พลังงานปรมาณูกำลังกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งอย่างเหนือความคาดหมาย ด้วยอานิสงส์จากปัญญาประดิษฐ์ที่เขมือบไฟฟ้าอย่างดุเดือด ขณะเดียวกันเหล่าผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มองหาผู้สนับสนุนก็ได้รับการสนองจากรัฐบาล Trump แม้ว่าหลายรายอาจจะไปไม่รอด แต่ผลตอบแทนที่จะได้กลับคืนมานั้นก็แทบไร้ขีดจำกัด
ณ โรงงานพื้นที่ 40,000 ตารางฟุตของ Aalo Atomics ทางตอนใต้ของเมือง Austin รัฐ Texas คนงานนำแผ่นเหล็กหนาเศษ 5 ส่วน 8 นิ้ว ป้อนเข้าสู่เครื่องจักรเพื่อดัดและม้วนช้าๆ จนกลายเป็นทรงกระบอกเส้นผ่านศูนย์กลาง 12 ฟุต แล้วนำมาเชื่อมต่อกันเป็นถังปฏิกรณ์สูง 25 ฟุต
ถึงแม้การจ้างผู้รับเหมาอาจมีต้นทุนต่ำกว่า แต่ Matt Loszak ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ Aalo ก็อยากผลิตถังเองภายในบริษัท เนื่องจากถังแต่ละใบจะต้องบรรจุตับไตไส้พุงของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิชชันขนาด 10 เมกะวัตต์ เมื่อเดินเครื่องปฏิกรณ์ Aalo-1 จำนวน 5 ตัวพร้อมกันมันจะหมุนกังหันผลิตไฟฟ้าขนาด 50 เมกะวัตต์ได้ 1 ตัว ซึ่งมากพอสำหรับศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ 1 แห่งหรือบ้านจำนวน 45,000 หลัง
“เราไม่ได้แค่วาดแบบในกระดาษ แต่กำลังสร้างของจริง” Loszak วิศวกรชาวแคนาดาวัย 35 ปี ผู้ปั้นสตาร์ทอัพมาเป็นแห่งที่ 3 แล้ว ประกาศเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
Aalo เริ่มการก่อสร้างบนพื้นที่ 2 เอเคอร์ของ Idaho National Laboratory ในสังกัดกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ (Department of Energy หรือ DOE) โดยมีเป้าหมายที่จะเดินเครื่องจนถึง “ภาวะวิกฤต” (criticality) ให้สำเร็จภายในวันที่ 4 กรกฎาคม ปี 2026 ซึ่งเป็นวันฉลองครบรอบ 250 ปีของอเมริกา และเป็นเส้นตายที่ประธานาธิบดี Donald Trump ขีดไว้สำหรับสตาร์ทอัพอเมริกันอย่างน้อย 3 รายที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่นใหม่ที่พวกเขาออกแบบนั้นใช้งานได้จริง
Aalo จะบรรลุเป้าหมายภาวะวิกฤตด้วยการบรรจุชุดแท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์มาตรฐานไว้ในถังปฏิกรณ์ จากนั้นจึงเริ่มต้นปฏิกิริยาลูกโซ่นิวเคลียร์ฟิชชันที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปได้ด้วยตัวมันเอง
ใช้เพื่อผลิตไฟฟ้านะหรือ? จุดประสงค์นี้ค่อยว่ากันทีหลัง เพราะถึงแม้จะบรรลุภาวะวิกฤตแล้ว แต่ Aalo ก็ยังต้องสร้างโรงงานผลิต วางห่วงโซ่อุปทานของผู้ขาย หาศูนย์ข้อมูลมาเป็นลูกค้า และขออนุมัติในขั้นสุดท้ายจากคณะกรรมการกำกับดูแลนิวเคลียร์ (Nuclear Regulatory Commission หรือ NRC) ของสหรัฐฯ

“เราจะตั้งโรงงานและลดต้นทุนลง เพื่อให้เริ่มการผลิตจอกศักดิ์สิทธิ์นี้ได้” Loszak ปฏิญาณ เขากำลังมองหาที่ดิน 1 ล้านตารางฟุตเพื่อตั้งโรงงานขนาดมหึมา และเพิ่งจ้าง Bryson Gentile ซึ่งเคยคุมงานสร้างจรวด Falcon 9 ให้ SpaceX ของ Elon Musk มาวางระบบการผลิตจำนวนมากให้ Aalo
“สิ่งที่ Elon ทำ (กับรถยนต์ไฟฟ้าและจรวด) มันเหมือนการวิ่ง 1 ไมล์ภายในแค่ 4 นาที พอเขาทำสำเร็จทุกคนถึงได้เริ่มคิดว่า เดี๋ยวนะ มันก็ทำได้จริงนี่” Loszak กล่าว และเขาหวังว่าจะเริ่มผลิตไฟฟ้าได้จริงในปี 2027
ความต้องการไฟฟ้ากำลังพุ่งทะยาน ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นศูนย์ข้อมูลที่สูบพลังงานกันฮวบๆ เอาไปรองรับกระแส AI เฟื่องฟู และ Loszak ไม่ใช่ผู้ประกอบการนิวเคลียร์รายเดียวที่อยากโกยเงินจากกระแสนี้ มีบริษัทเป็นสิบแห่งที่ตั้งชื่อเท่ๆ อย่าง Valar Atomics, Oklo, Kairos Power และ Xenergy กำลังแข่งกันพัฒนา ขอใบอนุญาต และผลิตเครื่องปฏิกรณ์สำเร็จรูปขนาดเล็กรุ่นใหม่ออกสู่ตลาด ซึ่งนอกจากจะผลิตไฟฟ้าให้ศูนย์ข้อมูลแต่ละแห่งแล้วยังอาจช่วยป้อนไฟฟ้าเข้าสู่โครงข่ายพลังงานขนาดใหญ่ได้ด้วย
ข้อมูลจาก PitchBook ระบุว่า จนถึงปี 2025 นักลงทุนร่วมเงินลงทุน (VC) นักลงทุนในตลาดหุ้น เศรษฐีพันล้าน DOE และผู้ลงทุนรายอื่นๆ ทุ่มเงินไปแล้วกว่า 4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้บริษัทเหล่านี้และกิจการนิวเคลียร์รายใหม่ๆ ของสหรัฐฯ เทียบกับที่เคยมีเงินลงทุนแค่ประมาณ 500 ล้านเหรียญในปี 2020 แต่ถ้าจะให้พลังงานนิวเคลียร์กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งก็ยังต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มอีกหลายหมื่นล้าน Aalo ซึ่งก่อตั้งมาได้ 2 ปี ระดมทุนมาแล้ว 136 ล้านเหรียญ (100 ล้านเหรียญในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา)
โดยมี Valor Equity Partners ของเศรษฐีพันล้าน Antonio Gracias เป็นผู้สนับสนุนหลัก Valor เป็นหนึ่งในนักลงทุนสถาบันรายแรกๆ ของ Tesla และ Gracias ซึ่งเป็นกรรมการของ SpaceX บอก Forbes ว่า Aalo จะเป็นผู้ชนะได้ด้วยความมุ่งมั่นด้านการผลิตและการขยายธุรกิจในแนวดิ่ง “คล้ายกับแนวคิดเข้าใจหลักการพื้นฐานที่ Tesla ใช้กับธุรกิจแบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้า และหุ่นยนต์”

ถึงแม้สตาร์ทอัพเหล่านี้จะไม่ประสบความสำเร็จทุกราย แต่ดูเหมือนจักรวาลก็เอาใจช่วยให้พลังงานนิวเคลียร์กลับมาผงาด เพราะตอนนี้อุปสงค์เกิดขึ้นแล้ว Sam Altman แห่ง OpenAI กล่าวว่า เขาต้องใช้ไฟฟ้ามหาศาลถึง 250 กิกะวัตต์ใน 8 ปีข้างหน้า (เท่ากับที่บราซิลใช้ทั้งประเทศ) ส่วนนักวิเคราะห์ที่สุขุมกว่าคาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 บรรดาศูนย์ข้อมูลจะต้องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวของประมาณ 40 กิกะวัตต์ที่ใช้อยู่ในตอนนี้ ซึ่งถ้าคิดค่าไฟตามอัตราสำหรับภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบันที่ 9 เซนต์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ไฟฟ้า 40 กิกะวัตต์จะมีค่าไฟ 3.2 หมื่นล้านเหรียญต่อปี แต่มันอาจแพงกว่านั้นถ้าอุปสงค์โตเร็วกว่ากำลังการผลิต
นักวิเคราะห์มองว่า กังหันก๊าซธรรมชาติอาจผลิตไฟฟ้ามาตอบสนองความต้องการได้ประมาณ 60% แต่ถ้าจะซื้อกังหันก็ต้องรอผลิตนานถึง 4 ปี ถ่านหินยังถูกรังเกียจเหมือนเดิม (แม้ Trump จะอวยว่า เชื้อเพลิงฟอสซิลที่สกปรกที่สุดนี้มันช่าง “สวยงามและสะอาด” อยู่บ่อยๆ ก็ตาม) ส่วนพลังงานลมและแสงอาทิตย์นั้นนอกจากจะโดน Trump เบือนหน้าหนีแล้ว ก็ยังไม่สามารถผลิตไฟฟ้าให้คงเส้นคงวาตลอด 24 ชั่วโมงตามที่ศูนย์ข้อมูลต้องการได้ ดังนั้น จึงยังมีช่องว่างขนาดใหญ่ให้สตาร์ทอัพสายนิวเคลียร์เข้ามาช่วยเติมเต็ม
“ยังมีพื้นที่อีกเยอะให้ทุกคนเข้ามาทำเงินได้ เพราะโลกต้องการพลังงานมหาศาล และยังจะต้องการเพิ่มอีก” Kamal (Kam) Ghaffarian เศรษฐีพันล้านเชื้อสายอิหร่านซึ่งเป็นผู้ประกอบการด้านการบินและอวกาศกล่าว เขาเป็นผู้ก่อตั้ง X-energy แห่งเมือง Rockville รัฐ Maryland ซึ่งกำลังพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบระบายความร้อนด้วยก๊าซ
แน่นอนว่ายังมีคนอีกเยอะที่ไม่เอานิวเคลียร์ โดยเฉพาะนิวเคลียร์ใกล้ฉัน แต่มันก็มีผู้สนับสนุนทั้งในสังคมวงกว้างและจากระดับผู้บริหารลงมาถึงประชาชน นับตั้งแต่ Trump กลับมานั่งในห้องทำงานรูปไข่เมื่อเดือนมกราคมปีที่ผ่านมาเขาล้มโครงการกังหันลมยักษ์นอกชายฝั่ง คว่ำโครงการโซลาร์ฟาร์มมหึมา และเซ็นร่างกฎหมาย One Big Beautiful Bill Act ซึ่งเชือดเครดิตภาษีสำหรับโครงการพลังงานลมและแสงอาทิตย์ที่จะเริ่มก่อสร้างหลังจากวันที่ 4 กรกฎาคม ปี 2026 แต่กฎหมายฉบับเดียวกันนี้นอกจากจะไม่แตะพลังงานนิวเคลียร์แล้ว ก็ยังเพิ่มผลประโยชน์ให้ด้วย โดยให้เครดิตภาษีสำหรับเครื่องปฏิกรณ์ที่ออกแบบใหม่สูงสุดถึง 40% ของเงินลงทุน
นอกจากนี้ รัฐบาล Trump ก็กำลังยกเครื่อง NRC ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องทำงานช้าและระมัดระวัง การอนุมัติเครื่องปฏิกรณ์แบบใหม่ๆ จึงน่าจะรวดเร็วขึ้น และรัฐบาลตั้งเป้าว่า จะทำให้การขอใบอนุญาตง่ายขึ้นด้วย ส่วนหนึ่งทำโดยการสนับสนุนให้สตาร์ทอัพไปสร้างเครื่องปฏิกรณ์อยู่ในฐานทัพ หรือในสถานที่อย่าง Idaho National Lab ซึ่งทำกิจกรรมเกี่ยวกับนิวเคลียร์มาตั้งแต่สมัย Manhattan Project ในสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว

Bill Gates ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft ร้องเพลงสรรเสริญพลังงานนิวเคลียร์ว่ามันคือคำตอบสำหรับปัญหาโลกร้อนมาตลอด 2 ทศวรรษ แล้วในวันนี้คนอื่นๆ ก็มาร่วมประสานเสียงด้วย หลายคนพูดว่า “ถ้านิวเคลียร์ฟิชชันเป็นของใหม่ที่เราเพิ่งคิดได้ในวันนี้ เราคงจะมองว่ามันเป็นกระสุนเงินที่สยบความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้แบบนัดเดียวจอด” Drew Wandzilak นักลงทุนรายใหญ่ของบริษัทเงินร่วมลงทุน Alumni Ventures ซึ่งลงทุนใน X-energy, Aalo และ Valar กล่าว “มันทรงพลังขนาดนั้น”
เมื่อกลับมามอง Aalo ทั้ง Loszak และ Yasir Arafat ผู้ร่วมก่อตั้งวัย 39 ปี ซึ่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีมีเหตุผลส่วนตัวที่ทำให้พวกเขาอยากชุบชีวิตพลังงานนิวเคลียร์ โรคหอบหืดในวัยเด็กของ Loszak ดีขึ้นหลังจากที่รัฐ Ontario บ้านเกิดของเขาเปลี่ยนโรงไฟฟ้าถ่านหินใกล้บ้านเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ส่วน Arafat เคยต้องจุดเทียนทำการบ้านวิชาแคลคูลัสสมัยอยู่บังกลาเทศ ก่อนจะย้ายมาเรียนมหาวิทยาลัยที่สหรัฐฯ จนจบปริญญาโท สาขาวิศวกรรมนิวเคลียร์จาก North Carolina State
เขาทำงานกับเครื่องปฏิกรณ์มาแล้วทุกขนาด เขาเคยสร้างเครื่องใหญ่ขนาด 1,100 เมกะวัตต์ รุ่น AP1000 ของ Westinghouse ก่อนจะย้ายไปทำงานที่ Idaho National Lab ในปี 2019 เพื่อนำทีมออกแบบเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็ก 2 ผู้ร่วมก่อตั้งหวังว่าในที่สุดพวกเขาจะขายเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กที่ผลิตจำนวนมากได้ โดยไม่ใช่แค่ขายให้บริษัท AI เท่านั้น แต่จะขายให้ประเทศยากจนที่ขาดแคลนพลังงานด้วย คำว่า Aalo หมายถึง “แสงสว่าง” ในภาษาเบงกาลี
ก่อนหน้านี้ไม่นานอนาคตของพลังงานนิวเคลียร์ยังดูมืดมนหลังจากคลื่นยักษ์สึนามิพัดพาความหายนะมาสู่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Fukushima ของญี่ปุ่นในปี 2011 จนทำให้ทั้งญี่ปุ่นและเยอรมนีเริ่มสั่งปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หลายแห่ง วงการอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ เองก็ประสบปัญหามาตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เครื่องปฏิกรณ์หลอมละลายบางส่วนที่ Three Mile Island รัฐ Pennsylvania เมื่อปี 1979 อุบัติเหตุครั้งนั้นเป็นข่าวพาดหัวอยู่หลายเดือน แม้ NRC จะกล่าวว่ากัมมันตภาพรังสีที่รั่วไหลออกมาเพียงเล็กน้อยนั้นไม่เป็นภัยก็ตาม
ถึงกระนั้นผลกระทบด้านการกำกับดูแลที่ตามมาจากเหตุการณ์ Three Mile Island ก็นำไปสู่การยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าหลายแห่ง และทำให้ NRC บังคับใช้กฎที่เข้มงวดมากขึ้นจนเป็นปัจจัยให้เกิดความล่าช้าและต้นทุนบานปลายสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ เมื่อปี 2024 หลังจากสร้างมา 15 ปี ในที่สุด Georgia Power ก็สร้างโรงไฟฟ้าที่เมือง Augusta รัฐ Georgia เสร็จสมบูรณ์ โรงงานนี้มีเครื่องปฏิกรณ์ Westinghouse AP1000 2 เครื่องมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพียงพอสำหรับบ้าน 1.7 ล้านหลัง แต่ต้นทุนพุ่งไปเกิน 3 หมื่นล้านเหรียญ สูงกว่างบประมาณเดิมถึงเท่าตัว
โดยมีรายงานว่า สาเหตุเกิดจากงานออกแบบวิศวกรรมที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ การไม่มีห่วงโซ่อุปทาน และการขาดแคลนแรงงานมีฝีมือ ซึ่งถ้าสร้างโรงไฟฟ้าขนาดเท่ากันโดยใช้กังหันก๊าซธรรมชาติแทน (สมมุติว่าหาซื้อกังหันได้) จะมีต้นทุนเพียง 7 พันล้านเหรียญ ในตอนนั้นดูเหมือนว่าสหรัฐฯ จะไม่สามารถสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไปแล้ว และปัจจุบันสหรัฐฯ มีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ผลิตไฟฟ้าป้อนโครงข่ายพลังงานได้และยังใช้งานได้อยู่ 94 เครื่อง (หลายเครื่องอายุเกิน 40 ปีแล้ว) ลดลงจาก 112 เครื่องเมื่อปี 1990
ก่อนหน้านี้ทั้ง DOE, Gates และเหล่าผู้มีศรัทธาแรงกล้ารายอื่นๆ เคยทุ่มเงินให้เครื่องปฏิกรณ์แบบใหม่ๆ ไปเยอะ และแล้วการที่รัสเซียเริ่มรุกรานยูเครนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2022 บวกกับความกระหายพลังงานของ AI ก็กระชากเอาความนิยมนิวเคลียร์ให้กลับมาอีกครั้ง สหภาพยุโรปซึ่งดิ้นรนอยากตัดขาดจากน้ำมันและก๊าซของรัสเซียตัดสินใจว่าพลังงานนิวเคลียร์ที่ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์นั้นก็ถือเป็น “พลังงานสีเขียว” ได้ในบางกรณี ส่วน Meta, Amazon และ Google บริษัทย่อยของ Alphabet ต่างก็ทำสัญญาซื้อไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์กันแล้วในระยะยาว แม้กระทั่ง Three Mile Island ก็ยังกลับมาลงสนาม โดยเตรียมเดินเครื่องปฏิกรณ์ที่เหลือรอดในโรงงานซึ่งปิดตัวไปเมื่อปี 2019 อีกครั้ง หลังจากที่ Microsoft ตกลงจะซื้อไฟฟ้าทั้งหมดเป็นเวลา 20 ปี และโรงงานนี้เปลี่ยนชื่อเป็น Crane Clean Energy Center
ในวัย 40 ปี Mike Laufer CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง Kairos Power ถือเป็นมือเก๋าแห่งวงการนิวเคลียร์ยุคใหม่ เขาทั้งเคยสร้าง ดูแลการปฏิบัติงาน และปลดระวางโรงไฟฟ้าสาธิตในเมือง Albuquerque รัฐ New Mexico มาแล้ว “ตลอด 9 ปีนั้นเราได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก” เขากล่าว
ปัจจุบัน Kairos กำลังสร้าง Hermes 1 ซึ่งเป็นเครื่องปฏิกรณ์ (ตัวสาธิต) สำหรับผลิตไฟฟ้าตัวแรกของบริษัท และยังมี Hermes 2 เครื่องปฏิกรณ์เพื่อการพาณิชย์ตัวแรกที่ตั้งเป้าว่าจะผลิตไฟฟ้า 50 เมกะวัตต์ป้อนให้โครงข่ายของ Tennessee Valley Authority ภายในปี 2030 ซึ่ง Google ตกลงแล้วว่าจะซื้อไฟฟ้าประมาณ 500 เมกะวัตต์จากเครื่องปฏิกรณ์ Hermes ภายในปี 2035
สำนักงานใหญ่ของ Kairos ดัดแปลงมาจากโรงเก็บเครื่องบินในพื้นที่อดีตฐานทัพอากาศนาวีที่เมือง Alameda รัฐ California ห่างจาก University of California วิทยาเขต Berkeley ลงไปทางใต้เล็กน้อย ซึ่ง Laufer และผู้ร่วมก่อตั้งอีก 2 คนจบปริญญาเอกจากที่นั่น สตาร์ทอัพรายนี้คาดว่า จะได้รับเงินทุน 303 ล้านเหรียญจาก DOE เมื่อเครื่องปฏิกรณ์ Hermes 1 เสร็จสมบูรณ์ในปี 2028 (Laufer ไม่ตอบว่า Henry Laufer พ่อของเขาซึ่งเป็นเศรษฐีพันล้านและเป็นนักคณิตศาสตร์ผู้ร่วมก่อตั้ง Renaissance Technologies กองทุนเฮดจ์ฟันด์รุ่นบุกเบิกร่วมกับ Jim Simons ผู้ล่วงลับไปแล้วนั้นได้ร่วมลงทุนในบริษัทของเขาด้วยหรือไม่)
ระบบเครื่องปฏิกรณ์แบบโมดูลสำเร็จรูปของ Kairos ใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าหลายทศวรรษในด้านการออกแบบเครื่องปฏิกรณ์ที่ระบายความร้อนด้วยเกลือฟลูออไรด์หลอมเหลว และใช้เชื้อเพลิง “ก้อนกรวด” ชนิดใหม่ที่เรียกว่า TRISO (ย่อมาจาก tri-structural-isotropic) ซึ่งใช้ในเครื่องปฏิกรณ์รุ่นใหม่หลายตัว และเป็นเหตุผลสำคัญที่ผู้สนับสนุนอ้างว่าระบบใหม่ๆ เหล่านี้จะป้องกันได้ทั้งการหลอมละลายและการก่อการร้าย ยูเรเนียมไดออกไซด์เม็ดเล็ก (ขนาดเท่าเมล็ดป๊อบปี้) จะถูกเคลือบด้วยฉนวนหลายชั้นหนาเป็นมิลลิเมตร หุ้มยูเรเนียมและกักเก็บผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันตรายซึ่งเกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชันไว้ข้างใน
จากนั้น Kairos จะหุ้ม TRISO ด้วยกราไฟต์จนกลายเป็นก้อนกรวดขนาดเท่าลูกกอล์ฟ และต้องนำก้อนกรวดเหล่านี้มาอยู่ใกล้กันเป็นจำนวนมากจึงจะเกิดปฏิกิริยาฟิชชันได้ และสารเคลือบหลายชั้นก็มีเป้าหมายเพื่อป้องกันเชื้อเพลิงเหล่านี้ไม่ให้ร้อนมากจนเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ควบคุมไม่ได้ (หรือที่เรียกว่าการหลอมละลาย) เหล่าผู้สนับสนุนอ้างว่า ต่อให้คนร้ายขโมย TRISO หลายพันก้อนไปจากเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กได้ก็เอาไปทำเรื่องอันตรายได้ยาก และต่อให้คนร้ายระเบิดเครื่องปฏิกรณ์ ทีมเก็บกวาดก็สามารถเข้าไปเก็บก้อนกรวดเหล่านี้ได้อย่างปลอดภัยหลังเกิดเหตุ Kairos ออกแบบสายการผลิต TRISO ของตนเองซึ่งปัจจุบันกำลังเคลื่อนย้ายไปอยู่ที่ Los Alamos National Lab ของ DOE เพื่อให้สามารถผลิตยูเรเนียมเสริมสมรรถนะแบบ “อัดเม็ด” ได้จริงในที่สุด Laufer กล่าวว่า “การผลิตเองในบริษัทเป็นส่วนสำคัญในกลยุทธ์ของเรา”
Isaiah Taylor ผู้ก่อตั้งและ CEO วัย 26 ปีของ Valar Atomics อายุ 2 ปีก็วางแผนจะใช้เชื้อเพลิง TRISO เช่นกัน แต่ยังไม่ได้ผลิตเชื้อเพลิงเอง เพราะเขากำลังยุ่งอยู่กับการพัฒนาสิ่งที่ Steve Marcus จาก Riot Ventures แห่งเมือง Los Angeles ซึ่งเป็นผู้ให้ทุนตั้งต้นแก่ Valar เรียกว่า เป็น “เครื่องปฏิกรณ์ที่เปรียบเหมือน Toyota Corolla ไม่ใช่ Lamborghini” เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาสตาร์ทอัพจากเมือง El Segundo รัฐ California รายนี้เริ่มสร้างเครื่องปฏิกรณ์สาธิตตัวแรกของบริษัทในรัฐ Utah และในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา Valar ประกาศว่า ระดมทุนรอบใหม่ได้ 130 ล้านเหรียญ และกล่าวว่า บริษัทบรรลุเป้าหมาย zero-power criticality (เกิดปฏิกิริยาฟิชชันแต่ไม่มีการผลิตไฟฟ้า) ในการทดสอบแกนเครื่องปฏิกรณ์ที่ Los Alamos
แม้ภาวะวิกฤตที่ผลิตไฟฟ้าไม่ได้นั้นอาจจะยังไม่ถือว่าตรงตามเป้าหมายของ Trump แต่ Taylor ก็คาดว่าเขาจะบรรลุเป้าหมายภาวะวิกฤตเต็มรูปแบบ (นั่นคือการผลิตไฟฟ้าได้) ทันเส้นตายของท่านประธานาธิบดีในวันที่ 4 กรกฎาคม ด้วยเครื่องปฏิกรณ์อุณหภูมิสูงแบบระบายความร้อนด้วยก๊าซ “Ward 250” ของเขา (ซึ่งตั้งชื่อตาม Ward Schaap ตาของเขาที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ในโครงการ Manhattan) Valar สร้างเครื่องต้นแบบเพื่อทดสอบการทำงานกับความร้อนและแรงดันในระดับที่เครื่องปฏิกรณ์ของจริงจะต้องเผชิญโดยยังไม่บรรจุเชื้อเพลิงยูเรเนียมเข้าไป Taylor กล่าวว่า “เราอัดกำลังไฟฟ้าขนาดที่พอใช้ในเมือง L.A. ได้ 16 ช่วงตึก หรือครึ่งเมกะวัตต์ เข้าไปในแกนกลาง” ซึ่งทีมของเขาตรวจพบจุดรั่วและได้เรียนรู้ทักษะอันมีค่าจากการถอดและประกอบเครื่องต้นแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า
Taylor ซึ่งเป็นสมาชิกทำเนียบ 30 Under 30 ของ Forbes ปี 2025 เป็นคนใช้ชีวิตแบบเร่งรีบ หนุ่มชาวรัฐ Idaho คนนี้ลาออกจากโรงเรียนมัธยมตอนอายุ 16 ปี และใช้ช่วงเวลาที่เขาน่าจะเรียนมหาวิทยาลัยมาศึกษาวิศวกรรมนิวเคลียร์ด้วยตัวเอง ทัศนคติแบบลุยแหลกของเขาถูกใจทั้งพวกนักลงทุนและอินฟลูเอนเซอร์สาย MAGA (Make America Great Again) Marcus กล่าวว่า “เขามีความสามารถเฉพาะตัวในการโน้มน้าวให้ผู้คนมาร่วมภารกิจ” ซึ่ง Valar ก็มีนักลงทุนอีกคนที่นิสัยเข้ากับ Taylor ได้ นั่นคือ Palmer Luckey เศรษฐีพันล้านผู้เคยเข้าทำเนียบ 30 Under 30 ในปี 2014 เขาขาย Oculus บริษัทเทคโนโลยี VR ให้ Meta ตั้งแต่อายุแค่ 21 ปี และร่วมก่อตั้งบริษัทผลิตอาวุธไฮเทค Anduril ตอนอายุ 24 ปี
ในปี 2025 Valar ร่วมเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง NRC โดยอ้างว่า NRC ใช้เวลานานเกินไปในการออกใบอนุญาตให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบใหม่ และอาจไม่มีอำนาจในการกำกับดูแลเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็ก (โจทก์ร่วมในคดีนี้ยังมีบริษัทสตาร์ทอัพ Last Energy และ Deep Fission รวมถึงรัฐ Texas, Utah, Louisiana, Florida และฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐ Arizona ด้วย) แต่คดีถูกระงับไว้เพื่อเจรจาหาข้อยุติ
Liz Muller วัย 47 ปี CEO ของ Deep Fission กล่าวว่า “เราต้องการนิวเคลียร์เดี๋ยวนี้” ไม่ใช่รอกระบวนการตรวจสอบ 3 ปี เธอก่อตั้งสตาร์ทอัพร่วมกับพ่อซึ่งเป็นอาจารย์ฟิสิกส์วัยเกษียณจาก UC Berkeley สตาร์ทอัพอายุ 2 ปีรายนี้ระดมทุนได้ 30 ล้านเหรียญจากการเสนอขายหุ้น IPO เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา และบริษัทนี้มีแนวทางที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือการเจาะรูกว้าง 30 นิ้วลึก 1 ไมล์ลงไปในพื้นโลก หย่อนภาชนะบรรจุเชื้อเพลิงยูเรเนียมลงไป แล้วเติมน้ำให้เต็มรู ซึ่งน้ำจะถูกต้มให้ร้อนโดยเครื่องปฏิกรณ์แล้วนำมาผลิตไฟฟ้า ในขณะที่เครื่องปฏิกรณ์จะถูกชั้นหินแข็งห่อหุ้มไว้อย่างปลอดภัย
“ในช่วง 2 ปีข้างหน้าเราจะได้เห็นกันว่าใครเริ่มสร้างได้จริง และใครทำไม่ได้” Muller กล่าว
มีสตาร์ทอัพ 1 รายที่หาเงินได้จากกระแสความตื่นเต้นฮือฮาโดยที่ยังไม่ได้สร้างโรงงานนำร่องเลยด้วยซ้ำ นั่นคือ Oklo ที่ก่อตั้งเมื่อปี 2013 โดยสามีภรรยา Jacob กับ Caroline DeWitte และเคยมี Sam Altman CEO ของ OpenAI เป็นประธานกรรมการมาตั้งแต่ปี 2015 จนถึงเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา บริษัทนี้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ผ่านบริษัทในรูปแบบ SPAC ในปี 2024 และมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านเหรียญ (ลดลงจากจุดสูงสุดที่ 2.6 หมื่นล้านเหรียญในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา) ทำให้สองสามีภรรยา DeWitte กลายเป็นเศรษฐีพันล้าน
แม้ว่า Oklo จะเริ่มเตรียมงานในสถานที่ใกล้ Idaho National Lab แล้ว แต่ก็ไม่น่าจะเดินเครื่องจนถึงภาวะวิกฤตได้ทันภายใน 4 กรกฎาคม ปี 2026 ถึงกระนั้นบริษัทนี้ก็รู้จักคนใหญ่คนโต เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน Chris Wright เคยเป็นกรรมการของ Oklo ซึ่งเป็นบริษัทที่ประวัติดีที่สุดในบรรดาบริษัทโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก 6 แห่งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ “หุ้น [ของ Oklo] แสดงถึงมุมมองของสาธารณชนได้ชัดเจนมาก ทุกคนสนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์และอยากร่วมลงทุนด้วย” Marcus จาก Riot กล่าว
เราควรพึงระลึกไว้ว่า แม้แต่คนรวยที่สุด ฉลาดที่สุด และทรงอำนาจที่สุดในโลกก็เนรมิตเครื่องปฏิกรณ์รุ่นใหม่ขึ้นมาทันทีไม่ได้ Bill Gates ร่วมก่อตั้ง TerraPower ตั้งแต่ปี 2008 แต่ถึงจะผ่านมา 17 ปีแล้ว และได้เงินลงทุนมาเกือบ 4 พันล้านเหรียญจาก Gates, DOE, NVIDIA, HD Hyundai และอื่นๆ แต่บริษัทนี้ก็ยังไม่ได้รับอนุมัติจาก NRC ให้สร้างเครื่องปฏิกรณ์เกลือหลอมเหลวขนาด 350 เมกะวัตต์ที่บริษัทออกแบบเอง
ตอนนี้ยังมีโอกาส (โดยเฉพาะถ้าดูจากนิสัยกลับไปกลับมาของ Trump) ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่แบบดั้งเดิมซึ่งไม่ได้ใช้เครื่องปฏิกรณ์สำเร็จรูปจากโรงงานจะกลับมามีอนาคตได้อีกครั้ง หลังจากที่ Westinghouse ผ่านการล้มละลายและเปลี่ยนเจ้าของมาหลายหนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
บริษัทก็ได้รับการต่อชีวิตอีกครั้งในเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเมื่อรัฐบาล Trump ให้คำมั่นว่า จะช่วยเร่งการออกใบอนุญาตและจัดหาเงินทุนสำหรับเครื่องปฏิกรณ์ใหม่หลายเครื่องมูลค่ารวม 8 หมื่นล้านเหรียญ (มากพอให้สร้าง Westinghouse AP1000 ได้ 5-10 เครื่อง) เพื่อแลกกับการที่ลุงแซมจะเก็บ “ผลประโยชน์ร่วม” 20% จากกำไรของ Westinghouse ส่วนที่เกินกว่า 1.75 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งคาดว่าจะทำได้ภายในปี 202
เรื่องนี้เป็นข่าวดีมากสำหรับ Fermi America แห่งเมือง Amarillo รัฐ Texas ซึ่งเป็นบริษัทของเศรษฐีพันล้านที่รวยที่สุดในวงการนิวเคลียร์ยุคใหม่ Toby Neugebauer ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO วัย 53 ปี Neugebauer เป็นนักลงทุนไพรเวตอิควิตี้และเป็นลูกชายของอดีตสมาชิกสภาคองเกรสจากพรรครีพับลิกัน เขา (กับครอบครัว) มีทรัพย์สินสุทธิเพิ่มขึ้นแตะ 6 พันล้านเหรียญหลังจาก Fermi เข้าตลาดหลักทรัพย์ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
Fermi มีแผนจะสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดมหึมาที่ใช้ไฟฟ้าจากเครื่องปฏิกรณ์ AP1000 อย่างน้อย 4 ตัวบนที่ดิน 5,000 เอเคอร์ติดกับโรงงาน Pantex ของ DOE ในเขตพื้นที่ด้ามกระทะของรัฐ Texas ซึ่งเป็นสถานที่ผลิตแกนพลูโทเนียมสำหรับหัวรบนิวเคลียร์มานานหลายทศวรรษแล้ว “ถ้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่นี่ไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปทำที่ไหนแล้ว” Neugebauer กล่าว เขามีผู้ร่วมก่อตั้งคือ Rick Perry (อดีตผู้ว่าการรัฐ Texas และรัฐมนตรีว่าการ DOE คนแรกของ Trump) และ Griffin ลูกชายของ Perry
Neugebauer เป็นนักพัฒนาโครงการ ไม่ใช่นักนวัตกรรม เขาจึงจ้าง Mesut Uzman ชาวตุรกีที่ได้สัญชาติสหรัฐฯ ซึ่งเคยช่วยบริหารการสร้างเครื่องปฏิกรณ์ AP1000 4 ตัวแรกในจีน 1 ตัวในบัลแกเรีย และอีก 4 ตัวในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มาเป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของเขา Neugebauer คุยโวว่า “คนของเราไม่ใช่หนุ่มซิงนะ ประสบการณ์เขาโชกโชนแล้ว” และกล่าวว่า ถ้าทีมเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กพร้อมเมื่อไร เขาก็ยินดีจะสร้างโรงไฟฟ้าขนาดหลายกิกะวัตต์ที่นี่ทันที
นอกจากนี้ Neugebauer ก็ยังป้องกันความเสี่ยงให้กับการเดิมพันด้านนิวเคลียร์ของเขาเอง โดยการสั่งซื้อกังหันก๊าซธรรมชาติขนาด 2.5 กิกะวัตต์มาด้วย และเขาตั้งใจจะสร้างโรงไฟฟ้าพลังก๊าซขนาด 11 กิกะวัตต์ก่อนที่เครื่องปฏิกรณ์ตัวแรกของเขาจะเสร็จสมบูรณ์
แต่วิสัยทัศน์ระยะยาวของเขาคือ การทำให้เมือง Amarillo กลายเป็นเมืองศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานปรมาณูสำหรับรัฐบาลกลาง “ที่เรามาทำนิวเคลียร์ก็เพราะเรารักชาติ” เขากล่าว “จีนกำลังสร้างเครื่องปฏิกรณ์ (ขนาดใหญ่) 33 ตัว ซึ่งไม่ได้เอาไว้ใช้เปิดแอร์แน่นอน พวกนั้นกำลังสร้างอำนาจอย่างมหาศาล เราถึงต้องมี AI พลังนิวเคลียร์”
เรื่อง: Chris Helman และ Phoebe Liu เรียบเรียง: ธรรดร โสตถิอำรุง
ภาพ: Trevor Paulhus
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : “Jeremy Allaire” เศรษฐีพันล้านเหรียญคนใหม่ จากแพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์ สู่เจ้าพ่อ Stablecoin


