Intuitive Surgical รับมือศึกหนักตลาด “หุ่นยนต์ผ่าตัด” - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • America
  • World >
  • Intuitive Surgical รับมือศึกหนักตลาด “หุ่นยนต์ผ่าตัด”

Intuitive Surgical รับมือศึกหนักตลาด “หุ่นยนต์ผ่าตัด”

Forbes Thailand
Forbes Thailand / Admin
10 May 2019 | 9:30 am 3551

เป็นเวลา 20 ปีมาแล้วที่ Intuitive Surgical ผู้ผลิต “หุ่นยนต์ผ่าตัด” da Vinci ครองตลาดอย่างสบายๆ แต่ตอนนี้ห้องผ่าตัดชักเริ่มแออัด

หลอดเลือดแดงที่ต้นขาหนูกระตุ้นความสงสัยใคร่รู้ของ Gary Guthart และเมื่อเขาเรียนจบจาก Stanford University แล้วเข้าเป็นพนักงานใหม่ในสถาบันวิจัยแห่งหนึ่ง เขาก็ได้รับมอบหมายให้ไปทำงานในแล็บหุ่นยนต์เพื่อการผ่าตัด เขาต้องเย็บหลอดเลือดแดงที่ขาดด้วยมือ หลังจากนั้นก็ลองเย็บอีกครั้งโดยใช้หุ่นยนต์ตัวต้นแบบ “หมอผ่าตัดต้องทำอะไรแบบนี้เหรอเนี่ย” Guthart เล่าถึงสิ่งที่เขาคิดในตอนนั้น “มันดูเป็นปัญหาที่ทั้งน่าสนใจมากและสำคัญมาก แล้วก็ยากมากด้วย ทำให้ผมตื่นเต้นจริงๆ”

สามปีต่อมา ในปี 1996 Guthart เข้าทำงานกับสตาร์ทอัพชื่อ Intuitive Surgical  ซึ่งได้สิทธิในการนำเทคโนโลยีจากสถาบัน SRI International มาใช้ Intuitive เปิดตัว หุ่นยนต์ผ่าตัด ที่ใช้ชื่อแบรนด์ว่า da Vinci ในปี 1998 และหุ่น da Vinci ก็ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงการผ่าตัดเหมือนที่ iPhone มาเปลี่ยนแปลงการใช้โทรศัพท์มือถือ

ทุกวันนี้มีหุ่น da Vinci ตั้งอยู่ตามห้องผ่าตัดเกือบ 5,000 ตัวและใช้ผ่าตัด 1 ล้านครั้งต่อปี แม้ Intuitive จะนำหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์หลังจากฟองสบู่ธุรกิจเทคโนโลยีลอยขึ้นถึงจุดสูงสุดแล้วในปี 2000 แต่เมื่อสิ้นทศวรรษ มูลค่าหุ้นก็ยังเพิ่มขึ้นถึง 17 เท่า จากมูลค่าตอนเปิด IPO เหตุผลน่ะหรือ ก็เพราะทุกวันนี้ Intuitive ยังครองธุรกิจแต่เพียงรายเดียว

ราคาหุ่น da Vinci อยู่ที่ประมาณตัวละ 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แถมยังขายชิ้นส่วนสำหรับเปลี่ยนได้อีกประมาณ 1,900 เหรียญต่อการผ่าตัดหนึ่งครั้ง และอัตรากำไรสุทธิ 30% ของบริษัทแห่งนี้ดับรัศมี Microsoft ได้

Gary Guthart ซีอีโอของ Intuitive Surgical

Guthart วัย 53 ปี เป็นซีอีโอมาตั้งแต่ปี 2010 และมีหุ้นกับตราสารสิทธิของ Intuitive อยู่ 315 ล้านเหรียญ แต่ตอนนี้เขาคงต้องทำงานหนักมากขึ้นอีกเล็กน้อย เพราะคาดว่า Medtronic ผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ซึ่งมียอดขายมากกว่า Intuitive แปดเท่า และ Verb Surgical ซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับ Johnson & Johnson และ Alphabet จะเข้ามาแข่งในตลาดหุ่นยนต์ผ่าตัดในปีหน้า โดยคาดว่าจะแข่งขันกันด้วยราคา

นอกจากนี้ บริษัทยังมีอีกปัญหาหนึ่งซึ่งคล้ายกับปัญหาที่ทำให้ Apple ยอดขายตกในระยะหลัง นั่นคือเมื่อหมดช่วงที่บริษัทเติบโตอย่างมหาศาลแล้ว ผู้บุกเบิกมักต้องเผชิญกับสภาวะที่ตลาดดั้งเดิมอิ่มตัว และการที่ยอดขายหยุดโตก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งนี้ ปีที่แล้วบริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้น 19% เป็น 3.7 พันล้านเหรียญ หรือคิดเป็นรายได้สุทธิ 1.1 พันล้านเหรียญ ตอนนี้ Guthart กำลังขยายเข้าสู่ตลาดใหม่ด้วยเครื่องมือช่วยแพทย์ตรวจหามะเร็งในปอดและเขาก็ขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ รวมทั้งผลักดันให้มีการใช้ da Vinci สำหรับการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหารด้วย

Guthart เป็นลูกของวิศวกรเทคโนโลยีการป้องกันประเทศและครูสอนวิทยาศาสตร์ เขาโตในเมือง Sunnyvale รัฐ California ซึ่งห่างจากจุดที่สำนักงานใหญ่ของ Intuitive ตั้งอยู่ในปัจจุบันไม่กี่ไมล์ ครูสอนคณิตศาสตร์สมัยมัธยมปลายเคยช่วยให้เขาได้เข้าไปฝึกงานเขียนโปรแกรมในห้องปฏิบัติการวิจัยของ NASA ซึ่งเขาอายุน้อยที่สุดในแล็บ

Frederick Moll หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Intuitive Surgical

เขาได้ปริญญาวิศวกรรมศาสตร์จากทั้ง UC Berkley และ Caltech สองเดือนหลังจากจบปริญญาเอก Guthart ได้งานที่ SRI และเขาก็ถูกทาบทามโดยสตาร์ทอัพด้านหุ่นยนต์ที่ก่อตั้งโดยศัลยแพทย์ Frederic Moll วิศวกร Robert Younge และนักร่วมลงทุน John Freund พวกเขาขอสิทธิใช้เทคโนโลยีของสถาบันวิจัยแห่งนี้ซึ่งได้รับทุนจากกระทรวงกลาโหมให้สร้างระบบที่จะช่วยให้ศัลยแพทย์สามารถควบคุมหุ่นยนต์ผ่าตัดในสนามรบได้จากระยะไกล

แม้ไอเดียดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่สตาร์ทอัพชื่อ Intuitive Surgical มีแผนจะพัฒนาวิธีการผ่าตัดด้วยการส่องกล้องให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งขณะนั้นวิธีนี้ยังเป็นเทคนิคใหม่

ในปี 1998 ศัลยแพทย์ใช้ da Vinci ทำการผ่าตัดหลายครั้ง ซึ่งบริษัทรายงานว่าเป็นการผ่าตัดหัวใจแบบปิดโดยใช้คอมพิวเตอร์เข้าช่วยเป็นครั้งแรกของโลก เช่น การซ่อมแซมลิ้นหัวใจไมตรัล

ในปี 2001 โอกาสแจ้งเกิดสำหรับ da Vinci ก็มาถึง เมื่อองค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) อนุญาตให้ใช้ da Vinci เพื่อการผ่าตัดต่อมลูกหมากได้ Dr. Ben Davies อาจารย์ด้านระบบปัสสาวะที่วิทยาลัยแพทย์ของมหาวิทยาลัย Pittsburgh ใช้ da Vinci ในการผ่าตัดต่อมลูกหมากซึ่งเขาต้องผ่าทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 6-7 ครั้งตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

เขากล่าวว่าก่อนจะมีหุ่นยนต์รุ่นนี้ การผ่าตัดซึ่งเป็นแบบเปิดอย่างมากเช่นนี้ถือเป็นเรื่องท้าทาย เพราะรอบต่อมลูกหมากมีอวัยวะบอบบางที่แพทย์จะต้องค่อยๆ ผ่าอย่างเบามือ และอาจส่งผลให้ผู้ป่วยเสียเลือดมาก แต่เมื่อมีหุ่นยนต์มาช่วย แพทย์สามารถควบคุมการผ่าตัดได้อย่างแม่นยำด้วยการมองผ่านกล้องที่ส่องเข้าไปในร่างกายผู้ป่วย และ Davies กล่าวว่าผู้ป่วยจะเสียเลือด “แค่นิดเดียว”

 

อนาคตอันท้าทายของ ‘da Vinci’

ยอดขาย da Vinci ดิ่งลงชั่วคราวในปี 2014 หลังจากมีรีวิวในทางลบเกี่ยวกับการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากและคำเตือนเกี่ยวกับการใช้หุ่นยนต์ผ่าตัดมดลูก แต่สถานการณ์ของ Intuitive ก็กลับมาเป็นปกติอีกครั้งด้วยการขยายการใช้งานไปสู่การรักษาโรคไส้เลื่อน

อย่างไรก็ตาม ปัญหายังเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อวารสาร The New England Journal of Medicine ตีพิมพ์งานวิจัย 2 ฉบับซึ่งแสดงข้อมูลว่าผู้หญิงที่ได้รับการผ่าตัดมดลูกด้วยวิธีส่องกล้องเพื่อรักษามะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มต้นจะมีโอกาสเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในภายหลังมากกว่าผู้ที่ได้รับการผ่าตัดแบบเปิด ไม่ว่าจะผ่าโดยใช้หุ่นยนต์หรือไม่

Guthart จะรับมือกับคู่แข่งรายใหม่ๆ อย่างไรเมื่อคู่แข่งเหล่านี้อาจเข้าโจมตีตลาดของ Intuitive ทุกด้าน ข้อได้เปรียบในฐานะที่เป็นรายแรกน่าจะช่วยได้อีกสักระยะ เพราะเมื่อโรงพยาบาลลงทุนฝึกอบรมบุคลากรและซื้ออุปกรณ์สำาหรับ da Vinci แล้วก็จะทำให้เปลี่ยนไปใช้เครื่องของผู้ผลิตรายอื่นได้ยากขึ้น

Ion กล้องส่องหลอดลมที่ใช้หุ่นยนต์ช่วยควบคุม

Guthart ตั้งเป้าหมายจะพาบริษัทก้าวไปให้ไกลกว่าการขาย da Vinci ด้วย Ion กล้องส่องหลอดลมที่ใช้หุ่นยนต์ช่วยควบคุม ซึ่งกำลังรอคำอนุมัติจาก FDA โดย Guthart กล่าวว่า สักวันเครื่องมือนี้อาจเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยทำลายเซลล์มะเร็งในปอด เช่นเดียวกับที่จะช่วยให้แพทย์โรคทางเดินอาหารสามารถตรวจพบและกำจัดติ่งเนื้อที่ยังไม่กลายเป็นมะเร็งในระหว่างการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่

แต่ Intuitive จะไม่ใช่รายแรกที่ขายเครื่องมือแบบนี้ เพราะในปี 2003 Moll ออกจากบริษัทที่เขาร่วมก่อตั้งและเปิดบริษัทหุ่นยนต์ชื่อ Auris Health เพื่อมาแข่งกับ Intuitive โดยระดมเงินลงทุนได้มากกว่า 700 ล้านเหรียญ และ Auris ได้รับอนุมัติจาก FDA เมื่อเดือนมีนาคม 2018 สำหรับเครื่องตัดชิ้นเนื้อปอดเพื่อการวินิจฉัย

ทั้งนี้ Intuitive ยื่นฟ้อง Auris ด้วยข้อหาละเมิดสิทธิบัตร และ Guthart กล่าวว่าเขาไม่ได้ติดต่อกับอดีตเจ้านายของเขาแล้ว Auris ปฏิเสธข้อหาดังกล่าวและคดีก็ยังไม่ตัดสิน ซึ่งเมื่อพิจารณาปัจจัยทุกอย่างแล้ว เราคาดการณ์ได้ว่าช่วงเวลา 9 ปีนับจากนี้ไปของ Guthart คงจะเป็นศึกหนักกว่าช่วง 9 ปีที่ผ่านมา

 

เรื่อง: Michela Tindera
เรียบเรียง: ธรรดร โสตถิอำรุง

BACK TO TOP