Orlando Bravo สุดยอดนักเจรจาธุรกิจแห่ง Wall Street - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • America
  • World >
  • Orlando Bravo สุดยอดนักเจรจาธุรกิจแห่ง Wall Street

Orlando Bravo สุดยอดนักเจรจาธุรกิจแห่ง Wall Street

Forbes Thailand / Admin
17 Mar 2020 | 10:00 am 2387

เส้นทางนักเทนนิสอาชีพของ Orlando Bravo อาจจะหยุดแค่ระดับจูเนียร์ในยุค 1980 แต่เขาได้เป็นแชมป์โลกในเกมที่อู้ฟู่กว่านั้นมากนั่นคือ ไพรเวทอิควิตี้

Orlando Bravo ค้นพบจุดเด่นของตัวเองตั้งแต่วัยเยาว์ เมื่อปี 1985 ตอนเขาอายุ 15 ปี เขาเดินทางจากบ้านในเมือง Mayagüez ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ บนชายฝั่งตะวันตกของเกาะเปอร์โตริโกไปยังเมือง Bradenton รัฐ Florida เพื่อเข้าโรงเรียนเทนนิสสุดโหดของกูรูเทนนิสระดับตำนาน Nick Bollettieri Bravo

สภาวะการแข่งขันที่โหดหินช่วยให้ Bravo ไต่ขึ้นไปจนเป็น 1 ใน 40 สุดยอดนักเทนนิสรุ่นจูเนียร์ของสหรัฐฯ แต่เขาไปได้สูงสุดแค่นั้นมันทำให้ผมไม่หลงตัวเอง” Bravo เล่า เขายังดูฟิตเพราะเล่นเทนนิสทุกสัปดาห์ช่วงนั้นผมทำงานหนักกว่าคนทั่วไปแบบคนละชั้น ผมถึงรู้ว่าผมรับมือกับความเจ็บปวดแสนสาหัสได้

ความแกร่งและความอุตสาหะเช่นนี้เป็นแรงส่งให้เขาก้าวขึ้นสู่ระดับสุดยอดของโลกไพรเวทอิควิตี้ อาจจะมีคนนอกวงการการเงินแค่ไม่กี่คนที่รู้จัก Bravo วัย 49 ปี แต่เขาคือแรงขับเคลื่อนที่อยู่เบื้องหลังบริษัทสุดฮอตของ Wall Street ชื่อ Thoma Bravo ที่มีสินทรัพย์ 3.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ วิทยาลัยธุรกิจ HEC Paris ของฝรั่งเศสร่วมกับ Dow Jones ประกาศให้ Thoma Bravo เป็นนักลงทุนที่เข้าลงทุนเข้าซื้อกิจการที่มีผลประกอบการดีที่สุดในโลก หลังจากศึกษาข้อมูลกองทุน 898 กองที่ตั้งขึ้นในช่วงปี 2005-2014 และจากข้อมูลที่เปิดเผยวิเคราะห์โดย Forbes พบว่า กองทุนของ Thoma Bravo ให้ผลตอบแทนสุทธิ 30% ต่อปี ซึ่งมากกว่าบริษัทที่เข้าซื้อหุ้นในกิจการอื่นๆ ชื่อดัง

เคล็ดลับน่ะหรือ เขาลงทุนในบริษัทซอฟต์แวร์ที่มีรากฐานมั่นคงแล้วเท่านั้น โดยเฉพาะบริษัทที่มีป้อมปราการแข็งแกร่ง

ธุรกิจซอฟต์แวร์ในเชิงเศรษฐศาสตร์น่ะทรงพลังมาก ไม่เหมือนอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ผมเคยค้นคว้ามา Bravo กล่าว ขณะนั่งอยู่ในออฟฟิศที่ตึก Transamerica Pyramid ในเมือง San Francisco เขาสวมเสื้อเชิ้ตสั่งตัดสีม่วงและพูดติดสำเนียงเปอร์โตริกันเล็กน้อยมันเห็นได้ชัดมากๆ

บริษัทของ Bravo ทำข้อตกลงทางธุรกิจไปแล้ว 230 รายการ ตั้งแต่ปี 2003 รวมมูลค่ามากกว่า 6.8 หมื่นล้านเหรียญ ปัจจุบันเขามีบริษัทซอฟต์แวร์ 38 บริษัทอยู่ในพอร์ต ทำรายได้ประมาณ 1.2 หมื่นล้านเหรียญต่อปี และมีพนักงาน 40,000 คน

Forbes ประเมินมูลค่าบริษัทของ Bravo ซึ่งเขาและหุ้นส่วนอีกไม่กี่คนเป็นเจ้าของทั้งหมดอยู่ที่ 7 พันล้านเหรียญ เมื่อดูจากหุ้นที่เขาถือในบริษัทและเงินสดของเขาที่อยู่ในกองทุนของบริษัท Bravo จะมีทรัพย์สินประมาณ 3 พันล้านเหรียญ ซึ่งไม่เพียงทำให้เขาเป็นเศรษฐีพันล้านคนแรกที่เป็นชาวเปอร์โตริโกโดยกำเนิด แต่ยังมากพอจะทำให้ Bravo เข้ามาอยู่ในอันดับที่ 287 ของทำเนียบมหาเศรษฐีอเมริกัน 400 คนแรกของ Forbes ในปี 2019 อีกด้วย

เรื่องราวของ Orlando Bravo ไม่ใช่เรื่องของเศรษฐีที่มาจากศูนย์ เขาเกิดในครอบครัวฐานะดีในเปอร์โตริโก หลังจากเริ่มเล่นเทนนิสตอน 8 ขวบ และฝึกในสนามของมหาวิทยาลัยท้องถิ่นกับโรงแรมฮิลตัน Bravo กับครอบครัวก็เริ่มขับรถ 2 ชั่วโมงครึ่งจากบ้านไปเมือง San Juan ในช่วงสุดสัปดาห์ เพื่อให้เขาได้มีโอกาสเจอคู่แข่งที่ฝีมือเหนือกว่า

เขากลายเป็นมือวางอันดับต้นๆ ของเปอร์โตริโกอย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยให้เขาได้เข้าโรงเรียนของ Bollettieri แล้วต่อด้วยทีมเทนนิสของมหาวิทยาลัย Brown ก่อนจะจบการศึกษาในฐานะสมาชิกสมาคม Phi Beta Kappa (เกรดเฉลี่ย 3.8 ขึ้นไป) ในปี 1992 ด้วยปริญญาด้านเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์

ในที่สุด Bravo ก็เดินทางไปตะวันตกเพื่อเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย Stanford คณะนิติศาสตร์รับเขาเข้าเรียนแล้ว แต่เขาก็อยากเข้าวิทยาลัยธุรกิจด้วย เขาจึงโทรกระหน่ำและในที่สุดก็ได้เข้าเรียนทั้งสองที่

เขาทำงานช่วงปิดภาคฤดูร้อนที่ Seaver Kent แห่งรัฐ California ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับ Texas Pacific Group ของ David Bonderman ที่เชี่ยวชาญเรื่องการทำข้อตกลงธุรกิจในตลาดระดับกลาง

แต่เมื่อ Bravo เรียนจบในปี 1998 TPG ไม่ได้เสนอตำแหน่งงานที่ Seaver Kent หรือที่ TPG ให้เขา เขาจึงโทรล่างานอยู่หลายเดือน หลังจากโทรสมัครเป็นร้อยบริษัท เรซูเม่ของ Bravo ก็ไปเตะตา Carl Thoma หุ้นส่วนผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทไพรเวทอิควิตี้ในเมือง Chicago ชื่อ Golder, Thoma, Cressey, Rauner (ปัจจุบันใช้ชื่อว่า GTCR) และพวกเขาก็ถูกคอกันทันที

Thoma เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกวงการไพรเวทอิควิตี้ในทศวรรษ 1970 Thoma และหุ้นส่วนทำธุรกิจซื้อหุ้นในกิจการ ด้วยวิธีการที่เป็นมิตรกว่าวิธีอื่น และเป็นวิธีที่ Michael Milken เป็นผู้ทำให้ได้รับความนิยม โดยพวกเขาจะซื้อธุรกิจขนาดเล็กและขยายกิจการด้วยการซื้อบริษัทอื่นอีก

ตอนที่ Bravo เข้ามาทำงานกับบริษัทในปี 1998 Thoma และหุ้นส่วน Bryan Cressey เพิ่งแยกทางกับ Stanley Golder และ Bruce Rauner ซึ่งได้เป็นผู้ว่าการรัฐ Illinois ในภายหลัง เพื่อก่อตั้ง Thoma Cressey

Thoma ส่ง Bravo ไปเมือง San Francisco เพื่อออกล่าการลงทุน และในที่สุดก็ขยายธุรกิจของบริษัทในเขต Bay Area ข้อตกลงธุรกิจแรกๆ ที่ Bravo ทำก่อนอายุ 30 ปีพังไม่เป็นท่า เขาหนุนสตาร์ทอัพด้านออกแบบเว็บไซต์ 2 แห่งในช่วงที่ฟองสบู่ดอทคอมแตกพอดี Bravo เสียเงินส่วนใหญ่จากทั้งหมด 100 ล้านเหรียญที่ลงทุนไปในสองบริษัทนี้

ผมได้บทเรียนว่าจะไม่ลงทุนอะไรเสี่ยงๆ อีกแล้ว Bravo กล่าวมันเจ็บปวดเกินไปที่จะดำเนินชีวิตผ่านไปได้และ Thoma Cressey ก็ยังประสบปัญหากับการลงทุนอื่นๆ ด้วย เพราะการลงทุนในน้ำมันก๊าซและโทรคมนาคมให้ผลตอบแทนต่ำกว่าที่คิดทำให้บริษัทนี้กลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่ผลประกอบการแย่ที่สุดในวงการไพรเวทอิควิตี้ช่วงนั้น

แต่ความล้มเหลวก่อให้เกิดปัญญา ซึ่งช่วยทำเงินหลายพันล้านให้ Bravo และหุ้นส่วนได้ในที่สุด เขารู้แล้วว่าความผิดพลาดของเขามาจากการหนุนผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงโดยธรรมชาติ ทั้งที่เงินจำนวนเท่ากันสามารถซื้อบริษัทที่มั่นคงแล้ว ซึ่งขายซอฟต์แวร์เฉพาะทางให้กลุ่มลูกค้าที่จงรักภักดีได้

เมื่อ Thoma เห็นด้วยกับเรื่องนี้ Bravo จึงเปลี่ยนทิศทาง และกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญการลงทุนในบริษัทลึกลับเข้าใจยากเหล่านี้ในที่สุด หลังจากฟองสบู่ดอทคอมแตก ตลาดหุ้นเต็มไปด้วยบริษัทที่เข้าจดทะเบียนในช่วงฟองสบู่ฟูฟ่อง แต่ปัจจุบันเริ่มจะตกอับและมีผู้สนใจซื้อกิจการแค่ไม่กี่ราย Bravo จึงเริ่มลงมือ

กลยุทธ์ใหญ่ครั้งแรกของเขาในปี 2002 คือ การซื้อ Prophet 21 ซึ่งเป็นบริษัทในเมือง Yardley รัฐ Pennsylvania ที่ผลิตซอฟต์แวร์ให้ตัวแทนจำหน่ายในธุรกิจสาธารณสุขและการผลิต ซึ่งบริษัทนี้ขายกิจการด้วยมูลค่าแค่เท่ายอดขาย

ซอฟต์แวร์กลายเป็นสิ่งเดียวที่ Bravo สนใจ และ Thoma Cressey ก็เริ่มประสบความสำเร็จ ราวปี 2005 Bravo กับ Thoma หาคนมาช่วยงานอีก 3 คนคือ Scott Crabill, Holden Spaht และ Seth Boro เพื่อเน้นธุรกิจซอฟต์แวร์ประยุกต์ ความปลอดภัยไซเบอร์ และโครงสร้างพื้นฐานของเว็บ และทุกคนก็ยังเป็นหุ้นส่วนบริหารให้เขาอยู่ในปัจจุบัน

ข้อตกลงเข้าซื้อหุ้นในกิจการหลักพันล้านเหรียญตามมาเป็นชุด เช่น บริษัท Blue Coat แห่งเมือง Sunnyvale รัฐ California ซึ่งทำงานด้านความปลอดภัยเครือข่าย Digital Insight แห่งเมือง Westlake Village รัฐ California ซึ่งทำซอฟต์แวร์ด้านการเงิน และ Deltek ที่เมือง Herndon รัฐ Virginia ซึ่งขายซอฟต์แวร์ที่ช่วยบริหารโครงการ

ทั้งหมดนี้มีมูลค่ากิจการเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าภายใต้การควบคุมของ Bravo กองทุนที่ลงทุนเฉพาะในซอฟต์แวร์ของ Thoma Bravo ที่เริ่มดำเนินการในปี 2009 ให้ผลตอบแทนสุทธิ 44% ต่อปี เมื่อถึงเวลาที่ขายกิจการ ช่วยทำเงินให้นักลงทุนได้ถึง 4 เท่า และเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเฉียบแหลมอันเกิดจากวินัยและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

ด้วยเงินทุนก้อนใหม่ 1.26 หมื่นล้านเหรียญ จากการระดมทุนครั้งที่ 13 ในปี 2018 Bravo กำลังเล็งข้อตกลงธุรกิจอีกหลายอย่างซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญ และคาดว่าจะเริ่มซื้อแผนกงานของยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีหลายราย

แต่ความสำเร็จก็สร้างปัญหาได้เหมือนกัน เพราะตอนนี้เขามีคู่แข่งมากขึ้น บริษัทรุ่นใหญ่อย่าง Blackstone กับ KKR หันมาจับทำข้อตกลงธุรกิจด้านซอฟต์แวร์เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีคู่แข่งหน้าเก่าอย่าง Vista Equity

และไม่ใช่ว่า Bravo จะไม่เคยทำพลาด เมื่อปี 2015 เขาใช้เงิน 3.6 พันล้านเหรียญซื้อกิจการ Riverbed Technology แห่งเมือง San Francisco ซึ่งทำระบบติดตามผลบนเครือข่ายดิจิทัล แต่แม้บริษัทนี้จะยังลำบากเนื่องจากยอดขายลดลงและมีหนี้สินมากเกินไป Bravo ก็ไม่กังวล

ทุกวันนี้มีบริษัทที่ใหญ่กว่าและดีกว่าเมื่อ 10 ปีก่อนให้ผมได้เข้าไปแก้ปัญหา” Bravo กล่าว

 

 

เรื่อง: Antoine Gara เรียบเรียง: ธรรดร โสตถิอำรุง ภาพ: Jamel Toppin


คลิกอ่านฉบับเต็ม สุดยอดนักเจรจาธุรกิจแห่ง Wall Street ได้ที่ นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับกุมภาพันธ์ 2563 ในรูปแบบ e-Magazine

BACK TO TOP