Joe Kiani มหาเศรษฐีเมดเทค ผู้เปิดศึกสิทธิบัตรกับ Apple - Forbes Thailand

Joe Kiani มหาเศรษฐีเมดเทค ผู้เปิดศึกสิทธิบัตรกับ Apple

Joe Kiani ผู้ก่อตั้งและซีอีโอแห่ง Masimo ทุ่มเงิน 60 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สู้กับบริษัทมูลค่าเกือบ 3 ล้านล้านเหรียญในชั้นศาลว่าด้วยเรื่องของ Apple Watch แต่เขาก็กำลังเผชิญศึกในห้องประชุมคณะกรรมการจากความพยายามผลักดันเทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภคด้วยเช่นกัน


    ย้อนกลับไปในเดือนพฤษภาคมปี 2013, Joe Kiani ผู้ก่อตั้งและซีอีโอบริษัทเทคโนโลยีทางการแพทย์ Masimo ได้ร่วมประชุมกับ Apple ที่สำนักงานใหญ่ในเมือง Cupertino เพื่อพูดคุยเรื่องความร่วมมือที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภคกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา Apple Watch และหาหนทางร่วมมือกับผู้ผลิตเซนเซอร์เกี่ยวกับสุขภาพต่างๆ

    Masimo ที่ก่อตั้งในปี 1989 มีผลิตภัณฑ์อันเป็นที่รู้จักในวงกว้างคือ เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว (Pulse Oximeter) โรงพยาบาลมากมายใช้อุปกรณ์นี้เพื่อวัดระดับออกซิเจนในเลือดของผู้ป่วย

    “ผมไม่ได้อยากเข้าไปอยู่ในพื้นที่ของผู้บริโภคด้วยตัวเอง” Kiani กล่าว “ผมคิดว่า Apple จะเป็นพันธมิตรที่ดีในการนำเอาเทคโนโลยีของเราไปให้คนจำนวนมากได้ใช้ประโยชน์”

    Masimo เป็นหนึ่งใน 28 บริษัทที่ได้ร่วมหารือกับ Apple เกี่ยวกับโปรเจ็กต์ Apple Watch ภายในบริษัท บรรดาผู้บริหารของ Apple ต่างให้น้ำหนักการร่วมมือกับ Masimo ทว่าท้ายที่สุดก็ตัดสินใจปฏิเสธ เพราะผลิตภัณฑ์ที่เน้นหนักไปทางโรงพยาบาลของ Masimo ไม่ตอบโจทย์การเน้นผู้บริโภคซึ่งเป็นแก่นสำคัญของ Apple

    “งานระดับนั้นไม่ใช่แนวทางของเรา” Adrian Perica รองประธานด้านการพัฒนาธุรกิจของ Apple กล่าวในอีเมลอัปเดตถึงซีอีโอ Tim Cook

เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว (Pulse Oximeter) โดย Masimo


    สิบปีถัดมา Apple และบริษัทที่พวกเขาเคยปฏิเสธต้องมาเผชิญหน้ากันในศึกกฎหมายหลายด้านว่าด้วย Apple Watch โดย Apple ครอบครองกว่า 56% ของตลาดสมาร์ทวอทช์ทั่วโลก ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าแตะ 3.3 หมื่นล้านเหรียญในปี 2023 อ้างอิงจากบริษัทวิจัย IDC ซึ่งทางบริษัทคาดการณ์ว่าตลาดอุปกรณ์สวมใส่อันมีหูฟังและสมาร์ทวอทช์เป็นสินค้ายอดนิยมทั่วโลกจะมีมูลค่าเกือบ 6.3 หมื่นล้านเหรียญในปี 2027

    การต่อสู้ทางกฎหมายกำลังใกล้เข้ามา ยาม Kiani ที่ Forbes ประเมินความมั่งคั่งไว้ที่ 1.2 พันล้านเหรียญกำลังเตรียมตัวก้าวเข้าสู่พื้นที่ของผู้บริโภค (Consumer Space) ด้วย “นาฬิกาสุขภาพ (Health Watch)” ราคา 499 เหรียญ ที่เปิดตัวเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา และสมาร์ทวอทช์ราคา 999 เหรียญ ที่คาดว่าจะปล่อยออกมาในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ รวมถึงอุปกรณ์สวมใส่อีกมากมายหลายอย่าง

    มหาเศรษฐีวัย 58 ปีผู้นี้กล่าวหาว่า Apple แย่งตัวพนักงานของเขาไป ขโมยความลับทางการค้า ตลอดจนละเมิดสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้วและอุปกรณ์ตรวจวัดที่ไม่มีการรุกล้ำเข้าสู่ร่างกาย (Noninvasive Measurement) อื่นๆ ของ Masimo ทาง Apple ปฏิเสธข้อกล่าวหาและคดีความลับทางการค้าก็จบลงโดยถือเป็นโมฆะในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่ง Kiani ยืนยันให้มีการพิจารณาคดีใหม่

    อีกหนึ่งความวิตกกังวลที่ส่งผลโดยตรงกับ Apple และ Masimo คือการตัดสินใจของคณะกรรมาธิการการค้านานาชาติสหรัฐฯ (The United States International Trade Commission หรือ USITC) ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นช่วงกลางเดือนกรฎาคม 2023 ซึ่งสามารถเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในสงครามครั้งนี้

    USITC กำลังทบทวนการตัดสินใจก่อนหน้าจากผู้พิพากษา ที่พบว่าบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ได้ละเมิดข้อถือสิทธิ์สองประการในสิทธิบัตรของ Masimo หาก USITC อยู่ข้าง Masimo ก็จะส่งผลให้เกิดการแบนการส่งออก Apple Watch

    ทนายฝั่ง Apple โต้แย้งว่า Masimo พยายามจะ “ใช้อิทธิพลกดดันธุรกิจและการดำเนินคดี” เพื่อกำจัด Apple Watch ออกจากตลาดสหรัฐฯ และการแบนนี้จะส่งผลร้ายต่อผู้บริโภค รวมถึงอาจขัดขวางการวิจัยทางการแพทย์อีกด้วย

    เป็นเวลากว่าสามทศวรรษที่ Masimo ขายสินค้าให้โรงพยาบาลมากมาย Kiani กำลังวางเดิมพันครั้งใหญ่กับอนาคตของธุรกิจ Masimo ซึ่งตลาดหุ้น Wall Street ดูจะไม่ค่อยปลื้มแนวคิดของเขาเท่าไหร่ การตัดสินใจซื้อบริษัทผู้ผลิตเครื่องเสียง Sound United ด้วยมูลค่า 1 พันล้านเหรียญในปีที่ผ่านมาเพื่อขยายช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าของ Kiani พาหุ้น Masimo ดิ่งหนัก มูลค่าตลาดหายวับไป 5 พันล้านเหรียญในชั่วข้ามคืน

    ความเคลื่อนไหวของเขาดึงดูด Politan Capital Management บริษัทด้านการลงทุนแบบ Activist นำโดย Quentin Koffey มาซื้อหุ้น 9% ของ Masimo คิดเป็นมูลค่าราว 800 ล้านเหรียญ ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้น Koffey กล่าวว่าคณะกรรมการบริหารชุดปัจจุบันล้มเหลวในการควบคุม Kiani ผู้ดำรงตำแหน่งซีอีโอและประธาน ทั้งยังอนุญาตให้เขาดำเนิน “กลยุทธ์ไร้ทิศทาง” ออกห่างจากแก่นหลักของธุรกิจ Masimo

    ปรากฏว่าผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ของ Masimo มีความกังวลเรื่องนี้เช่นกัน เห็นได้จากการที่พวกเขาโหวต Koffey และอีกหนึ่งผู้ได้รับการเสนอชื่ออย่าง Michelle Brennan อดีตผู้บริหาร Johnson & Johnson ขึ้นเป็นคณะกรรมการบริหารเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2023 ตามมาด้วยสงครามการโหวตอันดุเดือด ซึ่ง Koffey อธิบายกลยุทธ์เกี่ยวกับผู้บริโภคของ Masimo ว่าเหมือน “เอาทุกสิ่งทุกอย่างมาปั่นรวมกัน (everything everywhere all at once)” ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้น

    อย่างไรก็ตาม สมาชิกคณะกรรมการบริหารหน้าใหม่และ Kiani ต่างก็เห็นพ้องต้องกันเรื่องการฟ้องร้อง Apple ในข้อมูลนำเสนอนักลงทุนเดือนพฤษภาคม Politan กล่าวว่ามูลค่าการฟ้องร้องนั้นยังสุดจะหยั่งรู้ แต่มี “ความคาดหวังว่า Masimo จะชนะคดี”

    Koffey ปฏิเสธจะแสดงความเห็น ส่วน Kiani ชี้ว่าอนาคตธุรกิจเทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภคของ Masimo นั้นขึ้นอยู่กับบทสรุปสุดท้ายของคดีความกับ Apple ในการสัมภาษณ์กับ Forbes เมื่อเร็วๆ นี้

    “ผมต้องหยุด Apple ไม่ให้ใช้เทคโนโลยีของผมกอบโกยผลประโยชน์ จนกว่าผมจะเติบใหญ่และมีเวลาพอจะสร้างผลิตภัณฑ์ทางการค้าและแบรนด์ขึ้นมาเอง”

    ทางด้าน Apple แย้งว่า Masimo ต่างหากที่ลอกเลียนเทคโนโลยีของพวกเขาเพื่อกรุยทางสู่เป้าหมายอันทะเยอทะยาน “ที่ Apple ทีมงานของเราทำงานกันอย่างหนักเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นประโยชน์กับผู้ใช้งาน ด้วยฟีเจอร์ด้านสุขภาพ ความเป็นอยู่ที่ดี และความปลอดภัยระดับแนวหน้าของวงการ”


​แอปตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) บน Apple Watch


    Fred Sainz โฆษกของ Apple กล่าวในถ้อยแถลงการณ์ว่า “Masimo ตั้งใจใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมอันมากมายเหล่านี้ โดยการนำเสนออุปกรณ์ที่เลียนแบบ Apple Watch และละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของเรา ขณะเดียวกันก็พยายามขจัดการแข่งขันออกจากตลาด”

    

ศึกหลายด้าน

    ศึกสิทธิบัตรระหว่าง Apple และ Massimo เริ่มต้นเมื่อเดือนมกราคมปี 2020 เมื่อ Masimo และบริษัทลูก Cercacor Laboratories ยื่นฟ้องร้องว่า Apple ขโมยความลับทางการค้าและละเมิดสิทธิบัตรต่อศาลชั้นต้นในรัฐแคลิฟอร์เนีย นำมาสู่สงครามที่ลุกลามไปยังศาลอื่นๆ ตลอดจนหน่วยงานราชการต่างๆ ของสหรัฐฯ

    “ผมเชื่อจริงๆ ว่าเรามีโอกาสจะชนะ” Kiani กล่าว “ผมไม่คิดว่ามันเป็นแค่ฝันลมๆ แล้งๆ” ความมั่นใจส่วนหนึ่งของเขามาจากความสำเร็จในอดีตของ Masimo ที่ชนะศึกสิทธิบัตรในชั้นศาลกับบริษัทที่ใหญ่กว่ารายอื่นๆ

    ในปี 2006, Masimo ได้มีการประนีประนอมยอมความกับ Nellcor (ซึ่งแยกย่อยมาจาก Medtronic) เป็นมูลค่ารวมราว 800 ล้านเหรียญโดยรวมค่าเสียหายและค่าลิขสิทธิ์เอาไว้ ทั้ง Nellcor ยังต้องนำสินค้าที่มีการละเมิดสิทธิบัตรออกจากท้องตลาด

    ในปี 2016, Masimo ก็เจรจรากับ Philips เป็นมูลค่า 300 ล้านเหรียญ Kiani เผยว่าคดีความเหล่านี้ทำให้ Masimo ต้องเสียค่าดำเนินการทางกฎหมาย 43 ล้านเหรียญ แต่ได้เงินเข้าบริษัทกว่า 1.1 พันล้านเหรียญ

    “ใช่ว่าเราเสียเงินกับคดีความไปโดยเปล่าประโยชน์” เขากล่าว “เรามีบันทึกอันยิ่งใหญ่ชี้ว่าเราได้ผลตอบแทนอย่างใหญ่ยิ่งจากการเสียเงินดำเนินคดี”

    ในแคมเปญต่อต้าน Apple นั้น Kiani กำลังสู้ศึกหลายด้าน หลังยื่นฟ้องศาลชั้นต้น Apple ก็เคลื่อนไหวเพื่อพิจารณาสิทธิบัตรบางส่วนของ Masimo กับคณะกรรมการอุทธรณ์สิทธิบัตร (Patent Trial and Appeal Board) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าแห่งสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้ประเมินว่าสิทธิบัตรนั้นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

    ต่อมา Masimo ก็ร้องเรียนกับ USITC ซึ่งมีอำนาจแบนการนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่มีการละเมิดสิทธิบัตร Apple จึงรีบตอบโต้โดยการยื่นฟ้องสองคดีกับศาลชั้นต้นในรัฐเดลาแวร์ กล่าวหาว่า Masimo ละเมิดสิทธิบัตรของ Apple ทำให้ Masimo ฟ้องแย้งเรื่องต่อต้านการผูกขาดและการละเมิดสิทธิบัตร

    “เหมือนจะมีศึกหลายด้านกำลังดำเนินไป” John Presper ที่ปรึกษาจากบริษัทกฎหมาย Foster, Murphy, Altman & Nickel กล่าว เขาไม่ได้มีส่วนร่วมในคดีแต่อย่างใด เขาบอกว่าเรื่องนี้ไม่ปกติแน่นอน เนื่องมาจากว่าทั้งสองฝั่งใช้วิธีการต่างๆ มางัดข้อกัน ประโยชน์จากการดำเนินการผ่านหน่วยงานราชการคือพวกเขามีแนวโน้มจะเคลื่อนไหวรวดเร็วกว่ากระบวนการของศาลชั้นต้น แต่มันก็ไม่ได้มีราคาถูกเลย

    Kiani ประเมินว่าล่าสุด Masimo หมดเงินไป 60 ล้านเหรียญแล้วในการต่อสู้คดีกับ Apple และคาดว่าอาจใช้มากถึง 100 ล้านเหรียญ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบางครั้งคดีด้านสิทธิบัตรจึงมีอีกชื่อว่า “การละเล่นของเหล่าราชา” Presper เฉลยว่า “เพราะมันผลาญทั้งเวลาและเงินมหาศาล”

    ณ ตอนนี้ต่างฝ่ายต่างผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ เมื่อเดือนพฤษภาคม คดีว่าด้วยการขโมยความลับทางการค้าที่แคลิฟอร์เนียจบลงโดยถือเป็นโมฆะ คณะลูกขุนลงความเห็นเข้าข้าง Apple จำนวน 6 คน ส่วนอีก 1 คนเข้าข้าง Masimo

    Apple กล่าวว่าจะขอให้ศาลยกฟ้องประเด็นข้อถือสิทธิ์ที่เหลือด้วย ในขณะที่ Kiani ให้คำมั่นว่าจะให้มีการพิจารณาคดีใหม่ เขาชี้ว่าผลโมฆะนั้นเป็นเพราะ “ความเคลื่อนไหวของลูกขุนที่ไม่ปกติ” และในโอกาสถัดไป เขาหวังว่าผู้พิพากษาจะเห็นด้วยในการตัดลูกค้า Apple ออกจากคณะลูกขุน

    สถานีต่อไปคือการตัดสินใจของ USITC ว่าจะแบนการนำเข้า Apple Watch อย่างแน่นอนหรือไม่ ซึ่งคาดว่าจะรู้กันในวันที่ 17 กรกฎาคม ทาง USITC กำลังพิจารณาการตัดสินเมื่อเดือนมกราคม 2023 จากคำพิพากษาของศาลปกครอง ที่พบว่า Apple ละเมิดข้อถือสิทธิ์สองประการของ Masimo แต่ไม่ได้ละเมิดข้อถือสิทธิ์อีกเจ็ดประการที่เหลือ

    เป็นการยากที่จะคาดเดาว่า USITC จะเลือกทางไหน แต่ Presper กล่าวว่าพวกเขามีแนวโน้มจะเห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลปกครองทั้งหมดหรือบางส่วน “บ่อยกว่าที่จะไม่เห็นด้วย” ซึ่งนั่นเป็นนิมิตหมายอันดีสำหรับ Masimo แม้หาก USITC เลือกที่จะแบนการนำเข้าแล้ว ผลของมันอาจไม่ได้เกิดขึ้นในทันที ก้าวต่อไปคือระยะเวลา 60 วันที่ประธานาธิบดี Joe Biden สามารถตัดสินใจว่าจะเข้ามาแทรกแซงหรือไม่

    ในเดือนธันวาคม 2022 ทาง USITC ออกคำสั่งแบน Apple Watch ที่พบว่ามีการละเมิดสิทธิบัตรของ AliveCor เกี่ยวกับการวัดชีพจร ทว่าการแบนนั้นยังไม่มีผลเนื่องจาก Apple เรียกร้องการตรวจสอบจากคณะกรรมการอุทธรณ์สิทธิบัตร ซึ่งผลออกมาว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย AliveCor จึงขออุทรณ์คำวินิจฉัยนั้นศาลชั้นต้น ขณะที่ Apple ขออุทธรณ์คำตัดสินของ USITC ในศาลชั้นต้น

    หากคำสั่งแบนการนำเข้ามีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ อาจมีฉากเด็ดๆ มากมายเปิดเผยให้ได้รับชมกัน Presper กล่าว ท้ายสุดแล้วพวกเขาอาจประนีประนอมกัน ทำข้อตกลงอนุญาต หรือจับมือเป็นพันธมิตร แม้ว่าในบางกรณีผู้ละเมิดสิทธิบัตรสามารถดำเนินการออกแบบใหม่หรือนำส่วนที่ละเมิดสิทธิบัตรออกไป

    “พวกเขาอาจจะพบสันติภาพของโลก” Presper พูดเกี่ยวกับศึกระหว่าง Apple และ Masimo “ส่วนใหญ่แล้วขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมของบรรดาผู้มีชื่อเสียง”

Joe Kiani ผู้ไม่หวั่นเกรงความเสี่ยง

    

ศึกภายใน

    Kiani บอกว่าการวางเดิมพันกับตลาดเทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภคของเขาขึ้นกับวิสัยทัศน์ของเขาในการเชื่อมโรงพยาบาลกับบ้านเข้าด้วยกันผ่านสะพานที่เรียกว่าเทคโนโลยี อุปกรณ์ต่างๆ ของ Masimo ตรวจวัดสัญญาณชีพของผู้ป่วยในโรงพยาบาลได้อย่างแม่นยำ และเขาอยากให้ผู้ป่วยเรื้อรังได้รับการตรวจวัดที่ถูกต้องจากสมาร์ทวอทช์

    Masimo ผูกขาดตลาดด้านการดูแลเด็กแรกเกิด (Neonatal Intensive Care) จากการอ่านพฤติกรรมการดิ้นของทารกแรกเกิด และ Kiani ก็ต้องการช่วยพ่อแม่ทั้งหลายให้ได้รับการตรวจสอบดูแลทารกในเปลที่บ้านผ่านอุปกรณ์ขนาดกะทัดรัด

    อีกหนึ่งความต้องการของเขาคือการใช้เซนเซอร์ปลายนิ้วสอดส่องผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาระงับปวดกลุ่ม Opioid แจ้งเตือนพวกเขาหากได้รับยาเกินขนาด และมีขั้วไฟฟ้าแปะติดกับหูของผู้ป่วยเพื่อช่วยเรื่องอาการข้างเคียงจากการเลิกใช้ยากลุ่ม Opioid

    อุปกรณ์นี้ได้รับอนุมัติจากองค์การอาหารและยา (FDA) เรียบร้อยแล้ว และ Masimo ก็กำลังดำเนินการเพื่อให้อุปกรณ์ดูแลเด็กทารกและอุปกรณ์สวมใส่ต่างๆ ผ่านการอนุมัติจาก FDA ด้วยเช่นกัน

    Kiani บอกว่าเป้าหมายสุดท้ายคือ “เพื่อสร้างวงจรที่สมบูรณ์ระหว่างโรงพยาบาลและบ้าน”

    ตอนนี้ Masimo กำลังพยายามนำผลิตภัณฑ์อันหลากหลายเหล่านี้เข้าสู่ตลาดโดยพร้อมเพรียงกัน ในขณะที่ Kiani กระตือรือร้นกับกับการผลักดันสู่ผู้บริโภค ทางตลาดหุ้น Wall Street ยังคงระแวดระวัง นั่นก็เพราะว่าตลาดอุปกรณ์สวมใส่สำหรับผู้บริโภคนั้นมีอัตรากำไร (Margin) ต่ำกว่าธุรกิจที่มีแล้วของ Masimo

    การนำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มีเพื่อเข้าสู่ตลาดไปพร้อมๆ กันในทีเดียวเอื้อให้กรรมบริหารจาก Politan ที่พร้อมจะสร้างแรงกดดันในการบริหารของเขา โดยในจดหมายถึงผู้ถือหุ้น Koffey เขียนไว้ว่า เขาเชื่อว่ามี “ตลาดใกล้เคียง (Adjacent Market)” ที่ Masimo สามารถประสบความสำเร็จได้มาจากการย้ายการดูแลผู้ป่วยมาที่บ้านรวมอยู่ด้วย แต่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมายในเวลาเดียวกันนั้น “มีแต่เพิ่มโอกาสที่ Masimo จะคว้าน้ำเหลว”

    ก่อนหน้าการโหวตเลือกคณะกรรมการบริหาร Kiani บอก Forbes ว่าเขากำลังใคร่ครวญว่าจะออกจากบริษัทหาก Koffey ชนะ เช้าวันอังคารหลังการโหวต Kiani กล่าวว่าเขามีแผนจะอยู่ต่อ “ผมจะไม่ทำอะไรที่ต่างไปจากนี้” เขายืนกราน “ผมจะยังคงดำเนินกิจการ Masimo อย่างที่เราทำมาโดยตลอด”

    ในรายชื่อคณะกรรมการบริหารใหม่ในฟากของ Politan ได้ไปแค่เพียงสองที่นั่งจากทั้งหมดห้าที่นั่ง “พวกเขาบังคับให้เราเปลี่ยนในสิ่งที่เราไม่ต้องการได้หรอก” Kiani ว่า “เราจะเปิดใจรับฟังความคิดเห็นและคำแนะนำของพวกเขา และถ้ามันดี เราก็เอาด้วย แต่ถ้าไม่ ก็คือไม่”

    ในศึกภายในนี้ Kiani กล่าวหาว่า Politan แอบจับมือกับ Apple อย่างลับๆ Kiani บอกว่าเขาไม่ทันระวังว่าที่จริงแล้ว Politan คาดการณ์ว่า Masimo จะชนะศึกกับ Apple ก่อให้เกิดความเป็นปรปักษ์ระหว่างทั้งสองฝั่ง

    Kiani ย้ำว่าเขาไม่กลัวจะแพ้ศึกไหนทั้งนั้น “ผมมีเงินมากพอขนาดที่ว่าผมไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้แล้วก็ได้ ผมสามารถใช้เวลากับครอบครัว ทำสิ่งที่ผมชอบ แต่ตราบเท่าที่ผมยังอยู่ที่นี่ ผมจะทำสิ่งที่ผมคิดว่าถูกต้อง”

    

แปลและเรียบเรียงจากบทความ The MedTech Billionaire Waging A Patent War With Apple ซึ่งเผยแพร่บน forbes.com

    

อ่านเพิ่มเติม : Apple อาบยาพิษ เมื่อ AirTags อยู่ในมืออาชญากร

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine