล้เคียงกับรอบ Series D ครั้งนี้ Gemini ได้รับการสนับสนุนจาก Morgan Creek ในนิวยอร์กที่มูลค่า 75 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นเหตุให้ Sachin Jaitly ก้าวขึ้นเป็นสมาชิกคนที่ 3 ของคณะกรรมการของ Gemini ร่วมกับ Tyler และ Cameron 

ด้านนักลงทุนรายอื่นๆ ที่คาดว่าจะเข้าร่วมการระดมที่คาดว่าจะใหญ่เป็นอันดับ 4 ในประวัติศาสตร์คริปโต ได้แก่ Marcy Venture Partners ของ Jay-Z, WnderCo ของ Jeffrey Katzenberg อดีตประธาน Disney, กองทุนความมั่นคงของออสเตรเลีย บริษัทไพรเวทอิควิตี้ 10T และที่ปรึกษาสำนักงานครอบครัว Newflow Partners รวมถึง United Talent Agency, Jane Street, K5 Global, Pantera, VanEck และ BoostVC เป็นต้น

โดยคาดว่าพี่น้องคู่นี้จะยังคงมีสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทร้อยละ 75 หลังการระดมทุน ด้วยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวมที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าจาก 6 พันล้านเหรียญในเดือนเมษายนเป็น 1 หมื่นล้านเหรียญในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทั้งคู่ได้ปะทะกับ Zuckerberg เพราะนักพายเรือโอลิมปิกปี 2008 ซึ่งเติบโตในเมือง Greenwich รัฐ Connecticut และโด่งดังอย่างรวดเร็วในปี 2010 เมื่อ Columbia Pictures เปิดตัว The Social Network ภาพยนตร์ของ David Fincher ที่บอกเล่าเรื่องราวว่า พวกเขาจ้าง Mark Zuckerberg เพื่อนร่วมชั้นเรียนมาสร้างเครือข่ายสังคมออนไลน์สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยได้อย่างไร 

และหลังจากการต่อสู้ทางกฎหมายที่ยืดเยื้อซึ่งมุ่งเน้นไปที่คำถามว่าใครเป็นผู้ก่อตั้ง Facebook กันแน่ ซึ่งทำให้พวกเขาได้หุ้น Facebook และเงินสดมูลค่า 65 ล้านเหรียญในปี 2011 ก่อนที่จะนำเงินประมาณ 11 ล้านเหรียญเพื่อซื้อสิ่งที่คาดว่าจะเป็นร้อยละ 1 ของบิตคอยน์ทั้งหมดในขณะนั้น ภายใต้ชื่อ Wild West ที่พวกเขาสร้างความแตกต่างด้วยการดึงดูดนักลงทุนสถาบันที่ได้รับการรับรองและต้องการปฏิบัติตามข้อกฎหมาย

Tyler และ Cameron Winklevoss

7 ปีต่อมารายรับประจำปีของ Gemini เพิ่มขึ้นร้อยละ 600 ซึ่งทางโฆษกเผยว่า บริษัทจะสามารถทำกำไรได้ภายในสิ้นปีนี้ โดยมีรายได้หลักมาจากจากการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลบนแพลตฟอร์ม ซึ่งเรียกเก็บค่าธรรมเนียมร้อยละ 0.6 สำหรับธุรกรรมที่น้อยกว่า 500,000 เหรียญ และลดหลั่นลงไป ขณะที่อีกร้อยละ 0.4 สำหรับทรัพย์สินมูลค่า 3 หมื่นล้านเหรียญที่อยู่ภายใต้การดูแล และอีกเฉลี่ยราวร้อยละ 1 ในการกู้ยืมเงินดิจิทัล 40 สกุล 

ดูเหมือนว่าประวัติศาสตร์จำซ้ำรอยอีกครั้ง เมื่อ Zuckerberg อดีตพนักงานของพวกเขาที่ Harvard เปิดตัวบริษัทที่มีชื่อทางโหราศาสตร์อย่าง Libra ในปี 2019 เพื่อใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีบล็อกเชน และได้กลุ่มผู้ใช้สกุลเงินดิจิทัลที่มีศักยภาพ อย่าง MasterCard, PayPal, Stripe และ Visa และมุ่งมั่นที่จะสร้างเทคโนโลยีที่จะตรึงสกุลเงินดิจิทัลของ Libra ไว้ในตะกร้าสกุลเงินประจำชาติ เหมือนกับเหรียญสหรัฐฯ และเงินปอนด์อังกฤษ ทว่าไม่นานหลังจากนั้นก็ความพยายามดังกล่าวก็ล่มลง หลังผู้ร่างกฎหมายของสหรัฐฯ ชี้ว่าความคิดริเริ่มดังกล่าวนั้นขัดแย้งต่อหลักการ

หลายเดือนหลังจากที่ Zuckerberg เปิดตัว Libra Tyler และ Cameron ก็ปรากฏตัวอีกครั้งบนเส้นทางที่ไม่เป็นรอง Walled Garden ด้วยการเข้าซื้อ  Nifty Gateway แพลตฟอร์มซื้อขาย NFT ในเดือนพฤศจิกายน 2019 ซึ่งเป็นตลาดสำหรับสินทรัพย์ที่แทบจะไม่มีใครรู้จักในขณะนั้น

นับตั้งแต่การเข้าซื้อกิจการ NonFungible.com เผยว่ามีปริมาณการซื้อขายน้อยกว่า 2 ล้านเหรียญในระยะเวลา 30 วัน แต่ล่าสุดได้พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดที่ 3.7 พันล้านเหรียญในช่วง 30 วันในเดือนกันยายน และ 1.8 พันล้านเหรียญในวันนี้

ที่น่าแปลกก็คือ สำหรับผู้ก่อตั้งที่อ้างว่ากำลังสร้างโลกนอกเหนือจาก Walled Gardens ทว่า Nifty กลับกำลังเดินตามเส้นทางที่คล้ายคลึงกันกับ Gemini ซึ่งพยายามสร้างบริการการลงทุนคริปโตสำหรับนักลงทุนที่ปฏิบัติตามข้อกำหนด โดยการตรวจสอบอย่างลึกซึ้งถึงผู้สร้าง NFT ที่ได้รับอนุญาต “การกระจายอำนาจเป็นสเปกตรัม” Cameron กล่าว “เราต้องการก้าวไปสู่การเสริมสร้างพลังอำนาจต่อไป แต่คุณต้องเริ่มต้นที่ไหนสักแห่ง” ที่แน่นอนว่าย่อมมีความเสี่ยง

ปัจจุบัน Gemini เป็นแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนที่ใหญ่เป็นอันดับ 11 ของโลกจากการรายงานของ CoinGecko และในบรรดาแพลตฟอร์มเหล่านั้น FTX ที่เพิ่งมาใหม่สามารถระดมทุนได้ 900 ล้านเหรียญที่มูลค่ากิจการ 1.8 หมื่นล้านเหรียญ 

ขณะที่ Nifty กลับไม่ปรากฏในรายชื่อแพลตฟอร์ม NFT ที่ใหญ่ที่สุด เนื่องจากปริมาณการซื้อขายทั้งหมด 420 ล้านเหรียญของบริษัทนั้นทำนอกระบบ ทำให้บุคคลที่ 3 ไม่สามารถรวบรวมข้อมูลได้

นอกเหนือจากการลงทุนส่วนบุคคลในเมทาเวิร์ส ผ่าน Winklevoss Capital แล้ว ผลงานของกองทุน Gemini Frontier Fund ที่เพิ่งเปิดตัวใหม่มากกว่าครึ่งยังประกอบด้วยบริษัทที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่กำลังขยายตัว และอีก 35 ล้านเหรียญถูกกันไว้สำหรับการลงทุนในอนาคต 

นอกจากนี้พวกเขาได้ซื้อหุ้นในบริษัท NFT Alethea AI ซึ่งตั้งอยู่ในสิงคโปร์และ Recur ในฟลอริดา รวมถึง Somnium Space สตาร์ทอัพเมทาเวิร์สในปราก และใน The Sandbox (SAND) ซึ่งสร้างขึ้นโดย Animoca Brands ในฮ่องกงที่มูลค่า 2.2 พันล้านเหรียญ โดยระหว่างวันที่ 27 ตุลาคมถึง 18 พฤศจิกายน ราคาของ SAND เพิ่มขึ้นมากถึงร้อยะ 413 เป็น 3.94 เหรียญ 

ในส่วนของข้อตกลง The Sandbox ทั้งคู่ยังได้ซื้อที่ดินเสมือนจริงที่พวกเขาหวังว่าจะสร้างสถานที่เสมือนจริงหลายๆ แห่ง ซึ่งคล้ายกับเว็บไซต์แต่เป็นแบบสามมิติ “เราจะสร้างประสบการณ์ Gemini ในเมทาเวิร์สที่แตกต่างกัน ซึ่งคุณสามารถไปที่ Gemini และทำการซื้อขาในบรรยากาศที่น่าดื่มด่ำกว่าการเล่นบนโทรศัพท์มือถือ” Tyler กล่าว 

แทนที่จะใช้โมเดลที่ขับเคลื่อนด้วยโฆษณาซึ่งพิสูจน์แล้วว่าให้ผลกำไรแก่บริษัทโซเชียลมีเดีย (และเต็มไปด้วยข้อมูลที่ผิดและอิทธิพลทางการเมือง) ทว่าเมทาเวิร์สส่วนใหญ่จะใช้สกุลเงินดิจิทัลจำนวนเล็กน้อย และยิ่งมีความต้องการโทเค็นเหล่านี้มากเท่าใด ราคาก็จะยิ่งสูงขึ้น

หากทั้งหมดนี้ฟังดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์มากเกินไป คุณควรจำไว้ว่านอกเหนือจากการระดมทุนหลายพันล้านเหรียญในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ปัจจุบันผู้นำในอุตสาหกรรมเกมออนไลน์ก็กำลังเปลี่ยนไปใช้เมทาเวิร์ส

Tyler และ Cameron Winklevoss

ล่าสุด Zuckerberg ได้ติดตามนายจ้างเก่าของเขาอีกครั้งในเดือนตุลาคม 2021 ด้วยการรีแบรนด์ Facebook เป็น Meta แต่ดูเหมือนว่า Zuckerberg จะเดินตามเส้นทางที่คล้ายคลึงกันกับ Libra อีกครั้ง ซึ่งในขณะที่ปล่อย open code ที่ใครๆ ก็สามารถสร้างได้นั้น แต่กลับจำกัดให้มีเพียงบางบริษัทเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้สร้างรายได้โดยตรง 

โดยในจดหมายเปิดผนึกของ Zuckerberg ประกาศว่า “บริษัทใดบริษัทหนึ่งจะไม่สร้างเมทาเวิร์สขึ้น แต่จะถูกสร้างขึ้นโดยครีเอเตอร์และนักพัฒนาที่ทำงานร่วมกันและปลดล็อกเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ที่ใหญ่ขึ้นอย่างมหาศาล” และไม่นานหลังจากนั้น Microsoft ซึ่งมีมูลค่า 2.5 ล้านล้านเหรียญ และ Nvidia ที่มีมูลค่า 7.31 แสนล้านเหรียญ ก็เริ่มปรับตัวเข้าสู่โลกเมทาเวิร์สอย่างรวดเร็ว 

ในขณะที่ Zuckerberg ยังคงติดตาม Winklevii ต่อไปในอุตสาหกรรมต่างๆ เมื่อต้นปีนี้คู่พี่น้องได้เข้าลงทุนครั้งแรกโดยตรงในเครือข่ายสังคมออนไลน์ และดูเหมือนว่านี่จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น และในเดือนกันยายน Winklevoss Capital ได้เข้าร่วมในการลงทุน 200 ล้านเหรียญใน DeSo (ย่อมาจาก “decentralized social”) ผู้ก่อตั้งโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่อย่าง Reddit, Alexis Ohanian และบริษัทร่วมทุน Andreessen Horowitz

โดย Walled Gardens DeSo หวังที่จะแก้ปัญหานี้ด้วยการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ร่วมกันซึ่งทุกคนสามารถสร้างเครือข่ายโซเชียลของตนเองได้ “มันง่ายมากที่จะระบุปัญหาที่เกิดขึ้นกับเครือข่ายและพื้นที่ทางสังคมที่มีอยู่ แต่ยังมีวิธีแก้ไขไม่มากนัก” Tyler กล่าว “เราเชื่อว่าคริปโตสามารถเสนอสิ่งนั้น ดังนั้นเราจะยังคงพิจารณาการลงทุนผ่าน Gemini Frontier ต่อไป”

แปลและเรียบเรียงจากบทความ Gemini Raises $400 Million To Build A Metaverse Outside Facebook’s Walled Garden เผยแพร่บน Forbes.com โดย ชญาน์นัทช์ ธนินท์พงศ์ภัค 

อ่านเพิ่มเติม: Jeff T. Green ผู้ก่อตั้ง The Trade Desk ร่วมลงนาม The Giving Pledge

BACK TO TOP