Craig Piggott ก้าวใหม่ในทุ่งกว้าง นวัตกรรม "ปลอกคอวัวอัจฉริยะ"

Craig Piggott ก้าวใหม่ในทุ่งกว้าง นวัตกรรม "ปลอกคอวัวอัจฉริยะ"

FORBES THAILAND / ADMIN
26 May 2026 | 09:01 AM
READ 138

Craig Piggott ผู้ก่อตั้งและ CEO แห่ง Halter นำทัพพาบริษัทสัญชาตินิวซีแลนด์ ซึ่งมีมูลค่ากิจการประเมิน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ด้วยนวัตกรรมปลอกคอวัวอัจฉริยะ ที่ช่วยให้เกษตรกรบริหารจัดการฝูงปศุสัตว์เพียงปลายนิ้ว และตอนนี้เขากำลังเดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศ


    บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือของ Craig Piggott ปรากฏจุดสีเหลืองเล็กๆ ราว 100 จุดเกาะกลุ่มและเคลื่อนไหวอยู่ภายในรูปสามเหลี่ยม แต่ละจุดแทนวัว 1 ตัวในฟาร์มโคนมของครอบครัวเขาในเขตชนบท Waikato ของนิวซีแลนด์ วัวทุกตัวสวมใส่ปลอกคออัจฉริยะไร้สาย ทำจากพลาสติกหนาสีดำลักษณะคล้ายเข็มขัดพร้อมหัวเข็มขัดที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ Piggott ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลแตะปุ่มบนหน้าจอค้างไว้เพียงชั่วครู่ ทันใดนั้นฝูงวัวพากันเงยหน้าขึ้นและเดินอย่างเป็นระเบียบตรงไปยังแปลงทุ่งหญ้าที่เขียวสดพร้อมให้เล็มกิน

    ภาพฝูงวัวท่ามกลางธรรมชาตินี้เป็นส่วนหนึ่งของวิดีโอตัวอย่างจาก Halter บริษัทที่ Piggott ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 9 ปีก่อนใน Oakland เพื่อสาธิตให้เห็นว่าวัวสามารถถูกฝึกและบริหารจัดการได้ด้วยเทคโนโลยีรั้วเสมือน ของบริษัท ระบบปลอกคออัจฉริยะของ Halter อาศัยแรงสั่นสะเทือนและสัญญาณเสียง เพื่อให้เกษตรกรกำหนดทิศทางการเคลื่อนที่ของฝูงวัวไปยังทุ่งหญ้าแปลงใหม่ หรือควบคุมให้อยู่ในบริเวณที่กำหนดผ่านแอป CEO วัย 31 ปีให้สัมภาษณ์กับ Forbes Asia ผ่านวิดีโอออนไลน์จาก San Francisco ว่า ผลิตภัณฑ์ของเขาช่วยประหยัดแรงงานได้ราว 20-40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ “หมุดหมายของเราคือ การผลักดันให้รั้วเสมือนกลายเป็นมาตรฐานที่ขาดไม่ได้ในโลกเกษตรกรรมทั้งการทำฟาร์มโคนมและโคเนื้อ” 



    Piggott เป็นสมาชิกทำเนียบ 30 Under 30 ของ Forbes Asia รุ่นปี 2021 เขามีภารกิจชัดเจนที่จะช่วยให้เกษตรกรใช้ประโยชน์จากที่ดินทุกตารางกิโลเมตรอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด Halter นับเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่เติบโตเร็วที่สุดในธุรกิจรั้วเสมือน ซึ่งยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ปลอกคออัจฉริยะของบริษัทถูกใช้งานในฟาร์มโคนมและฟาร์มโคเนื้อกว่า 1,300 แห่งในนิวซีแลนด์ ออสเตรเลียและสหรัฐฯ เพื่อบริหารจัดการฝูงวัวเกือบ 650,000 ตัว ครอบคลุมพื้นที่ซึ่งล้อมรอบด้วยรั้วเสมือนระยะทางกว่า 809,300 กิโลเมตร โดยนิวซีแลนด์ ประเทศที่มีจำนวนวัวมากกว่าประชากร เป็นตลาดหลักของบริษัท โดยคิดเป็นสัดส่วนกว่า 3 ใน 4 ของลูกค้าทั่วโลก


    ขณะเดียวกัน Halter กำลังเร่งเครื่องรุกตลาดสหรัฐฯ ประเทศผู้ผลิตเนื้อวัวและผลิตภัณฑ์นมรายใหญ่ที่สุดของโลก หลังจากเปิดสำนักงานในรัฐ Colorado เมื่อปี 2024 เกษตรกรชาวอเมริกันกว่า 200 รายใน 22 รัฐติดตั้งเทคโนโลยีรั้วเสมือนของ Halter รวมระยะทางกว่า 39,400 กิโลเมตร เป้าหมายถัดไปในแผนขยายธุรกิจระยะ 3–5 ปีของบริษัทคือ การขยายธุรกิจสู่สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ อาร์เจนตินาและบราซิล “ภาคเกษตรกรรมครอบคลุมพื้นที่อยู่อาศัยบนโลกกว่าครึ่งหนึ่ง” Piggott กล่าว “เราเชื่อว่าการยกระดับประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ผืนดินโลกคือ หนึ่งในโจทย์สำคัญที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อโลกอย่างมหาศาลที่สุด”

    เหล่านักลงทุนเห็นพ้องเช่นกัน เมื่อเดือนมิถุนายนปี 2025 Halter ประสบความสำเร็จในการระดมทุนรอบซีรีย์ D มูลค่า 100 ล้านเหรียญจากมูลค่าประเมินบริษัทอยู่ที่ 1 พันล้านเหรียญ โดยมี BOND ธุรกิจเงินร่วมลงทุนจาก San Francisco เป็นผู้นำการลงทุน หนุนให้ Halter ก้าวขึ้นเป็นยูนิคอร์นสัญชาตินิวซีแลนด์ที่มีอยู่เพียงไม่กี่ราย

    “เราอยู่ในโลกที่ต้องจับตาความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเพราะมีบริษัท AI มากมายผุดขึ้นมาชิงโอกาสในตลาดซอฟต์แวร์ที่ตอบสนองกลุ่มเป้าหมายในทุกมิติ” Daegwon Chae หุ้นส่วนทั่วไปของ BOND จาก San Francisco ซึ่งเข้าลงทุนทั้งใน Canva, OpenAI และ Revolut กล่าว “แต่การเกษตรโคนมและโคเนื้อคือหนึ่งในอุตสาหกรรมใหญ่ยักษ์ที่พร้อมเติบโตแบบก้าวกระโดดเพียงรอนวัตกรรมที่ตอบโจทย์เท่านั้น”

    บริษัทที่ปรึกษา BCG จาก Boston คาดการณ์ว่า ในปี 2023 ตลาดเทคโนโลยีการเกษตรทั่วโลกจะมีมูลค่าราว 6.2 หมื่นล้านเหรียญ ทั้งนี้ Chae มองว่า Halter มีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งรายอื่นๆ “หาก Halter เปรียบได้กับรถยนต์ Tesla ผู้ให้บริการเทคโนโลยีรั้วเสมือนรายอื่นๆ ก็ไม่ต่างจากรถกระบะเครื่องยนต์ดีเซลจากยุค 50” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า ซอฟต์แวร์และแอปของ Halter “ออกแบบมาให้ใช้งานได้ลื่นไหลและเป็นธรรมชาติสำหรับเกษตรกรรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีบนสมาร์ทโฟน” 



    Piggott เติบโตในฟาร์มโคนมของครอบครัวย่านชานเมือง Matamata ซึ่งเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ Lord of the Rings เขาเข้าใจถึงแรงกดดันที่เกษตรกรต้องเผชิญอย่างลึกซึ้ง พ่อแม่ของเขาเริ่มต้นวันตั้งแต่ตี 4 และทำงานยาวนานกว่า 100 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ นอกจากความเหนื่อยล้าทางร่างกายเกษตรกรแล้ว พวกเขายังต้องเผชิญปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อผลกำไร ตั้งแต่ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เพิ่มสูงขึ้น

    “เมื่อมองย้อนกลับไป ประสบการณ์ในฟาร์มถือเป็นสนามฝึกซ้อมชั้นยอดสำหรับการบริหารธุรกิจสตาร์ทอัพ” Piggott กล่าว “คุณต้องทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ โดยที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์รอบตัวได้เสมอไป ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศที่เลวร้าย หรือเวลาที่วัวล้มป่วย... ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้คนมีทักษะยืดหยุ่นและฟื้นตัวจากสถานการณ์ยากลำบากและความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อ”

    ไม่นานหลังจบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมเครื่องกลจาก University of Auckland ในปี 2016 เขาเริ่มเส้นทางอาชีพที่โรงงานของ Rocket Lab ใน Auckland ช่วงเวลานั้น บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอวกาศสัญชาตินิวซีแลนด์กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญหลังขยายฐานปฏิบัติการไปยัง California และต้องใช้เวลาอีกปีกว่าก่อนจะประสบความสำเร็จในการส่งจรวดเข้าสู่วงโคจรเป็นครั้งแรก ในสายตาของ Peter Beck เศรษฐีพันล้านผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Rocket Lab เขาจดจำ Piggott ได้ในฐานะพนักงานที่ “มุ่งมั่นทุ่มเท” ซึ่งมีพรสวรรค์โดดเด่นในการแก้ไขปัญหา 

    “Craig เป็นคนที่เมื่อตั้งใจทำสิ่งใดแล้ว เขาจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน” Beck กล่าว หลังทำงานได้ไม่ถึงหนึ่งปี Piggott ลาออกเพื่อก่อตั้งบริษัท Halter ร่วมกับเพื่อนจากมหาวิทยาลัย (ซึ่งภายหลังได้แยกตัวออกไป) พร้อมดึง Beck เข้ามาเป็นนักลงทุนระยะเริ่มต้นและที่ปรึกษา โดยมี Stephen Tindall ผู้ก่อตั้ง The Warehouse Group บริษัทค้าปลีกของนิวซีแลนด์และ Icehouse Ventures ธุรกิจเงินร่วมลงทุนในประเทศร่วมสนับสนุนเงินทุน “ผมไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านฟาร์มปศุสัตว์เลย รู้เพียงแค่ระดับพื้นฐานเท่านั้น แต่ Craig สามารถอธิบายให้เห็นภาพชัดเจนว่าโอกาสทางธุรกิจนี้มีศักยภาพเพียงใด” Beck กล่าว

    Piggott ทำงานอย่างใกล้ชิดกับเกษตรกรกลุ่มเล็กๆ เพื่อพัฒนาแนวคิดเริ่มต้นเกี่ยวกับ ปลอกคอ GPS ประเด็นท้าทายสำคัญลำดับแรกคือ การออกแบบแผงโซลาร์เซลล์ให้ติดตั้งลงบนปลอกคอได้อย่างลงตัว โจทย์ต่อมาคือการทำให้อุปกรณ์มีความทนทานเพียงพอสำหรับใช้งานหนักในชีวิตประจำวัน ด้วยเหตุนี้เขาและทีมงานจึงเลือกใช้กระจกกันกระสุนเป็นส่วนประกอบ ตลอดช่วงฤดูหนาวแรกของบริษัทถูกใช้ไปกับการออกแบบแบตเตอรี่ขึ้นใหม่ เพื่อให้แน่ใจว่าอุปกรณ์จะมีพลังงานเพียงพอ แม้ในวันที่แสงแดดน้อยจนไม่สามารถชาร์จไฟได้เต็มที่

    ในระยะแรกปลอกคออัจฉริยะของ Halter ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ฟาร์มโคนมเป็นหลัก โดยมุ่งเน้นที่การต้อนฝูงวัวไปยังโรงรีดนม จากนั้นอีก 2-3 ต่อมาบริษัทจึงพัฒนาซอฟต์แวร์เพิ่มเติมสำหรับฝูงโคเนื้อด้วยการกำหนดบริเวณแทะเล็มหญ้าในพื้นที่ขนาดใหญ่ขึ้น ระบบจะส่งสัญญาณบอกทิศทางผ่านเสียงและแรงสั่นสะเทือนที่เพิ่มความถี่ขึ้นตามลำดับ สำหรับวัวบางตัวที่ไม่ตอบสนองต่อสัญญาณเตือนซ้ำ ระบบจะเสริมคำสั่งด้วยการปล่อยกระแสไฟฟ้าพลังงานต่ำ ซึ่งทางบริษัทระบุว่า มีแรงดันไฟฟ้าเพียงเศษเสี้ยวของรั้วไฟฟ้าแบบดั้งเดิม ที่ใช้ทั่วไปและได้กำหนดมาตรฐานด้านสวัสดิภาพสัตว์ไว้อย่างชัดเจนบนเว็บไซต์ของบริษัท โดยเฉลี่ยแล้ววัวจะใช้เวลาประมาณ 2-3 วันในการเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับระบบได้อย่างสมบูรณ์

    นอกเหนือจากการติดตามตำแหน่งฝูงสัตว์ ปลอกคอของ Halter ยังทำหน้าที่เก็บข้อมูลสุขภาพของวัว ตั้งแต่อุณหภูมิร่างกายไปจนถึงพฤติกรรมการเคี้ยวเอื้อง ข้อมูลทั้งหมดจะถูกป้อนเข้าสู่ระบบเรียนรู้ด้วยตนเองภายใต้ลิขสิทธิ์เฉพาะของบริษัท ซึ่งทีมงานเรียกกันว่า “Cowgorithms” เพื่อคาดการณ์อาการเจ็บป่วยรวมถึงระบุเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการผสมพันธุ์

    Halter นำเสนอแผนสมาชิก 4 รูปแบบสำหรับฟาร์มโคนมและโคเนื้อ ซึ่งครอบคลุมบริการต่างๆ ตั้งแต่การควบคุมการเคลื่อนย้ายฝูงสัตว์จากระยะไกล การบริหารจัดการทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ไปจนถึงการติดตามสุขภาพสัตว์ อัตราค่าบริการรายเดือนจะคำนวณจากขนาดของฟาร์ม ทำเลที่ตั้ง และจำนวนประชากรวัว สนนราคาเริ่มต้นที่ 9.90 เหรียญนิวซีแลนด์ (ประมาณ 5.70 เหรียญ) ต่อปลอกคอหนึ่งเส้น นอกจากนี้ ผู้ใช้บริการจะต้องติดตั้งเสาส่งสัญญาณสูง 6 เมตรราคาประมาณ 7,800 เหรียญนิวซีแลนด์ (เสาครอบคลุมพื้นที่ในรัศมีประมาณ 8 กิโลเมตรหรือมากกว่าขึ้นอยู่กับลักษณะภูมิประเทศ)

    Dean McHardy ผู้จัดการทั่วไปและผู้เชี่ยวชาญด้านสายพันธุ์สัตว์ของ Tangihau Station ฟาร์มขนาด 6,650 เฮกตาร์ใน Gisborne ทางชายฝั่งตะวันออกของ North Island ซึ่งมีวัวกว่า 1,550 ตัว พูดถึงผลิตภัณฑ์นี้ว่าเป็น “นวัตกรรมที่พลิกอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง” เขาระบุว่า การเคลื่อนย้ายฝูงวัวและปรับแผนการแทะเล็มหญ้าในทันทีโดยไม่ต้องส่งแรงงานลงไปในพื้นที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารจัดการด้านอาหารสัตว์ พร้อมเสริมว่า หากจัดการให้วัวออกเล็มหญ้าอย่างเหมาะสม ทุ่งหญ้าจะฟื้นตัวและงอกใหม่เป็นอาหารที่มีคุณภาพสูงขึ้นสำหรับรอบถัดไป 

McHardy เลือกใช้บริการแผน “Beef Class” ของ Halter เพื่อบริหารจัดการฟาร์มวัวสายพันธุ์ Angus ขนาด 350 ตัว ค่าใช้จ่ายอยู่ท่ี่เดือนละ 8 เหรียญนิวซีแลนด์ต่อปลอกคอ 1 เส้น ปัจจุบันเขาติดตั้งเสาส่งสัญญาณแล้ว 5 เสาและมีแผนจะติดตั้งเพิ่มอีก 4 เสาในอนาคต “Halter ช่วยให้เราสามารถควบคุมการกินหญ้าในพื้นที่เนินเขาและลาดชันได้อย่างทั่วถึง โดยไม่จำเป็นต้องสร้างรั้วใหม่ ซึ่งมักไม่ทนทานต่อฤดูหนาวที่รุนแรงหรือพายุไซโคลน” เขากล่าว

    ขณะนี้ Piggott มุ่งเป้าไปที่การขยายธุรกิจในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตเนื้อวัวรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีสัดส่วนคิดเป็น 20% จากทั่วโลก ตามข้อมูลจากกระทรวงการเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ที่ได้ระบุไว้ ในช่วงระหว่างขยายตลาด Halter ทุ่มเวลาในการสร้างความเข้าใจให้แก่เจ้าของฟาร์มที่ยังไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี ในโลกของเกษตรกรรมที่ผู้คนมี “ความสัมพันธ์ใกล้ชิด” Piggott กล่าวว่า “สิ่งที่ทรงพลังที่สุดคือ ทำให้เกษตรกรได้รับข้อมูลหรือเห็นการใช้งานจริงจากคนที่พวกเขาไว้วางใจ” บริษัทเผยว่า จนถึงขณะนี้ Halter ช่วยให้ลูกค้าในสหรัฐฯ ประหยัดค่าใช้จ่ายจากการติดตั้งรั้วแบบดั้งเดิมไปแล้วมากกว่า 220 ล้านเหรียญ 

    ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา Halter ประกาศความร่วมมือกับ Bureau of Land Management แห่งสหรัฐฯ และองค์กรการกุศลในเครืออย่าง Foundation for America’s Public Lands ที่มาพร้อมงบประมาณสนับสนุนมูลค่า 2.7 ล้านเหรียญ เพื่อส่งเสริมเกษตรกรที่นำผลิตภัณฑ์ปลอกคอของ Halter ไปใช้งานในพื้นที่ภายใต้การดูแลของหน่วยงาน โดยหนึ่งในผู้ใช้งานกลุ่มแรกคือ Cotoni-Coast Dairies ฟาร์มโคนมที่ปล่อยฝูงวัวออกเล็มหญ้าในพื้นที่อุทยานของรัฐ California

    นอกจากนี้ Piggott ยังมองหาโอกาสเติบโตในรัฐ Tasmania ประเทศออสเตรเลียเช่นกัน ปัจจุบันการใช้เทคโนโลยีรั้วเสมือนในออสเตรเลียได้รับอนุญาตแล้วใน 3 จาก 6 รัฐ โดยรัฐ Victoria และ New South Wales ซึ่งเป็นแหล่งผลิตนมรายใหญ่ที่สุดอันดับ 1 และ 2 ของประเทศตามลำดับได้จัดทำกฎระเบียบเพื่อรองรับเทคโนโลยีและผ่านการอนุมัติในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ขณะที่รัฐ South Australia กำลังพิจารณาแนวทางในลักษณะเดียวกัน Halter เผยว่า นับตั้งแต่เริ่มเปิดตัวใน Tasmania เมื่อ 2 ปีก่อน โคนมกว่า 1 ใน 3 ของรัฐสวมใส่ปลอกคออัจฉริยะของบริษัทในปัจจุบัน

    Piggott ปฏิเสธที่จะเปิดเผยตัวเลขกำไรและรายได้รวมจากทั่วโลก เขาระบุเพียงว่า “เป้าหมายหลักของเราคือ การขยายผลกระทบเชิงบวกให้มากที่สุด” ทั้งนี้ ข้อมูลที่ยื่นต่อ New Zealand Companies Office เผยว่า รายได้จากค่าสมาชิกในนิวซีแลนด์เติบโตขึ้น 45% แตะระดับ 35.9 ล้านเหรียญนิวซีแลนด์สำหรับปีงบการเงินที่สิ้นสุด ณ เดือนมีนาคม ปี 2025 บริษัทรายงานกำไรหลังหักภาษีที่ 53.8 ล้านเหรียญนิวซีแลนด์จากรายได้รวม 71.8 ล้านเหรียญนิวซีแลนด์ แม้ลดลง 20% จากปีก่อนหน้าแต่ Halter ชี้แจงว่า รายได้ที่ลดลงคือสัญญาณที่ดีของการพึ่งพาเงินสนับสนุนที่น้อยลงจาก Halter USA บริษัทแม่ใน San Francisco ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2017 (Promus Ventures ที่มีสำนักงานใหญ่ใน Chicago เป็นนักลงทุนรายแรกในสหรัฐฯ ซึ่งสนับสนุนเงินทุนตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและลงทุนอย่างต่อเนื่อง)

    อย่างไรก็ตาม สตาร์ทอัพจากดินแดนกีวียังต้องเผชิญการแข่งขันจากผู้เล่นรายอื่นๆในตลาดเทคโนโลยีการเกษตร คู่แข่งด้านรั้วเสมือนได้แก่ Nofence บริษัทจากนอร์เวย์ที่เพิ่งระดมทุน 35 ล้านเหรียญในการระดมทุนรอบซีรีย์ B เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพื่อขยายตลาดในสหรัฐฯ และยุโรป, เทคโนโลยี eShepherd จาก Gallagher ผู้ผลิตอุปกรณ์การเกษตรของนิวซีแลนด์ และ Vence ซึ่งบริษัทด้านผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพสัตว์ในเครือของ Merck ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมยาเข้าซื้อกิจการไปในปี 2022 ส่วนธุรกิจด้านระบบติดตามและดูแลสุขภาพวัว Halter ต้องแข่งขันกับ Allflex ในเครือของ Merck ซึ่งพัฒนาอุปกรณ์ติดใบหูและเครื่องติดตาม, CowManager ระบบติดตามผ่านป้ายติดหูจากเนเธอร์แลนด์ และ smaXtec ผู้ให้บริการข้อมูลสุขภาพสัตว์จากออสเตรีย

    จนถึงขณะนี้ยังไม่มีผลิตภัณฑ์ปลอกคออัจฉริยะรายใดในตลาดที่มีคุณสมบัติครบครันเท่า Halter โดยเฉพาะในด้านการวิเคราะห์ข้อมูลที่แม่นยำ Samantha Wong หุ้นส่วนของธุรกิจเงินร่วมลงทุน Blackbird Ventures จากออสเตรเลียซึ่งดูแลการสนับสนุนเงินหลายรอบระดมทุนใน Halter กล่าว “ความได้เปรียบทางเทคโนโลยีของพวกเขานำหน้าคู่แข่งไปไกล” Wong กล่าว และเสริมว่า “นาทีนี้ความสำเร็จอยู่ในกำมือของ Halter ที่เหลือขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาจะก้าวไปได้ไกลแค่ไหน”


เรื่อง: Catherine Wang เรียบเรียง: นวตา สันติวัฒนา



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Saronic Technologies เร่งเครื่องเต็มกำลัง ผลิตเรือเร็วอัตโนมัติ สู่เป้าหมายอู่ต่อเรือใหญ่สุดในสหรัฐฯ

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนเมษายน 2569 ในรูปแบบ e-magazine