Saronic Technologies เร่งเครื่องเต็มกำลัง ผลิตเรือเร็วอัตโนมัติ สู่เป้าหมายอู่ต่อเรือใหญ่สุดในสหรัฐฯ

Saronic Technologies เร่งเครื่องเต็มกำลัง ผลิตเรือเร็วอัตโนมัติ สู่เป้าหมายอู่ต่อเรือใหญ่สุดในสหรัฐฯ

FORBES THAILAND / ADMIN
06 May 2026 | 10:00 AM
READ 505

Saronic บริษัทผู้ผลิตและออกแบบเรือเร็วอัตโนมัติตั้งเป้าขึ้นแท่นอู่ต่อเรือขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ พร้อมความหวังนำพาประเทศทวงคืนบัลลังก์ผู้นำในอุตสาหกรรมต่อเรือเพื่อการพาณิชย์และการทหารของโลก


    ณ เช้าวันหนึ่งของเดือนสิงหาคมที่อากาศอบอ้าวที่อู่ต่อเรือท่ามกลางทุ่งอ้อยในเมือง Franklin รัฐ Louisiana กลุ่มผู้บริหารของ Saronic Technologies จากสำนักงานใหญ่ Austin ยืนเหงื่อโชกอยู่ในชุดสูท ถัดจากพวกเขาคือ บรรดานักการเมืองท้องถิ่นและคนงานอู่เรือสวมเสื้อสีฟ้าครามพร้อมรองเท้าบู๊ตหุ้มเหล็ก ซึ่งเป็นกลุ่มพนักงานที่รอดพ้นจากการตกงาน หลังบริษัทผู้ผลิตเรือเร็วไร้คนขับทุนหนารายนี้เข้ามาซื้อกิจการ

    ระหว่างที่สายตาทุกคู่กำลังจับจ้องมอง Dino Mavrookas ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO สวมเสื้อกันไฟและถุงมือ พลางขยับหน้ากากเชื่อมให้เข้าที่ ท่ามกลางประกายไฟสุกสว่างนั้นเขาลงมือเชื่อมตราบริษัทลงบนโครงอะลูมิเนียมของเรือลำใหญ่ที่สุดที่สตาร์ทอัพอายุ 3 ปีนี้กำลังต่ออยู่ นั่นก็คือเรือ Marauder ขนาดความยาว 45 เมตร

    Saronic ออกแบบเรือไร้คนขับลำนี้ให้บรรทุกตู้สินค้าขนาด 40 ฟุตได้ 2 ตู้ โดยเดินทางได้ไกลถึง 5,650 กิโลเมตร ด้วยต้นทุนต่ำกว่าเรือที่ต้องมีลูกเรือถึง 30% แนวคิดแบบนี้เหมาะสมลงตัวสำหรับการขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือขนาดเล็กในสหรัฐฯ หรือลำเลียงเสบียงไปยังทหารอเมริกันที่ประจำการอยู่ทั่วมหาสมุทรแปซิฟิก

    ในสายตาของ Mavrookas เรือ Marauder คือก้าวสำคัญสู่การกอบกู้สถานะผู้นำด้านการเดินสมุทรคืนให้สหรัฐฯ เขาให้เหตุผลว่า การตัดลูกเรือและระบบต่างๆ ที่ใช้ดูแลมนุษย์บนเรือออกไป ทำให้ Saronic ต่อเรือได้ง่าย รวดเร็ว และถูกลง ซึ่งอาจชุบชีวิตอุตสาหกรรมต่อเรืออันเหี่ยวแห้งของสหรัฐฯ ให้มีชีวิตชีวาขึ้นได้ "เราไม่ได้แค่อยากแข่งขับกับจีน" เขาบอกกับ Forbes "เราอยากต่อเรือให้ได้มากกว่าจีน"

    อดีตนาวิกโยธินหน่วยซีลวัย 44 ปีคนนี้อาจจะต้องเข็นครกขึ้นภูเขาลูกใหญ่ เพราะช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา จีนผงาดขึ้นเป็นผู้ต่อเรือรายใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยต้นทุนแรงงานที่ต่ำและการทุ่มทุนอย่างหนักของภาครัฐ จนปัจจุบันจีนผลิตเรือพาณิชย์ถึง 53% ของทั้งโลก ตามการประมาณการของสถาบันวิจัย Center for Strategic & International Studies ใน Washington D.C. ได้บอกไว้ ส่วนสหรัฐฯ ที่เคยครองตำแหน่งยักษ์ใหญ่ด้านการต่อเรือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กลับผลิตเรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.1% เท่านั้น ในปี 2024 เพียงปีเดียว China State Shipbuilding ของรัฐบาลจีนต่อเรือพาณิชย์ได้มากกว่าจำนวนเรือที่อุตสาหกรรมต่อเรือสหรัฐฯ ผลิตมาทั้งหมดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่วนกองทัพเรือจีนเอง ปัจจุบันมีเรือประจำการมากกว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ ไปแล้ว แม้เรือรบอเมริกัน จะมีช่องยิงขีปนาวุธมากกว่าเป็นเท่าตัวก็ตาม

    ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงในมหาสมุทรแปซิฟิก สหรัฐฯ กำลังอยู่ในภาวะตื่นตัวอย่างยิ่ง บรรดานักการเมืองผลักดันให้ขยายกองทัพเรือและกองเรือบรรทุกสินค้าภาคพลเรือนที่จำเป็นต่อภารกิจสนับสนุนกรณีเกิดความขัดแย้งใดๆ ซึ่งร่างกฎหมาย "Big Beautiful Bill" ของประธานาธิบดี Donald Trump ที่ผ่านสภาเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมายังจัดสรรงบประมาณ 2.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับการต่อเรือให้กองทัพและฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรมเหล่านี้ แต่ปัญหาที่คงจะแก้ไม่ได้ง่ายๆ คือ การขาดแคลนอู่ต่อเรือและแรงงานภายในประเทศ

    Saronic เป็นหนึ่งในบริษัทสตาร์ทอัพด้านการป้องกันประเทศที่กำลังตบเท้ากันเข้าไปเสนอแนวทางใหม่แก่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ คือ การผลิตเรือขับเคลื่อนอัตโนมัติขนาดเล็กในราคาย่อมเยา ด้วยการผลิตเป็นจำนวนมากๆ เพื่อใช้ในปฏิบัติการลาดตระเวน ส่งเสบียง หรือต่อสู้ในลักษณะของกองเรือขนาดใหญ่ โดยไม่ต้องนำชีวิตมนุษย์ไปเสี่ยง และต่อให้เสียเรือเหล่านี้ไปสักลำหนึ่งก็ไม่ถือว่าเสียหายมากนัก บริษัท Saronic ซึ่งมีมูลค่าประเมินอยู่ที่ 4 พันล้านเหรียญ มีเงินทุนหนุนหลังมากที่สุดในบรรดาสตาร์ทอัพเหล่านี้ หลังจากระดมทุนได้ 600 ล้านเหรียญเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2025 จากบรรดาผู้สนับสนุนหลายอย่าง Elad Gil และ Andreessen Horowitz จนมีเงินทุนรวมถึง 850 ล้านเหรียญ มากกว่าคู่แข่งที่สูสีกันที่สุดอย่าง Saildrone ถึง 3 เท่า ตามข้อมูลจาก PitchBook ที่ได้ระบุไว้

    อีกสิ่งหนึ่งที่ตอกย้ำความสำเร็จและทำให้ Saronic โดดเด่นกว่าคู่แข่ง นั่นก็คือ การได้เซ็นสัญญามูลค่าสูงถึง 392 ล้านเหรียญกับกองทัพเรือเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าเป็นสัญญาต่อเรือ Corsair ความยาว 7 เมตร ที่บริษัทระบุว่า ราคาไม่ถึง 2 ล้านเหรียญ รายได้จากสัญญาที่ว่านี้สูงกว่าคู่แข่งอย่าง BlackSea Technologies จาก Baltimore ที่อ้างว่า ได้สัญญาจ้างผลิตเรือไร้คนขับขนาด 5 เมตร เดือนละ 30 ลำ มูลค่า 212 ล้านเหรียญ

    Saronic เปิดเผยว่า กำลังเริ่มผลิตเรือ Corsair ล็อตใหญ่ โดยโรงงานที่ Austin ผลิตได้แล้วกว่า 100 ลำ นับตั้งแต่เริ่มต่อเรือรุ่นนี้ลำแรกเมื่อ 14 เดือนก่อน จนปัจจุบันผลิตได้ในอัตราปีละ 500 ลำ และกำลังเตรียมเปิดโรงงานที่ใหญ่กว่าเดิมในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะเพิ่มกำลังการผลิตได้เป็น 5 เท่า

    แต่นอกจากเรือ Corsair แล้ว Saronic กำลังเตรียมตัววางมือจากตลาดเรือขนาดเล็กที่การแข่งขันสูง เพื่อมุ่งสู่การต่อเรือที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เคลื่อนที่ได้ไกลขึ้น มีขีดความสามารถมากขึ้น และสร้างผลตอบแทนได้สูงขึ้นด้วย Mavrookas วางแผนจะถางทุ่งอ้อยรอบอู่เรือใน Louisiana และทุ่มทุนกว่า 500 ล้านเหรียญในระยะ 3-5 ปี เพื่อขยายกำลังการผลิตให้สามารถต่อเรือขนาดความยาวสูงสุด 76 เมตร ได้ถึงปีละ 50 ลำ

    นี่ยังเป็นเพียงน้ำจิ้ม เพราะ Saronic กำลังมองหาทำเลทั่วสหรัฐฯ เตรียมลงมือสร้างอู่ต่อเรือขนาดมหึมาที่จะตั้งชื่อว่า Port Alpha ซึ่งโครงการนี้ Mavrookas ตั้งเป้าทุ่มทุนถึง 5 พันล้านเหรียญในเวลา 5 ปี เพื่อสร้างอู่ต่อเรือล้ำสมัยทรงประสิทธิภาพสูงสุดขนาด 400 เฮกตาร์ แบบมีบริเวณที่อยู่ติดริมน้ำยาวถึงกิโลเมตรครึ่ง ซึ่งจะใหญ่เป็นเท่าตัวของ Newport News อู่ต่อเรือที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ที่ใช้ต่อเรือบรรทุกเครื่องบิน (มีข่าวว่าจุดหนึ่งที่อยู่ในการพิจารณาคือ ริมแม่น้ำ Sacramento ใน Solana County ทางตอนเหนือของ California ที่บรรดานักลงทุนกระเป๋าหนักกำลังเล็งจะผุดเมืองแห่งใหม่) ตั้งแต่ปี 2026 Mavrookas หวังว่า Port Alpha จะผลิตเรือขนาดความยาวสูงสุด 305 เมตร ได้ 400-500 ลำ รวมถึงเรือบรรทุกสินค้าไร้คนขับชั้น Panamax ด้วย

    ความพยายามปฏิรูปกระบวนการผลิตเรือของบริษัทนี้มี John Morgan พนักงานลำดับที่ 3 เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง เขาคืออดีตผู้จัดการฝ่ายผลิตจาก SpaceX ที่ได้หยิบยืมแนวคิดมาจากทั้งที่นั่นและ Tesla โดยจะเริ่มลงมือต่อเรือในเต็นท์ขนาดใหญ่ระหว่างก่อสร้าง Port Alpha เพื่อช่วยย่นระยะเวลาลงด้วย

    Mavrookas ตระหนักดีว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ฟังดูเหลือเชื่อเพียงใด แต่เขาเชื่อมั่นว่าเม็ดเงินที่ Saronic จะนำมาสู่อุตสาหกรรมอันเหี่ยวแห้งเพราะขาดแคลนเงินทุนมานานนี้จะจุดประกายให้เกิดนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงกระบวนการต่อเรือได้ "เมื่อ 85 ปีก่อนเราเคยต่อเรือได้กว่า 18,000 ลำภายในปีเดียว เพื่อให้กองทัพใช้งานช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2" เขากล่าว "เราทำได้ เราแค่ต้องคิดใหม่ว่าจะทำอย่างไร"

    ฝั่งคนที่กังขาแนวคิดนี้มองว่า Saronic ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าซอฟต์แวร์ขับเคลื่อนอัตโนมัติทำงานได้ดีจริงๆ ในเรือขนาดเล็ก โดยยังไม่ได้พูดถึงการจะต่อเรือให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ อีกทั้งกองทัพเรือเองยังคงอยู่ในระยะเริ่มต้นของการวางแผนใช้งานเรือไร้คนขับ "การไม่ยอมตัดสินใจเดินหน้าต่อไปอย่างเด็ดเดี่ยว เพื่อทำสิ่งใหม่ๆ นับว่ามีความเสี่ยงสูงกว่าการยอมเสี่ยงเพื่อทำตามเป้าหมายให้ได้สำเร็จมาก" Whitney Jones รองผู้จัดการโครงการของกองทัพเรือ ที่ดูแลการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมทางทะเลจนถึงเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมากล่าว

    Craig Hooper ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติและทางทะเลใน Washington D.C. มองว่า เหตุผลที่ Saronic ดูจะทำตัวเหมือนบรรดาบริษัทใน Silicon Valley ด้วยการทำอะไรหวือหวากว่าที่คุ้นเคยกันในอุตสาหกรรมต่อเรือ อาจเป็นเพราะพวกเขาจำเป็นต้องทำให้กระทรวงกลาโหมเล็งเห็นถึงความสำคัญและยอมทุ่มทุนเพื่อสัมผัสถึงศักยภาพของเรืออัตโนมัติ "หากไม่มีกองเรือที่พวกเขาจะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีต่อไปได้ พวกเขาก็ไม่มีอะไร เป็นแค่ผู้สร้างเรือประมงหรูหราที่ตกปลาไม่ได้ด้วยซ้ำ" เขาเสริม


    Mavrookas เติบโตใกล้เมืองชายหาด Asbury Park ริมชายฝั่ง Jersey โดยไม่ได้สนใจอะไรเกี่ยวกับทะเลเป็นพิเศษ ช่วงวัยรุ่นเขาช่วยงานเก็บโต๊ะและล้างจานที่ร้านสเต็กของครอบครัวที่คุณปู่ซึ่งเป็นผู้อพยพจากกรีซเป็นผู้บุกเบิก Mavrookas เข้าเรียนสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่ Rutgers University โดยที่ "เป้าหมายหลักคือการไม่ต้องกลับไปทำงานในร้านอาหารอีก" เขากล่าว

    จากนั้นระหว่างที่เรียนอยู่ปี 3 ก็เกิดเหตุการณ์ 9/11 ขึ้น Mavrookas จึงเข้ารับราชการในกองทัพเรือและเข้าร่วมในหน่วยซีลเป็นเวลา 11 ปี ซึ่งเขาใช้เวลาถึง 5 ปีอยู่ใน Team Six หน่วยปฏิบัติการพิเศษชั้นยอดที่ภารกิจวนเวียนอยู่กับการไล่ล่าผู้ก่อการร้ายในอิรักและอัฟกานิสถาน

    Mavrookas ออกจากราชการทหารเมื่อปี 2015 หลังจากมีลูกคนแรก และหมดไฟจากการไปประจำการต่างแดนถึง 8 ครั้ง เขาตั้งใจจะหันหลังให้แวดลงนี้อย่างถาวร โดยไปเรียนต่อปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจที่วิทยาลัย Wharton มหาวิทยาลัย Pennsylvania และเข้าทำงานที่ Vista Equity Partners บริษัทไพรเวทอิควิตี้ซึ่งเน้นลงทุนด้านซอฟต์แวร์ของ Robert Smith เศรษฐีพันล้านชาวอเมริกัน เขาทำงานที่นั่นร่วม 4 ปี จนช่ำชองกลยุทธ์การเข้าซื้อและฟื้นฟูบริษัทซอฟต์แวร์องค์กร แต่กลับเริ่มเคลือบแคลงสงสัยในคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ เพราะหลังห่างจากอ้อมอกของหน่วยซีลมาได้ 7 ปี "ผมเริ่มคิดถึงการมีจุดมุ่งหมาย คิดถึงภารกิจ คิดว่าตัวเองจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง"

    ในปี 2022 เมื่อกิจการด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศอย่าง Anduril และ Palantir พิสูจน์ให้เห็นว่า บริษัทหน้าใหม่สามารถเอาชนะผู้เล่นมือเก๋าที่ครองบัลลังก์มานานและช่วงชิงสัญญากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่มีมูลค่ามหาศาลมาครองได้สำเร็จ Mavrookas จึงตัดสินใจเดินตามรอยและเปิดบริษัทเป็นของตัวเอง

    เขามุ่งเป้าไปที่ระบบอัตโนมัติ ซึ่งเชื่อว่ากองทัพเรือค่อนข้างล้าหลังในเรื่องนี้ โดยคู่แข่งที่อยู่ในตลาดมาก่อนส่วนมากเป็นกิจการต่อเรือแบบดั้งเดิม ที่อาศัยต่อยอดด้วยซอฟต์แวร์จากบริษัทอื่น การได้จับมือกับผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง Doug Lambert วิศวกรที่เคยทำงานที่ Liquid Robotics ผู้ผลิตหุ่นยนต์ใต้น้ำของสหรัฐฯ, Rob Lehman ผู้เชี่ยวชาญการทำสัญญากับรัฐบาล และ Vibhav Altekar อดีตนักพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบอัตโนมัติที่ Anduril ทำให้พวกเขาประมวลรวมทุกสิ่งมารวมไว้ในที่เดียว และออกแบบเรืออัตโนมัติขนาดเล็ก พร้อมตั้งเป้าผลิตให้ได้เป็นจำนวนมากๆ

    Mavrookas อ้างว่า Saronic พัฒนาระบบอัตโนมัติที่เหนือชั้นกว่าใคร เพราะสามารถใช้คนคนเดียวสั่งการควบคุมเรือได้ถึง 24 ลำพร้อมกันผ่านซอฟต์แวร์ Echelon ที่ทำให้เลือกเรือจากเมนูเพื่อกำหนดเส้นทางบนแผนที่ ตั้งค่าให้ฝูงเรือติดตามจ่าฝูง หรือกำหนดพื้นที่จุดหนึ่ง เพื่อส่งชุดเรือเข้าไปโดยอัตโนมัติได้ และเพียงแค่คลิกเมาส์ ผู้ใช้ยังสามารถเลือกดูภาพจากกล้องติดเรือ หรือตรวจสอบสถานะสำคัญๆ เช่น ระดับน้ำมันเครื่อง และอุณหภูมิหม้อน้ำได้อีกด้วย

    ที่ผ่านมาทางบริษัททดสอบเรือแถวๆ ท่าเรืออันพลุกพล่านแถบ Galveston รัฐ Texas และ Newport Beach รัฐ Virginia โดยให้เรือแล่นผ่านการจราจรอันหนาแน่น มุ่งหน้าสู่ทะเลเปิด "ส่วนใหญ่แทบไม่ต้องใช้คนเข้าไปควบคุมเลยเวลาปฏิบัติภารกิจเหล่านี้" Altekar กล่าว

    แต่หลายคนในแวดวงเชื่อว่า Saronic อาจจะโฆษณาเกินจริงไปสักหน่อย Richard Byno ผู้เชี่ยวชาญปฏิบัติการพิเศษทางทะเลและข่าวกรอง ซึ่งเป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทผู้ผลิตเรืออัตโนมัติคู่แข่งอย่าง Eureka Naval Craft จากรัฐ Delaware เล่าว่า เท่าที่ทราบยังไม่มีการทดสอบโดยบุคคลที่ 3 หรือที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้พัฒนาเรืออัตโนมัติขนาดเล็กรายใดจะมีคุณสมบัติสำคัญ 2 ข้อที่ต้องมีในการใช้งานจริงทางทหาร ได้แก่ การใช้งานได้ตามปกติขณะถูกรบกวนสัญญาณ และการเชื่อมต่อสื่อสารได้แม้จะเผชิญคลื่นลมแรงในทะเล ที่คลื่นสูงจะขัดขวางการรับส่งสัญญาณผ่านเสาบนเรือได้

    "เวลาแล่นในอ่าวจะยังไม่เป็นไร แต่พอออกไปเจอสภาวะในทะเลจริงๆ ก็อีกเรื่อง" Byno อธิบาย "พอเริ่มส่งสัญญาณรบกวนอุปกรณ์เล็กๆ พวกนี้มักไม่รอด"

    ทาง Saronic ยืนยันว่า ได้พิสูจน์แล้วว่าอุปกรณ์ทำงานได้จริงในสภาวะเหล่านี้ และทางบริษัทให้ข้อมูลตามความเป็นจริง 100% "เราไม่ได้พูดเกินจริงเรื่องเทคโนโลยีหรือสมรรถนะ" Erin Pace โฆษกหญิงของบริษัทกล่าว

    ส่วนกองทัพเรือปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับ Saronic หรือเผยถึงขีดความสามารถของเรืออัตโนมัติที่กำลังทดสอบอยู่

    อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนอกชายฝั่ง California ระหว่างการทดสอบของกองทัพเรือช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมานำมาซึ่งคำถามเกี่ยวกับความพร้อมของเทคโนโลยีนี้ ทั้งเหตุการณ์ที่เรือของ BlackSea เกิดติดเครื่องขึ้นเองระหว่างกำลังถูกลากอยู่จนทำให้เรือลากจูงพลิกคว่ำและกัปตันตกน้ำ กับอีกเหตุการณ์ที่เรือของ BlackSea กับ Saronic ชนกันเพราะเครื่องยนต์ของลำหนึ่งเกิดดับกะทันหันตามรายงานข่าวจาก Reuters

    "เราไม่เคยประสบอุบัติเหตุหรือเจอปัญหาด้านความปลอดภัยที่สาเหตุเกิดจากระบบของเรา" Mavrookas กล่าว ไม่ว่าอย่างไรความผิดพลาดคือ เส้นทางสู่การเรียนรู้ขีดจำกัดของเทคโนโลยีและปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ ซึ่งเขาแย้งว่า "ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้นเลยแสดงว่าคุณพัฒนาช้าจนเกินไป"

    บริษัทนี้มีกลยุทธ์หลายอย่างเพื่อช่วยให้ต่อเรือได้รวดเร็วมากขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง ส่วนสำคัญคือ การทำให้ทุกอย่างเรียบง่ายสุดๆ เช่นที่ Mavrookas เล่าว่า เรือ Marauder ที่มีชิ้นส่วนหลักเพียง 7 อย่าง กับอีกทางคือการเน้นให้ความสำคัญด้านขีดความสามารถในการผลิต และการออกแบบให้ชิ้นส่วนต่างๆ เป็นแบบแยกประกอบได้

    ความเรียบง่ายแบบนี้ยังมีข้อดีอื่นอีก รวมถึงการเปิดกว้างให้จ้างแรงงานได้หลายประเภทมากขึ้น ท่ามกลางปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือในอุตสาหกรรมนี้ Morgan ซึ่งทำงานกับ Saronic เล่าว่า เขาออกแบบคู่มือการทำงานได้ชัดเจนขึ้นด้วยการศึกษาตัวอย่างจากคู่มือประกอบเฟอร์นิเจอร์ IKEA

    ส่วนบรรดาคนงานจะได้ทำงานในโรงงานที่ Morgan ออกแบบให้ "โปร่ง ขาว และสว่าง" พร้อมเปิดวิดีโอนำชมโรงงานเรือ Corsair ที่มีพื้นมันเงาสะอาดกริบ "เราอยากให้คนตื่นเต้นกับสถานที่ทำงาน" และอีกสิ่งที่ช่วยสร้างความตื่นเต้น คือทุกคนยังได้ร่วมเป็นเจ้าของบริษัทผ่านการถือหุ้นด้วย

    Hooper ตั้งข้อสังเกตว่า Saronic จะประสบความสำเร็จหรือไม่อยู่ที่กองทัพว่า จะดูแลจัดการเรื่องพื้นฐานต่างๆ เกี่ยวกับกองเรืออัตโนมัติขนาดใหญ่อย่างไร ซึ่งหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล "เรือจะเทียบท่าที่ไหน จะซ่อมบำรุงอย่างไร ถ้าต้องเคลื่อนย้ายเป็นระยะทางไกลจะทำอย่างไร" แม้แต่การบังคับเรือเข้าเทียบเรือบรรทุกน้ำมันเพื่อเติมเชื้อเพลิงกลางทะเลจะทำได้อย่างไรไม่ให้เรือชนกัน "เรื่องพื้นๆ เหล่านี้ยังไร้ซึ่งคำตอบ"

    คำถามใหญ่อีกข้อคือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเซนเซอร์ต่างๆ จะทนต่อการกัดกร่อนของเกลือและทะเลที่คลื่นลมแรงได้แค่ไหน และอัตราการสึกหรอจากการใช้งานต่างๆ ตามปกติ หรือในสภาวะรุนแรงอื่นๆ ที่เรืออัตโนมัติต้องเผชิญจะเป็นอย่างไร เช่น จะต้องเจอกับคนชอบไปยุ่งกับทุ่นวิจัยในมหาสมุทร "หรืออาจจะบังเอิญมีแมวน้ำที่คิดว่า เอาล่ะ ขอลองนั่งทับสักหน่อยจนอุปกรณ์เสียหาย" Hooper กล่าว

    Mavrookas เชื่อว่าการสนับสนุนอันเหนียวแน่นจาก VC เป็นไพ่ตายของ Saronic แต่เขายังหวังพึ่งแรงส่งจากรัฐบาลกลางด้วย เวลานี้มีร่างกฎหมายหลายฉบับที่กำลังผ่านการพิจารณาในสภาคองเกรส เพื่อเร่งการจัดหายุทโธปกรณ์และส่งเสริมการต่อเรือ ซึ่งรวมถึงการให้เครดิตภาษี 25% สำหรับการลงทุนในอู่ต่อเรือด้วย

    จากอู่ต่อเรือของ Saronic ใน Louisiana ฝั่งตรงข้ามถนนคือ โรงงานขนาดพอๆ กันของ Metal Shark บริษัทท้องถิ่นผู้ผลิตเรือเล็กที่กำลังเล็งเห็นโอกาสเดียวกัน และได้ลงมือพัฒนาเรืออัตโนมัติให้หน่วยนาวิกโยธินมาแล้ว ซึ่ง CEO อย่าง Chris Allard มองการมาถึงของคู่แข่งอย่างสบายใจ "เราเลือกเพื่อนบ้านไม่ได้"

    Allard ตะลึงงันกับกระแสที่บรรดา VC เพิ่งจะหันมาสนใจธุรกิจต่อเรือเมื่อไม่นานมานี้ พร้อมกับสงสัยว่า นักลงทุนเหล่านี้เข้าใจแจ่มแจ้งหรือไม่ว่า ต้องใช้เวลาและเงินทุนเท่าไรถึงจะเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาแรงงานเป็นอย่างมากนี้ รวมถึงความเป็นไปได้ที่แรงสนับสนุนจากภาครัฐ อาจจะหายวับไปกับตาเพียงแค่เปลี่ยนรัฐบาล "การต่อเรือเป็นอะไรที่ใช้เวลานานหลายทศวรรษ ซึ่งถ้าสถานการณ์ถอยหลังไปเป็นเหมือนอย่างที่เคยมาตลอด 40 ปี งานนี้คงจะดูไม่จืด”




เรื่อง: Jeremy Bogaisky เรียบเรียง: วินิจฐา จิตร์กรี

ภาพ: Saronic




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ :ศึกชิงอวกาศ Apex Technology ลุยผลิตดาวเทียม ตอบโจทย์ทุกความต้องการ

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนเมษายน 2569 ในรูปแบบ e-magazine