ERIC TRUMP รวยฉ่ำเพราะบิตคอยน์

ERIC TRUMP รวยฉ่ำเพราะบิตคอยน์

FORBES THAILAND / ADMIN
10 Sep 2026 | 10:00 AM
READ 135

ลูกชายคนรองของท่านประธานาธิบดีขายฝันแผนธุรกิจว่า บริษัทคริปโตของเขาพิมพ์เงินได้ไม่อั้น แต่ที่จริงมันเป็นแค่เครื่องมือกินส่วนต่างที่ล่อนักลงทุนสาย MAGA มาเป็นเหยื่อ


    ERIC TRUMP ต่อสายเข้าร่วมการประชุมรายงานผลประกอบการในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเพื่อทำสิ่งที่ครอบครัวเขาถนัดที่สุด นั่นคือการเล่าเรื่องขายฝัน เขาบอกผู้ฟังว่า บริษัท American Bitcoin แห่งเมือง Miami ของเขากำลัง “ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในโลกแห่งบิตคอยน์อย่างรวดเร็ว” และเป็น “แบรนด์ที่ยิ่งใหญ่กว่าทุกแบรนด์” ชายวัย 42 ปี ปิดท้ายด้วยการขอบคุณผู้บริหารที่มีอยู่ไม่กี่คนแล้วต่อด้วย “และทุกๆ ท่านที่ American Bitcoin”

    แม้คำกล่าวปิดท้ายจะไม่ต่างจากข้อความสำเร็จรูปที่องค์กรไหนๆ ก็ใช้กัน แต่ถ้าสังเกตให้ดีบริษัทแห่งนี้แทบเรียกว่าองค์กรไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะรายงานที่บริษัทยื่นในอีก 1 เดือนต่อมาระบุว่าบริษัทมีพนักงานประจำแค่ 2 คน ซึ่งคาดว่าเป็น CEO Mike Ho กับกรรมการผู้จัดการใหญ่ Matt Prusak และประธานกรรมการ Asher Genoot ก็นั่งอยู่ในบอร์ดที่มีกรรมการแค่ 5 คน 

    ส่วนพนักงานตำแหน่งอื่นๆ ที่โผล่มาใน LinkedIn อีกนิดหน่อยก็ดูเหมือนเป็นแค่ชื่อตำแหน่งชั่วคราวที่แปะไว้ลวกๆ ในบริษัทมหาชน เช่น ผู้บริหารทีมงาน หรือผู้จัดการฝ่ายโซเชียลมีเดีย

    พูดกันแบบไม่อ้อมค้อมก็คือ American Bitcoin เป็นบริษัทที่มีแค่โครงสร้างบางจ๋อย ห่อหุ้มนามสกุลที่ทำเงินได้มากที่สุดนามสกุลหนึ่งในวงการธุรกิจของอเมริกา บริษัทนี้ไม่มีการดำเนินงานในเชิงลึกทีมงานขนาดใหญ่ หรือแผนการขายผลิตภัณฑ์ในระยะยาว แต่มันคือไอเดียการเอาโลโก้ Trump มาหากินกับบิตคอยน์ โดยหาเงินทุนด้วยวิธีที่คล้ายการเทรด

    Eric ฉายภาพว่า American Bitcoin พิมพ์เงินได้ไม่อั้นจากการขุดบิตคอยน์ด้วยต้นทุนประมาณครึ่งหนึ่งของมูลค่าบิตคอยน์ แต่เมื่อดูโครงสร้างและตัวเลขจากข้อมูลที่เปิดเผยโดยบริษัทให้ดีๆ มันจะชี้ให้เห็นโมเดลธุรกิจซึ่งไม่ใช่อย่างที่พูด กล่าวคือบริษัทนี้เอานามสกุล Trump มาช่วยดันมูลค่ากิจการ แล้วนำเงินที่ได้จากการขายหุ้นไปซื้อบิตคอยน์ 

    จากนั้นก็ชี้ให้นักลงทุนดูกองบิตคอยน์ที่โตขึ้นกว่าเดิมเพื่อยืนยันว่าเรื่องที่เล่านั้นทำได้จริง ซึ่งวงจรนี้จะทำให้คนวงในรวยขึ้นๆ ขณะที่ผู้ถือหุ้นที่เป็นคนนอกก็จะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงจนแทบไม่เหลืออะไรเลย

    ตอนที่ American Bitcoin เข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 3 กันยายนปีที่แล้ว บริษัทของ Eric Trump มีบิตคอยน์อยู่ในงบดุลประมาณ 270 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และนักลงทุนประเมินมูลค่ากิจการไว้ 1.32 หมื่นล้านเหรียญ อยู่ในระดับเดียวกับบริษัท AI แถวหน้า

    ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา American Bitcoin ฉวยโอกาสจากการได้มูลค่าประเมินสูงลิ่วเทขายหุ้นแล้วเอาเงินไปซื้อบิตคอยน์มาเพิ่ม จำนวนหุ้นในตลาดที่เพิ่มมากขึ้นอย่างมากได้ทำให้มูลค่าหุ้นในตอนนี้ราคาดิ่งลงมาจากจุดสูงสุดถึง 93% 

    แต่ในเมื่อ Eric Trump ลงทุนไปนิดเดียวตั้งแต่แรกที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับบริษัทนี้เขาจึงลอยตัวอยู่ได้สบาย แถมยังมีทรัพย์สินส่วนตัวเพิ่มขึ้นจากประมาณ 230 ล้านเหรียญเป็น 310 ล้านเหรียญด้วยวิชาเล่นแร่แปรธาตุทางการเงิน ในทางกลับกันพวกนักลงทุนทั่วไปที่หลงเชื่อคำโฆษณาของแผนธุรกิจของเขาขาดทุนไปแล้วประมาณ 500 ล้านเหรียญ

    ตัวแทนของ Eric Trump, Trump Organization และ American Bitcoin ไม่ตอบสนองจากการขอสัมภาษณ์ความคิดเห็นไปหลายครั้งของเรา แต่หลังจากเรื่องนี้ถูกตีแผ่ Eric Trump ก็โพสต์ด่า Forbes บน X แบบหาความจริงไม่ได้ 

    เขาอ้างว่า “สื่อรายนี้โจมตีผมมาหลายปีแล้ว แค่เพราะผมเป็นคนหนุ่มที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ...เพื่อช่วยชีวิตเด็กๆ ที่ป่วยหนักอยู่ในโรงพยาบาล St. Jude Children’s Hospital”

    โครงการใหญ่งานแรกที่ Eric Trump ฉายเดี่ยวไม่ใช่ตึกคอนโด แต่เป็นองค์กรการกุศล เมื่อปี 2006 Eric ซึ่งเพิ่งเรียนจบสายการเงินและการจัดการจากมหาวิทยาลัย Georgetown มาหมาดๆ อยากทำภารกิจที่ไม่ใช่แค่การเซ็นสัญญาเช่าอีกฉบับหรือตัดริบบิ้นอีกเส้น 

    เขาเคยบอก Forbes ในเวลาต่อมาว่า ขณะที่เขากำลังขับรถไปตามทางด่วน New Jersey Turnpike เขาครุ่นคิดว่าเขาจะทำอะไรเพื่อช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงได้บ้าง มันจึงเป็นจุดเริ่มต้นการก่อตั้งกิจการที่หล่อหลอมตัวตนของเขา นั่นคือองค์กรไม่แสวงหากำไร Eric Trump Foundation

    ก็จริงอยู่ที่องค์กรนี้เคยทำความดีไว้มาก อย่างการจัดงานที่ช่วยระดมทุนให้ St. Jude Children’s Research Hospital ได้กว่า 16 ล้านเหรียญ แต่งานนี้ก็ส่อเค้าลางให้เห็นตั้งแต่แรกเช่นกันว่า Eric จัดการช่องว่างระหว่างคำโฆษณากับตัวเลขในเอกสารอย่างไร องค์กรนี้บอกผู้บริจาคว่า งานระดมทุนดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายน้อยมาก และเงินถึงมือโรงพยาบาล St. Jude “เกือบทั้งหมด” เพราะใช้สถานที่ของ Trump ได้ฟรี และเหล่านักแสดงก็มาช่วยงาน “โดยไม่คิดค่าตอบแทน”

    แต่ผลการตรวจสอบข้อมูลในเอกสารของภาครัฐตามที่ Forbes ร้องขอไป กลับบอกเล่าเรื่องราวที่เละเทะกว่านั้น เงินกว่า 500,000 เหรียญถูกส่งให้องค์กรการกุศลอื่นๆ เงินอีกกว่า 500,000 เหรียญถูกจ่ายให้อสังหาริมทรัพย์ของ Trump หลายแห่งเงินอย่างน้อย 110,000 เหรียญถูกจ่ายให้นักแสดง และเงินอีกกว่า 35,000 เหรียญถูกจ่ายเป็นค่าบริการพนักงานขับรถ ซึ่งมีทั้งให้ไปรับส่งแม่ของ Eric และส่งรถตู้อย่างหรูไปร้าน Hooters รวมทั้งไปที่อื่นๆ ด้วย

    งานประจำที่ Trump Organization ทำให้ Eric ได้ใช้เวลาหลายปีอยู่กับโรงแรมและสนามกอล์ฟ ซึ่งกิจการ 2 ประเภทนี้ช่วยสอนเรื่องโครงสร้างธุรกิจให้เขา โรงแรมสอนเขาว่าการปั้นแบรนด์และการบริหารจัดการนั้นทำเงินได้ง่ายกว่าการสร้างและเป็นเจ้าของธุรกิจเองอย่างมาก ส่วนสนามกอล์ฟสอนเขาว่า โครงสร้างเงินทุนแบบแปลกประหลาดก็มีประโยชน์ได้ ถ้าคุณไม่ยี่หระกับการเห็นตัวเลขหนี้สินแปะอยู่มุมหนึ่งในงบดุล

    ช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 สโมสรกอล์ฟหลายแห่งเก็บค่ามัดจำจากสมาชิกใหม่และสัญญาจะจ่ายคืนในอีกหลายสิบปีให้หลังโดยไม่มีดอกเบี้ย ภาระหนี้แบบนี้อาจทำให้ผู้ซื้อกิจการรายอื่นถอย แต่ Donald Trump ไม่กลัว เขายอมแบกหนี้ประมาณ 250 ล้านเหรียญ ซื้อสโมสรมาถูกๆ แล้วตีมึนเหมือนว่าหนี้ส่วนนี้แทบไม่มีอยู่จริงในงบการเงินส่วนบุคคล เพราะกว่าจะถึงกำหนดชำระคืน ตัวอสังหาฯ ก็มีมูลค่าสูงเกินกว่าหนี้ที่จะต้องจ่ายไปไกลลิบแล้ว

    เมื่อ Donald Trump เข้าทำเนียบขาวเป็นสมัยแรกในเดือนมกราคม ปี 2017 Eric กับ Don Jr. พี่ชายเข้ามารับช่วงดูแลพอร์ตธุรกิจแทนพ่อ ซึ่ง Eric ก็ดูเหมือนไม่มีวิสัยทัศน์อะไรมาก แค่อยากสานต่องานในแบบที่พ่อเคยทำ “เราไม่ใช่บริษัทขายสินทรัพย์” เขาบอก Forbes ตอนที่ให้สัมภาษณ์บนชั้น 25 ของ Trump Tower เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2017 “เราซื้อของมาแล้วตกแต่งให้สวย”

    เหล่าทายาท Trump เคยลองทำธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งรวมถึงแบรนด์โรงแรมระดับกลาง 2 แบรนด์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก ต่อมาเมื่อธุรกิจเริ่มติดขัดและเงินสดสำรองของพ่อร่อยหรอลงในช่วง 7 ปีต่อมาพวกเขาจึงลงเอยด้วยการทำสิ่งที่ Eric เคยพูดว่าจะไม่ทำ นั่นคือการขายสินทรัพย์มูลค่ารวมประมาณ 411 ล้านเหรียญ

    แล้วโอกาสใหม่ให้โกยเงินก็เข้ามา นั่นคือการเลือกตั้งปี 2024 แค่ 2 สัปดาห์หลังจาก Donald Trump ชนะ Kamala Harris บริษัทซึ่งจะกลายมาเป็น American Bitcoin ก็ถูกจัดตั้งขึ้นในรัฐ Delaware แต่บริษัทนี้ไม่ได้จะลงสนามคริปโตตั้งแต่แรก 

    โดยเมื่อเดือนมกราคม ปี 2025 Hussain Sajwani นักพัฒนาอสังหาฯ ซึ่งเคยจับมือกับครอบครัว Trump ทำโครงการสนามกอล์ฟในเมือง Dubai มาเยือนรีสอร์ต Mar-a-Lago เพื่อชวนบ้าน Trump ลงทุน 2 หมื่นล้านเหรียญ สร้างศูนย์ข้อมูลสัญชาติอเมริกันเพื่อเกาะกระแส AI บูม 

    หลังจากนั้นไม่นานเหล่าลูกชาย Trump ก็เปิดตัวแผนงาน American Data Centers ของตัวเอง ซึ่ง Eric กล่าวว่าเป็นสิ่งที่ “สำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ในสหรัฐฯ”

    หรือมันอาจจะไม่สำคัญจริงก็ได้ เพราะ Eric กับ Don Jr. เปลี่ยนไปจับธุรกิจคริปโตแทนภายในเวลาแค่เดือนเดียวผ่านเพื่อนๆ ที่สองพี่น้องรู้จัก โดยจับมือกับ Asher Genoot และ Mike Ho สองผู้ประกอบการที่เกี่ยวโยงกับ Hut 8 ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลที่ทำธุรกิจเหมืองบิตคอยน์ขนาดใหญ่เช่นกัน ซึ่งก็เป็นจังหวะเหมาะพอดีเพราะบิตคอยน์เพิ่ง “ปรับลดรางวัล” จนรางวัลจากการขุดเหมืองหายไป 50% ทำให้นักลงทุนทั้งวงการพากันโยกย้ายทรัพยากรการประมวลผลเอาไปใช้กับ AI แทน และผู้ถือหุ้นสถาบันของ Hut 8 ก็กดดันให้บริษัทย้ายตามชาวบ้านไปด้วย

    แต่ Asher และ Mike ซึ่งมีพื้นฐานด้านการปั้นแบรนด์และการซื้อขายกินส่วนต่างมีทางออกที่สร้างสรรค์กว่านั้น นั่นคือการชักชวนพี่น้อง Trump ให้ยอมทิ้งไอเดียธุรกิจศูนย์ข้อมูล โดยเสนอหุ้น 20% ในบริษัทที่เป็นเครื่องมือขุดบิตคอยน์ จากนั้นเมื่อตระกูลหมายเลข 1 เข้ามาร่วมลงทุนแล้วก็แยกเอาเครื่องมือดังกล่าวออกมาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และทำให้มันกลายเป็นเครื่องจักรปั่นกระแสที่ใช้นามสกุล Trump เป็นเชื้อเพลิง

    ดูเหมือนข้อตกลงนี้จะถูกวางโครงสร้างมาให้ล่อใจใครบางคนที่คุ้นเคยกับธุรกิจโรงแรมโดยเฉพาะ ขณะที่เครื่องจักรนี้เดินเครื่องไป American Bitcoin ก็ดำเนินงานในฐานะแบรนด์ที่เน้น “ลดการถือครองสินทรัพย์” โดยมี Hut 8 เป็นทั้งผู้ถือครองอสังหาฯ บริหารศูนย์ข้อมูล ดูแลงานหลังบ้าน และจัดหาผู้บริหารตำแหน่งสำคัญมาให้เสร็จสรรพ Matt Prusak เคยทำงานให้ Hut 8 

    ส่วน Mike ยังคงทำงานที่นั่น โดยควบทั้งตำแหน่ง CEO ของ American Bitcoin และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ของ Hut 8 ส่วนพี่น้อง Trump ก็เน้นทำเฉพาะงานที่พวกเขาพิสูจน์ฝีมือมาแล้วว่าเก่งจริง นั่นคือการขาย

    “ผมไม่มีทางลืมตอนที่พูดกับพวกเขาว่า ‘คุณฟังนะ ชื่อบริษัทต้องมี 2 คำนี้’” Eric Trump เล่าระหว่างให้สัมภาษณ์ผ่านวิดีโอกับ CoinDesk “ต้องมีคำว่า ‘America’ และต้องมีคำว่า ‘Bitcoin’ แล้ว 1 ใน 2 คนนั้นก็พูดขึ้นมาว่า ‘เอาเป็น American Bitcoin สิ Eric ใช้ชื่อนี้เลย’”

    นับตั้งแต่ Eric Trump เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชุมชนคริปโต เขาก็เร่ขายเรื่องราวจุดกำเนิดกิจการอันสุดแสนจะบรรเจิดโดยเล่าว่า บรรดาธนาคารรวมหัวกัน “ต่อต้าน” ครอบครัว Trump จึงทำให้เหล่าชาว Trump ได้ค้นพบระบบการเงินแบบกระจายศูนย์ เขากล่าวเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้วว่า “เพราะพ่อผมเล่นการเมือง พวกเราเลยถูกธนาคารลอยแพ”

    แต่นิทานเรื่องธนาคารใจร้ายไม่ค่อยสอดคล้องกับความเป็นจริงที่ฟ้องอยู่ในงบดุลของครอบครัว Capital One และ JPMorgan Chase สั่งปิดบัญชีบางส่วนจริงในปี 2021 หลังจากเกิดเหตุการณ์กลุ่มผู้สนับสนุน Donald Trump บุกรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคม และระหว่างที่สำนักงานอัยการสูงสุดรัฐ New York กำลังสืบสวนคดีฉ้อโกง ต่อมาผู้พิพากษาสรุปว่า Trump Organization เคยกระทำการฉ้อโกงและมีแนวโน้มจะทำซ้ำในอนาคต

    ศาลจึงสั่งห้าม Eric Trump ไม่ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหาร หรือกรรมการของบริษัทใดๆ ในรัฐ New York เป็นเวลา 2 ปี แต่ผู้ให้บริการสินเชื่อรายใหญ่ก็ยังกระหายอยากทำธุรกิจกับตระกูลนี้อยู่ดี JPMorgan ช่วยรีไฟแนนซ์เงินกู้ก้อนโตของ Trump ในเวลาไม่นานหลังจากที่ปิดบัญชีของเขาไปบางส่วน และตั้งแต่ต้นปี 2021 ถึงกลางปี 2022 ตระกูล Trump ได้รีไฟแนนซ์หนี้ไปแล้วเกือบ 700 ล้านเหรียญในการปรับโครงสร้างธุรกิจรอบด้าน

    ถ้างั้นเหตุผลแท้จริงที่ Trump หันมาสนใจคริปโตคืออะไร? สิ่งที่มองเห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือคำอธิบายที่ฟังขึ้นที่สุดด้วย คริปโตคือสายผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เครื่องจักรขายลิขสิทธิ์แบรนด์ Trump ปั่นออกมา Donald Trump เปิดฉากด้วยการขายชุดการ์ดสะสมแบบ NFT ที่มีภาพวาดตัวเขาเองเป็นซูเปอร์ฮีโร่ ซึ่งขายหมดเกลี้ยงภายในวันเดียว และกวาดรายได้เป็นเงินสดกับเงินคริปโตกว่า 7 ล้านเหรียญ และธุรกิจอื่นๆ 

    หลังจากนั้นซึ่งรวมถึง World Liberty Financial ก็ตอกย้ำว่า การที่ครอบครัวนี้หันมาหาสินทรัพย์ดิจิทัลไม่ใช่การโยกย้ายถิ่นฐานเพราะมีอุดมการณ์อะไร แต่พวกเขาแค่กระหายอยากคว้าสภาพคล่องในตลาด ที่ชอบแห่อวยคนดังและติดละครหลอกขายหุ้นกันจนเพี้ยน

    นับจนถึงปี 2025 เราได้เห็นบริษัทที่ฟันกำไรฉ่ำจากการซื้อขายบิตคอยน์มาแล้ว Strategy ของ Michael Saylor ซึ่งเคยเป็นบริษัทซอฟต์แวร์คือตัวอย่างที่ทำให้นักลงทุนเห็นว่า หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ก็ใช้เป็นเปลือกห่อหุ้มธุรกิจการเอาเงินกู้ยืมไปลงทุนในบิตคอยน์ได้โดยเริ่มจากบริษัทออกหุ้นมาขาย นำเงินที่ได้ไปซื้อบิตคอยน์ อธิบายกำไรในงบดุลด้วยการคิดเป็นบิตคอยน์ต่อหุ้น แล้วทำแบบนี้วนไปจนมีบริษัทมหาชนกว่า 200 แห่งเริ่มเอากลยุทธ์นี้ไปใช้บ้างในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่ American Bitcoin โดดเด่นกว่าที่อื่น เพราะเอายี่ห้อประธานาธิบดีมาแปะในกลไกนี้ด้วย

    เมื่อบริษัทเปิดขายหุ้นในตลาดวันที่ 3 กันยายนปีที่ผ่านมา Eric Trump โดดเข้าห้องแชตบน X แล้วยกตัวเลขมาอวดสรรพคุณ “พวกเราขุดบิตคอยน์กันทุกวันจริงๆ ด้วยต้นทุนประมาณ 57,000 หรือ 58,000 เหรียญต่อบิตคอยน์” เขากล่าวและระบุว่า ราคาซื้อขายบิตคอยน์อยู่ที่ประมาณ 2 เท่าของต้นทุน “หาปัจจัยพื้นฐานดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว”

    ตัวเลขนี้ล่อใจนักลงทุน แม้มันจะออกมาจากปากคนที่เคยหมกเม็ดค่าใช้จ่ายที่ดูไม่ค่อยโสภาเมื่อครั้งจัดงานระดมทุนการกุศลก็ตาม ต้นทุน 5 หมื่นกว่าเหรียญที่ว่านั้นครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการเดินเครื่องขุดของ American Bitcoin แต่ถ้านับรวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทั้งการซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ การตลาดของบริษัท และการจัดสรรเงินทุน ตัวเลขต้นทุนก็จะสูงกว่านี้มาก ซึ่ง ณ เวลานั้นน่าจะอยู่ราว 92,000 เหรียญต่อบิตคอยน์ เท่ากับว่าบริษัทนี้จะมีกำไรได้ก็ต่อเมื่อราคาคริปโตยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงเท่านั้น

    การบวกค่าเสื่อมราคาเข้าไปในต้นทุนถือเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะในกรณีของ American Bitcoin ซึ่งใช้กลยุทธ์บริหารเงินทุนแบบนอกกรอบตามอย่าง Hut 8 กล่าวคือในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายน American Bitcoin ทุ่มเงินประมาณ 330 ล้านเหรียญเพื่ออัปเกรดเครื่องขุดบิตคอยน์ แต่แทนที่จะจ่ายเงินสดทันที American Bitcoin ใช้วิธีวางบิตคอยน์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน แล้วทำสัญญาสิทธิสำหรับวิธีการชำระหนี้ที่บริษัทจะต้องจ่ายในภายหลัง 

    ถ้าราคาบิตคอยน์วิ่งขึ้นบริษัทของพี่น้อง Trump สามารถควักเงินสดประมาณ 330 ล้านเหรียญเอามาจ่าย แล้วเก็บบิตคอยน์ที่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเอาไว้เอง แต่ถ้าบิตคอยน์ราคาตก American Bitcoin ก็สามารถเลือกเอาเงินคริปโตที่มีอยู่มาชำระหนี้ได้



    นับตั้งแต่การซื้อครั้งใหญ่ราคาบิตคอยน์ร่วงลงมาประมาณ 30% แล้ว ตอนนี้จึงมีความเป็นไปได้ว่า American Bitcoin อาจต้องยอมสละเงินคริปโตที่วางค้ำประกันไว้เพื่อจ่ายเป็นค่าเครื่องขุด แต่ปัญหาคือ ยอดหนี้ที่ใช้บิตคอยน์ค้ำไว้ทั้งหมดมีมูลค่าเทียบเท่า 3,090 บิตคอยน์ (ณ วันที่ 25 มีนาคม) แต่ American Bitcoin เพิ่งขุดเหรียญมาได้แค่ประมาณ 1,800 บิตคอยน์ พูดอีกอย่างก็คือ ถ้าราคาเหรียญไม่ดีดขึ้น บิตคอยน์ที่บริษัทเคยขุดมาได้ทั้งหมดนับตั้งแต่ก่อตั้งจะต้องถูกยึดเมื่อสัญญาสิทธิเริ่มสิ้นสุดลงประมาณเดือนสิงหาคม ปี 2027

    แต่ไม่ใช่ว่านักลงทุนจะเข้าใจเรื่องนี้กันทุกคน บริษัทยังมีเวลาอีกประมาณ 15 เดือนในการตัดสินใจว่าจะชำระหนี้ด้วยเงินคริปโตหรือเงินสด ซึ่งระหว่างนี้บิตคอยน์ที่ขุดมาแล้วก็ยังอยู่ในงบดุล ทำให้ผลประกอบการของ American Bitcoin ดูดีกว่าที่เป็นจริง บิตคอยน์กองนี้จึงกลายเป็นจุดขาย แม้ว่าในที่สุดแล้วสินทรัพย์ส่วนใหญ่ที่สร้างมาได้ด้วยเครื่องขุดบิตคอยน์นั้นอาจจะต้องวนกลับไปจ่ายเป็นค่าเครื่องขุดที่กำลังเสื่อมราคาลงอย่างรวดเร็วก็ตาม

    โครงสร้างเช่นนี้สะท้อนให้เห็นหลักวิศวกรรมการเงินที่ Trump ใช้มานาน ตระกูลนี้สร้างสนามกอล์ฟด้วยโครงสร้างเงินทุนที่ไม่เหมือนชาวบ้านแล้วก็รอดมาได้แบบสวยๆ เมื่อมูลค่าสินทรัพย์เพิ่มขึ้นตามเวลาหลายสิบปี แต่การวางเดิมพันครั้งนี้มีเวลาจำกัดแค่ 24 เดือน และผลลัพธ์ก็ถูกกำหนดโดยสินทรัพย์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความผันผวน

    ประเด็นสำคัญอีกอย่างที่ถูกซุกไว้ใต้นิยายเหมืองคริปโตของบริษัทนี้ก็คือ เงินคริปโตราว 70% ในมือ American Bitcoin ไม่ได้มาจากการขุดเหมืองแต่อย่างใด แต่บริษัทแค่ขายหุ้นแล้วเอาเงินไปซื้อบิตคอยน์ในตลาดเปิด

    นี่คือความลับระดับฐานรากของ American Bitcoin การที่ Hut 8 ยอมยกส่วนได้เสีย 20% ในเครื่องจักรขุดบิตคอยน์ของตัวเองให้แก่บริษัทศูนย์ข้อมูลที่เพิ่งก่อตั้งมาได้ไม่เท่าไรนั้นมีเหตุผล สำหรับตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยหุ้นมีม ความภักดีต่อแนวคิด Make America Great Again (MAGA) และการเก็งกำไรเงินคริปโตเช่นนี้ การมีเส้นสายกับบ้าน Trump จะช่วยล่อฝูงแมลงเม่าเข้ามาได้เยอะพอจนช่วยดันให้ราคาหุ้นพุ่งทะลุฟ้า จากนั้นเมื่อหุ้นถูกเทรดในราคาแพงจนไร้สาระ บริษัทก็จะเทขายหุ้นของตัวเองเพื่อนำเงินสดไปซื้อบิตคอยน์

    มันเป็นการฟันกำไรจากความเชื่อ โดยโน้มน้าวตลาดว่ากิจการมีมูลค่าสูงกว่าที่ประเมินได้จากสินทรัพย์ จากนั้นก็ขายหุ้นให้คนที่หลงเชื่อ ถ้าระดมเงินมาได้เยอะกว่ามูลค่าหุ้นที่ขายออกไป คนวงในก็ชนะ ส่วนนักลงทุนรายย่อยจะสูญเงินไปเท่าไรนั้น ส่วนใหญ่ก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาอดทนรอให้เทพนิยายขายฝันกลายเป็นความจริงอยู่นานแค่ไหน

    การเทขายเริ่มต้นขึ้นแทบจะในทันทีภายใน 27 วันหลังจาก American Bitcoin เข้าตลาดหลักทรัพย์ท่ามกลางกระแสฮือฮา บริษัทขายหุ้นไป 11 ล้านหุ้นในราคา 90 ล้านเหรียญ เท่ากับได้เงินสดเฉลี่ยประมาณหุ้นละ8 เหรียญ และหลังจากหักส่วนแบ่งให้คนนอกที่มาร่วมทำดีลไป 2 ล้านเหรียญ American Bitcoin ก็ซื้อบิตคอยน์มาประมาณ 725 บิตคอยน์

    หุ้นบริษัทยังถูกเทรดต่อไปในขณะที่ราคาหุ้นค่อยๆ ลดลง ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนพฤศจิกายน American Bitcoin เทขายหุ้นไป 7 ล้านหุ้นในราคา 44 ล้านเหรียญ คิดเป็นหุ้นละ 6 เหรียญเศษ จากนั้นในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนหลังจากที่ราคาบิตคอยน์ทรุดหนัก บริษัทก็ทุ่มสุดตัวส่งท้ายปีเก่าโดยเทขายหุ้นอีก 47 ล้านหุ้นในมูลค่าประมาณ 106 ล้านเหรียญ (ประมาณหุ้นละ 2.25 เหรียญ)

    ผู้ที่เทขายหุ้นไม่ได้มีแค่ทางบริษัทเองเท่านั้น เพราะเมื่อข้อตกลงห้ามขายหุ้นชั่วคราวที่ทำไว้กับนักลงทุนกลุ่มแรกๆ เริ่มสิ้นสุดลงในช่วงต้นเดือนธันวาคม มูลค่าหุ้นก็ดิ่งลงถึง 48% ภายในเวลาแค่ 2 วันทำการ

    ทว่ายังอุตส่าห์มีอัศวินม้าขาวเข้ามาช่วยบริษัทนี้ อย่างน้อยก็เข้ามาช่วยกันแบกในสื่อโซเชียล Cameron และ Tyler Winklevoss คู่แฝดพันล้านสายคริปโตซึ่งสานสัมพันธ์กับชาว Trumpworld ด้วยวิธีการต่างๆ รวมถึงการบริจาคเงินให้กลุ่มการเมือง Super PAC และสนับสนุนงานเลี้ยงห้องบอลรูมในทำเนียบขาว จูงมือกันเข้ามาช่วยอวยบริษัท Anthony Scaramucci อดีตผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารประจำทำเนียบขาวของ Trump ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนจะผันตัวมาเป็นท่านผู้อาวุโสแห่งวงการคริปโตก็มาร่วมแบกเช่นกัน

    ส่วน Grant Cardone นักจัดงานสัมมนากล่าวว่า เขาเป็น “นักลงทุนระยะยาว ไม่ใช่นักเทรด” และออกตัวว่า โพสต์ของเขา “ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงิน” แล้วบัญชีสื่อโซเชียลของ American Bitcoin ก็นำข้อความทั้งหมดนี้ไปโพสต์ต่อ และ Eric Trump ก็แชร์บางส่วนให้ผู้ติดตาม 6 ล้านคนของเขาแบบรัวๆ

    Grant กับคู่แฝด Winklevoss ไม่ตอบสนองจากการติดต่อขอสัมภาษณ์ความคิดเห็น ขณะที่ตัวแทนของ Anthony ก็ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม

    ถึงขบวนแห่จะพากันมาอวยก็ไม่ได้ช่วยให้ราคาหยุดตก บิตคอยน์ยังคงทรุดลงอีก โดยเฉพาะหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หยุด ลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนมกราคม แต่ American Bitcoin ก็ยังยึดมั่นในสูตรเดิมต่อไป โดย Forbes คำนวณว่า ตั้งแต่ 1 มกราคมถึง 25 มีนาคม บริษัทขายหุ้นไป 84 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่ารวม 111 ล้านเหรียญ เพื่อนำมาซื้อบิตคอยน์เพิ่มอีกประมาณ 1,430 บิตคอยน์ 

    นับตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปลายเดือนมีนาคม American Bitcoin ใช้จ่ายเงินเบ็ดเสร็จประมาณ 526 ล้านเหรียญไปกับเงินคริปโต ซึ่งปัจจุบันเหลือมูลค่าเพียง 376 ล้านเหรียญ เท่ากับเผาเงินของผู้ถือหุ้นไปแล้ว 150 ล้านเหรียญในกระบวนการนี้

    American Bitcoin ยังคงทำเหมืองต่อไป แต่เมื่อมูลค่าบิตคอยน์ร่วงลงมา 33% นับตั้งแต่บริษัทนี้นำหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ มูลค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ของบริษัทจึงวิกฤตขึ้นเรื่อยๆ การปรับแต่งเครื่องขุดชุดใหม่ช่วยลดต้นทุนในการเดินเครื่องขุดลงมาอยู่ที่ประมาณ 47,000 เหรียญต่อ 1 บิตคอยน์ แต่เมื่อรวมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ค่าตัดจำหน่าย และค่าเสื่อมราคาแล้ว ต้นทุนเบ็ดเสร็จยังอยู่ที่ประมาณ 90,000 เหรียญต่อ 1 บิตคอยน์ สูงกว่ามูลค่าปัจจุบันของบิตคอยน์อยู่ประมาณ 12,000 เหรียญ

    ราคาหุ้นของบริษัทจึงร่วงไป 35% แล้วนับตั้งแต่ต้นปีแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับบริษัทของ Eric Trump ถ้านักลงทุนเลิกเชื่อเทพนิยายที่ว่าบริษัทนี้พิมพ์เงินได้ไม่อั้น ลูกชายท่านประธานาธิบดีคงได้แต่ภาวนาให้บิตคอยน์พาเขารอดตาจนไปได้ เพราะอย่างไรเสียมันก็เป็นสินทรัพย์ที่ราคาผันผวนแรงมาก ถ้าราคาดีดขึ้นสัก 40% American Bitcoin ก็น่าจะมีเงินสดไปจ่ายค่าเครื่องขุด เก็บเงินคริปโตเอาไว้เอง และพลิกสถานการณ์จากที่ขาดทุนราคาซื้อขายอยู่ 150 ล้านเหรียญให้กลับมามีกำไรได้นิดหน่อย 

    แถมลูกชายท่านประธานาธิบดีก็ยังไปอ้างได้ด้วยว่า สถานการณ์อันน่าหวาดเสียวนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งในแผนที่เขาวางไว้แล้วทางรอดที่พอจะเป็นไปได้อีกทางของบริษัทนี้คือ การหาแหล่งเงินทุนภายนอกจากกลุ่มคนที่มองว่าเส้นสายก็มีมูลค่าไม่แพ้ผลตอบแทนเป็นตัวเงิน

    Sheikh Tahnoon bin Zayed Al Nahyan แห่งสหรัฐอาหรับ-เอมิเรตส์ (UAE) สานสัมพันธ์กับบริษัทคริปโตอีกแห่งของ Trump ไว้แล้ว โดยจัดหาเงินทุนประมาณ 375 ล้านเหรียญให้ท่านประธานาธิบดีและเหล่าลูกชาย ถึงแม้ในตอนนี้ผลตอบแทนเป็นตัวเงินจากการลงทุนดังกล่าวจะยังดูน่ากังขา แต่ UAE ก็ได้รับความช่วยเหลือจากประธานาธิบดี Trump แล้วในการดำเนินงานตามเป้าหมายแห่งชาติด้าน AI และมีรายงานว่า UAE กำลังร้องขอเงินช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาด้วย ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดจากสงครามในอิหร่าน

    ความเชื่อมโยงกับ UAE ไม่ได้หมดแค่นี้ Mike Ho CEO ของ American Bitcoin เคยพักอาศัยระยะยาวอยู่ใน UAE จนถึงเดือนพฤศจิกายน ปี 2023 แม้โฆษกของบริษัทจะไม่ตอบสนองกับคำถามของ Forbes ที่ส่งไปกับคำถามที่ว่า ปัจจุบันเขาอาศัยอยู่ที่ไหนก็ตาม และเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว Mike ก็อยู่ที่ประเทศตะวันออกกลางแห่งนี้และได้พูดคุยกับนักข่าวจาก Arabian Gulf Business Insight โดยกล่าวถึงการหารือกับกลุ่มเงินทุน ADQ และบริษัทพลังงาน TAQA ซึ่งทั้ง 2 แห่งมีความเกี่ยวข้องกับ Sheikh Tahnoon

    โฆษกของ American Bitcoin บอก Forbes ว่า การหารือที่ Mike พูดถึงนั้นเป็นเรื่องตั้งแต่ก่อนจะเปิดกิจการ American Bitcoin แต่บันทึกการสนทนาที่ Forbes ได้มาชี้ให้เห็นชัดเจนว่า American Bitcoin พร้อมเปิดรับข้อตกลงกับต่างประเทศ “ผมได้พบกับตัวแทนกองทุนความมั่งคั่งหลายรายที่นี่เพื่อคุยเรื่อง Hut และการลงทุนภายใต้ American Bitcoin” Mike กล่าวในบันทึกการสนทนา “เราหารือกันอยู่ตลอด”

    เมื่อถามว่า เขาคิดจะทำเหมืองบิตคอยน์ในภูมิภาคนี้ไหม Mike ไม่ได้แสดงท่าทีปฏิเสธ “เราคอยจับตาเรื่องนี้อยู่เรื่อยๆ” เขากล่าว “ผมได้คุยกับ ADQ และ TAQA และเราดูพอร์ตโฟลิโอกันแล้ว UAE มีพลังงานเหลือใช้เยอะมาก และเหมืองบิตคอยน์ก็เป็นวิธีหาเงินจากพลังงานส่วนเกินได้อย่างดีเยี่ยม”

    ช่างพูดได้สมเป็นคนที่มองเห็นโอกาสฟันกำไรง่ายๆ จากการซื้อขายกินส่วนต่าง ผลลัพธ์คือ การตั้งบริษัทที่ดูเผินๆ เหมือนเดิมพันกับบิตคอยน์แต่ถ้ามองให้ลึกก็จะเห็นว่า นี่คือการเดิมพันกับความเชื่อซะมากกว่า เชื่อว่าการขุดเหมืองมีต้นทุนถูกกว่าการซื้อเหรียญ เชื่อว่าการมีเงินคริปโตในคลังเพิ่มขึ้นเท่ากับมีมูลค่ากิจการเพิ่มขึ้น และเชื่อว่านามสกุล Trump สามารถเปลี่ยนหุ้นมีมให้กลายเป็นหุ้นพรีเมียมได้ 

    ซึ่ง Eric Trump ได้กำไรจากความเชื่อพวกนี้ไปแล้วเรียบร้อย สำหรับเขา American Bitcoin เป็นทั้งเครื่องมือหากินในตลาดหลักทรัพย์ ธรรมาสน์เทศนาเรื่องคริปโต และวิธีเปลี่ยนพลังความร้อนทางการเมืองของพ่อให้กลายเป็นลาภลอยของตัวเขาเอง

    ส่วนเหล่าแมลงเม่าที่เข้ามาซื้อหุ้นบนยอดดอยคงได้บทเรียนราคาแพงยิ่งกว่าราคาหุ้น นั่นคือที่จริงแล้วธุรกิจของครอบครัวนี้ไม่ใช่เรื่องของโรงแรม ร้านสเต็ก มหาวิทยาลัย หรือบิตคอยน์แต่มันคือการกินส่วนต่าง




เรื่อง: DAN ALEXANDER เรียบเรียง: ธรรดร โสตถิอำรุง

ภาพประกอบ: ROBERT CARTER




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : บาลานซ์ชีวิตเศรษฐีคันทรี่ Blake Shelton ทิ้งเงินล้าน เลือก “ฟาร์มสุข”

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนสิงหาคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine