Mitch Roberts ทายาทโรงหนังรุ่น 4 ปรับ Evo Entertainment อย่างไรในช่วงโควิด-19 - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • America
  • World >
  • Mitch Roberts ทายาทโรงหนังรุ่น 4 ปรับ Evo Entertainment อย่างไรในช่วงโควิด-19

Mitch Roberts ทายาทโรงหนังรุ่น 4 ปรับ Evo Entertainment อย่างไรในช่วงโควิด-19

Forbes Thailand / Admin
18 Feb 2022 | 5:00 pm 544

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจโรงภาพยนตร์ทั่วโลกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เว้นแต่เพียงคุณจะยอมปรับเปลี่ยนโรงภาพยนตร์แห่งนั้นๆ ให้เป็นศูนย์รวมความบันเทิงและที่พักใจ ด้วยการต่อเติมลานโบว์ลิ่ง เกมอาร์เคด และมุมอาหารในพื้นที่เดียวกันอย่างที่ Mitch Roberts กล้าที่จะเสี่ยง

Mitch Roberts
โรงภาพยนตร์ในเครือ Evo Entertainment

หลังจากที่ Greg Abbott ผู้ว่าการรัฐเท็กซัส อนุญาตให้โรงภาพยนตร์กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งภายใต้มาตรการควบคุมเข้มข้นขั้นสูงสุด ซึ่งจำกัดผู้เข้าชมเพียงร้อยละ 25 ของจำนวนที่นั่งทั้งหมด เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2020 เป็นต้นไปซึ่งแน่นอนว่าผู้ให้บริการส่วนใหญ่เลือกที่จะชะลอการดำเนินงานออกไปก่อน

แต่ไม่ใช่สำหรับผู้ประกอบการวัย 25 ปีรายนี้ปฏิกิริยาแรกของผม คือ กลัว แต่ปฏิกิริยาที่ 2 กลับบอกให้เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง Mitch Roberts กล่าว พร้อมเล่าถึงรายละเอียดของศูนย์รวมความบันเทิงภายใต้ชื่อ Evo Entertainment ที่มีมากถึง 6 แห่งใน Austin รัฐเท็กซัส ซึ่งประกอบไปด้วยโรงภาพยนตร์ 57 โรง ลานโบว์ลิ่ง 38 เลน บริการอาหารเต็มรูปแบบ เกมอาร์เคด 200 เกม และหนี้สินจำนวนมหาศาลกว่า 42 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่กู้ยืมมาจากธนาคาร กับสถานการณ์ที่ต้องยอมจำนนปิดให้บริการเมื่อ 6 สัปดาห์ก่อน

เบื้องต้นในขณะที่คู่แข่งจำนวนมากยังคงปิดตัวอยู่ เขาก็สร้างกระแสฮือฮาด้วยเทศกาลภาพยนตร์แบบไดร์ฟอินช่วงฤดูร้อน นำ Grease และ The Goonies กลับมาฉาย พร้อมไปกับการเช่าหอประชุมที่ไม่ได้ใช้งานให้เหล่าเกมเมอร์ที่ต้องการเล่น Fortnite บนหน้าจอขนาด 65 ฟุตมาร่วมสนุก รวมถึงเปลี่ยนทุ่งหญ้าเลี้ยงวัวขนาด 9 เอเคอร์ให้เป็นสนามเพนท์บอล และปิดท้ายด้วยชุดอาหารว่างยามค่ำคืน

คนอื่นๆ อาจใช้แนวทางแบบเว้นระยะห่าง Roberts กล่าว “แต่เรากลับเลือกที่จะบอกพวกเขาว่า ตรงนี้ยังมีที่ว่างสำหรับคุณ

แม้จะเลือกเดินสวนกระแส แต่รายรับของ Evo ยังคงลดลงร้อยละ 60 เหลือเพียง 20 ล้านเหรียญในปี 2020 ทำให้เขาต้องพึ่งเงินกู้จากธนาคารชั่วคราง และเงินสมทบมูลค่า 21 ล้านเหรียญจากรัฐบาลกลางที่จัดสรรไว้สำหรับสถานบันเทิงซึ่งถูกปิดเป็นการเฉพาะ

จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะเลือกนิยามการผ่อนคลายข้อจำกัดช่วงโควิด-19 ในครั้งนั้นว่าเป็นปาฏิหาริย์อย่างแท้จริงเพราะยิ่งธุรกิจสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อสถานะทางการเงินเท่านั้น ซึ่งในที่สุดยอดขายในปี 2021 ก็มีมูลค่าลดลงเพียงร้อยละ 15 จากปี 2019 และภายในไตรมาสที่ 2 ธุรกิจก็สามารถกลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง

เช่นเดียวกับการระบาดใหญ่ที่ยังคงลุกลามขยายวงกว้างออกไป Roberts ซึ่งมีสัดส่วนการถือหุ้นในธุรกิจราวร้อยละ 60 และพี่สาวอีก 2 คนที่ถือหุ้นในส่วนที่เหลือ ยังคงเดินหน้าปรับปรุงพื้นที่ 4 แห่งในรัฐเท็กซัส เพื่อรองรับการขยายตัวของ Evo ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ Southlake Town Square ใน Dallas ที่ในปัจจุบันประกอบไปด้วยโรงภาพยนตร์ทั้งหมด 7 โรง สมรภูมิเลเซอร์เกม รถบั๊มพ์ มินิกอล์ฟ ตลอดจนยิมปีนผาจำลอง

เพื่อหาแหล่งเงินทุนสำรองมูลค่ากว่า 30 ล้านเหรียญที่จะต้องใช้ในการต่อเติมสถานที่ทั้ง 4 แห่งและขยายธุรกิจในอนาคต โดยไม่ต้องเพิ่มพันธะหนี้สินกับธนาคารแห่งเดิมซึ่งแตะ 40 ล้านเหรียญเป็นที่เรียบร้อยแล้ว Roberts จึงตัดสินใจชักชวน Bryan Sheffield มหาเศรษฐีพันล้านวัย 43 ปี เข้ามาร่วมลงทุนด้วย

ตอนแรกผมคิดว่าเขาบ้าไปแล้ว Sheffield ทายาทธุรกิจน้ำมันรุ่นที่ 3 เอ่ยปากยอมรับ แต่หลังจากการพูดคุยกันหลายเดือน เขาสรุปว่าสิ่งที่ Roberts กำลังทำอยู่ คือธุรกิจมวลชนที่จะอยู่รอดไม่เพียงแค่โควิด แต่ยังก้าวผ่านยุคสมัยแห่งธุรกิจสตรีมมิ่งและทีวีขนาด 65 นิ้วอีกด้วย

เราอยู่ในระบบเศรษฐกิจที่ถูกขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ที่น่าจดจำ พวกเขามีแนวโน้มที่จะจับจ่ายเพื่อสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ที่สะท้อนตัวตนของพวกเขาในสังคม Roberts หนึ่งในสุดยอดหนุ่มสาวดาวรุ่งแห่งทำเนียบ Forbes’ 30 Under 30 ประจำปีนี้กล่าว

โดยภายใต้ข้อตกลงของพวกเขา บริษัทของครอบครัว Sheffield ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะสนับสนุนเงินทุนสำหรับการซื้ออสังหาริมทรัพย์และค่าต่อเติมที่มูลค่า 125 ล้านเหรียญ ขณะที่ Evo จะได้รับค่าธรรมเนียมจากการจัดการสินทรัพย์ประมาณร้อยละ 2.5 ของรายรับจากอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก Sheffield และหากพวกเขาสามารถขจัดอุปสรรคในการทำกำไรได้ ก็จะมีส่วนแบ่งในฐานะผู้ถือหุ้นเช่นกัน

2 ทายาทธุรกิจยักษ์ใหญ่  

จากพื้นเพของครอบครัวที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงธุรกิจ ได้หล่อหลอมให้พวกเขามีวิสัยทัศน์ในการบริหารงานไม่ต่างกันมากนัก โดย Sheffield เริ่มก่อตั้ง Parsley Energy ในปี 2008 ด้วยการเข้าบริหารบ่อน้ำมันเก่าของคุณปู่จำนวน 109 แห่ง พร้อมสิทธิในการขุดเจาะ ก่อนที่จะขายกิจการให้กับบริษัทคู่แข่งอย่าง Pioneer Natural Resources ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารผู้เป็นพ่อ ที่มูลค่าหุ้น 4.5 พันล้านเหรียญ

Mitch Roberts

ด้าน Roberts เป็นผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์รุ่นที่ 4 ทายาทของ Lee Roy Mitchell คุณปู่ของเขา ผู้ซึ่งก่อตั้ง Cinemark และปัจจุบันยังคงดำรงตำแหน่งประธานในวัย 85 ปี ด้วยสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 9 ในเชนโรงภาพยนตร์ 524 แห่ง 5,897 โรง หรือคิดเป็นมูลค่าราว 150 ล้านเหรียญ

ครั้งเป็นเด็ก Roberts มีหน้าที่กวาดข้าวโพดคั่วที่ตกอยู่ตามพื้นและเติมขวดผักดองที่โรงภาพยนตร์ที่พ่อแม่ของเขาเป็นเจ้าของซึ่งประสบการณ์นั้นได้ทำให้เขาเกลียดผักดองขั้นสุดพร้อมๆกับความคิดที่อยากจะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

เมื่ออายุได้ 13 ปี คุณปู่ Lee Roy ได้ให้ของขวัญคริสต์มาสกับเขาเป็นวิดีโอเกมอาร์เคด Big Buck Hunter Pro ราคาแพง ซึ่งในที่สุดเขาก็ได้ย้ายเกมไปติดตั้งที่โรงภาพยนตร์ของพ่อแม่ และแบ่งรายได้ให้กับพวกเขาครึ่งหนึ่ง ขณะที่เงินอีกครึ่งของเขาได้นำไปลงทุนซื้อเกมอาร์เคดเกมอื่นเพื่อทำเงินเพิ่ม

ไม่เพียงเท่านี้ Roberts ผู้ไม่เคยหยุดนิ่งในวัย 17 ปี ตั้งเป้าที่จะยกระดับศูนย์รวมความบันเทิงอย่าง Dave & Buster’s ให้ก้าวไกลยิ่งขึ้นซึ่งเด็กหนุ่มก็ได้เล่าแผนการของเขาพร้อมขอเงินสนับสนุนจากคุณปู่ขณะเดินทางไปตกปลาด้วยกัน

ทว่าชายชรากลับปฏิเสธข้อเสนอนั้น แต่ตกลงที่จะช่วยปรับปรุงแผนธุรกิจทั้ง 50 หน้าของเขา ในที่สุดเมื่อผนวกคอนเนคชั่นทางธุรกิจเข้ากับคำแนะนำของคุณปู่ ก็ได้ช่วยเปิดประตูให้ Roberts ถึงแม้ว่าเขาจะต้องเผชิญกับอุปสรรคระหว่างทางจากการถูกธนาคารและสำนักงานของครอบครัวรวม 8 แห่งปฏิเสธ ก่อนที่ Capital One จะยอมให้กู้ 15 ล้านเหรียญ เพื่อซื้อพื้นที่ 10 เอเคอร์ใน Kyle รัฐเท็กซัส ซึ่งอยู่ห่างจาก Austin ไปทางใต้ 22 ไมล์ และสร้างอาคารหลังแรกของเขาที่นั่น

หลังจัดหาเงินทุนในปี 2014 Roberts ตัดสินใจลาออกจากการศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 เพื่อสร้างโรงภาพยนตร์ขนาด 70,000 ตารางฟุต ที่ภายในประกอบไปด้วยโรงภาพยนตร์ 11 โรง ลานโบว์ลิ่ง 14 เลนวิดีโอเกมอาร์เคดและห้องครัวเต็มรูปแบบสำหรับปรุงอาหารในร้านอาหารกึ่งผับ เช่น เบอร์เกอร์ พิซซ่า ไปจนถึงแซลมอนเทอริยากิ ซึ่ง Roberts ยอมรับว่า เขาใช้ทุกเพนนีของ 15 ล้านเหรียญอย่างรวดเร็ว และในไม่ช้าจะอัพเกรดที่นั่งสำหรับชมภาพยนตร์เป็นเก้าอี้เอนกายมูลค่า 600 เหรียญทั้งหมด

จับจังหวะลงทุนอย่างไร ให้ได้กำไร 

ไม่ต่างจากโรงภาพยนตร์ทั่วไปที่มักทำเงินจากการขายข้าวโพดคั่วและน้ำอัดลมแก้วใหญ่ เพราะในทำนองเดียวกัน Evo ก็ใช้ภาพยนตร์เป็นเหยื่อล่อเพื่อขายสินค้าที่มีกำไรสูงกว่าเช่นกัน ซึ่ง Roberts ชี้ว่า “รายรับกว่าร้อยละ 55 มาจากการให้บริการลานโบว์ลิ่ง เกมอาร์เคด ป๊อปคอร์น เบียร์ และมาการิต้า โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึงร้อยละ 90 เลยทีเดียว”

และเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการขาดประสบการณ์ด้านใดด้านหนึ่งของเขาเอง Roberts ได้จัดเตรียมทีมผู้บริหารของ Evo เพื่อดูแลในส่วนของโรงภาพยนตร์และร้านอาหาร ตามคำแนะนำของคุณปู่ที่ว่าถ้าหลานเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในห้อง แสดงว่าหลานอยู่ผิดห้อง

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Roberts เลือกดำเนินธุรกิจในจังหวะที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ภาพยนตร์ยอดนิยมอย่าง Jurassic World, Star Wars—The Last Jedi และ Black Panther เข้าฉายในสหรัฐฯ และสร้างรายได้ต่อปีมากกว่า 11 พันล้านเหรียญตั้งแต่ปี 2015 ถึง 2019

เม็ดเงินเหล่านี้ได้กลายเป็นแรงผลักดันให้เขาตัดสินใจกู้ยืมเงินอีก 25 ล้านเหรียญจาก Capital One เพื่อสร้างโรงภาพยนตร์อีก 10 โรงใน Schertz ซึ่งอยู่ห่างจาก San Antonio ราว 22 กิโลเมตร และเปิดให้บริการในปี 2019 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ Avengers: Endgame ขึ้นแท่น ภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดเป็นอันดับ 2 ตลอดกาล ส่งผลให้ Evo ทำสถิติรายได้ที่ดีที่สุดในช่วงสุดสัปดาห์

โดยในปีนั้น มียอดจองเข้าชมภาพยนตร์ที่ Evo มากถึง 2.5 ล้านครั้ง รวมเป็นมูลค่ากว่า 50 ล้านเหรียญ ซึ่งหนึ่งในปัจจัยหลักเป็นเพราะตำแหน่งที่ตั้งของโรงภาพยนตร์ที่ทำให้เขาเพิ่มมูลค่าบัตรต่อที่นั่ง จนกวาดกำไรจากการดำเนินธุรกิจไปกว่าร้อยละ 20 ซึ่งนับว่าสูงจากค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเสียอีก

ทว่าการระบาดของโควิด-19 ก็ได้ปะทุขึ้นมาและสร้างความเสียหายแก่อุตสาหกรรมภาพยนตร์โดยตรง จนรายได้ในปี 2020 ปรับตัวลงมาเหลือเพียง 2.1 พันล้านเหรียญ กระทั่งในเดือนธันวาคม 2021 ที่ผ่านมา ได้มีสัญญาณบ่งชี้ให้เห็นถึงการฟื้นตัวภายในวงการ จากการที่ Evo สามารถขายตั๋วเข้าชมภาพยนตร์ Spider-Man: No Way Home ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์มากถึง 62,000 ใบแซงหน้า Avengers ซึ่งเข้าฉายในปี 2019 แม้ว่าจะยังคงอยู่ในช่วงการระบาดของโควิดสายพันธุ์โอไมครอนก็ตาม เมื่อการล็อกดาวน์เกิดขึ้นเป็นเวลานาน ความต้องการที่ถูกกักเก็บไว้จะต้องได้รับการตอบสนอง Sheffield กล่าว

ปัจจุบัน Evo Entertainment เปิดให้บริการทั้งหมด 16 แห่ง รวมทั้งสิ้น 148 โรงภาพยนตร์และ 108 เลนโบว์ลิ่ง ซึ่ง Roberts คาดการณ์ว่าจะสามารถสร้างรายได้มากกว่า 125 ล้านเหรียญในปีนี้ พร้อมชี้ไปยังที่นั่งสำหรับคู่รักที่ถูกจัดเรียงภายใต้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมในช่วงโควิด-19 นี้

แปลและเรียบเรียงจากบทความ The Pandemic Crushed Most Movie Theaters—But This 27-Year-Old’s Chain Doubled In Size เผยแพร่บน Forbes.com โดย ชญาน์นัทช์ ธนินท์พงศ์ภัค 

อ่านเพิ่มเติม: “30 Under 30” สุดยอดหนุ่มสาวดาวรุ่ง ประจำปี 2022

BACK TO TOP