เดิมพันของ Michael Intrator ปั้น CoreWeave ล่าขุมทรัพย์ในกระแส AI เฟื่องฟู

เดิมพันของ Michael Intrator ปั้น CoreWeave ล่าขุมทรัพย์ในกระแส AI เฟื่องฟู

FORBES THAILAND / ADMIN
13 Mar 2026 | 10:00 AM
READ 95

ด้วยความคิดสร้างสรรค์ทางการเงินที่เหนือกว่า บวกกับความกล้าเสี่ยงระดับบ้าดีเดือดช่วยให้ Michael Intrator แห่ง CoreWeave เกาะกระแสยุคเฟื่องฟูของธุรกิจศูนย์ข้อมูล AI จนสามารถสร้างทรัพย์สินส่วนตัวได้มูลค่า 6.7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ทว่าท่ามกลางความวิตกกังวลเรื่องฟองสบู่ CoreWeave ยังมีหนี้สินนับพันๆ ล้านเหรียญจากการกู้ยืมเงินมาพัฒนาชิป GPU ขั้นสูงให้กับผู้เล่นรายใหญ่ทุกรายแห่ง AI ทำให้ Intrator ครองสถานะทรงอิทธิพล แต่ก็หมิ่นเหม่ที่สุดเช่นกัน


    วันอันแสนสดใสวันหนึ่งในเดือนสิงหาคม ปี 2017 Michael Intrator CEO ของ CoreWeave เริ่มคิดแล้วว่า เขาอาจจะทำให้อาคารสำนักงานที่ Manhattan ลุกเป็นไฟขึ้นมาจริงๆ

    GPU สมรรถนะสูงของ NVIDIA นับสิบๆ ตัวต่อเข้ากับปลั๊กไฟครบทุกจุดเพื่อโหมคำนวณตัวเลขทางคณิตศาสตร์อันซับซ้อนสำหรับใช้ในการขุดเหรียญคริปโตส่งผลให้มีการปล่อยความร้อนมหาศาล ขณะที่เครื่องปรับอากาศปิดการทำงานในวันหยุดสุดสัปดาห์พอดี พื้นที่ชั้น 6 ของอาคารสำนักงานในย่าน Financial District กลายเป็นตู้อบที่มีอุณหภูมิสูงถึง 130 องศาฟาเรนไฮต์ “ผมสติหลุดไปเลย มันไม่ได้สร้างมาเพื่อรองรับอะไรแบบนี้” Intrator กล่าว “ตอนนั้นคิดแต่ว่า เราต้องไป เราต้องย้าย”

    Intrator กับ 2 ผู้ร่วมก่อตั้ง Brian Venturo และ Brannin McBee รีบถอดสายเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ร้อนจัดจนแทบแตะไม่ได้อย่างทุลักทุเลเพื่อนำขึ้นรถกระบะ และออกเดินทางสู่ New Jersey ที่นั่นมีโรงรถพร้อมพัดลมระบายอากาศขนาดยักษ์รอคลายความร้อน

    เวลาล่วงมาเกือบทศวรรษมีบางอย่างที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยนั่นก็คือ Intrator ยังคงดำเนินกิจการ GPU อยู่เหมือนเดิม แต่ด้วยจำนวนที่มากกว่าเดิมหลายเท่าตัว เวลานี้เขามี GPU ราว 250,000 ชิ้น จัดเก็บในศูนย์ข้อมูล 33 แห่งของ CoreWeave เขาปล่อยเช่า “สมรรถนะในการคำนวณ” ให้กับลูกค้าที่กระหายการประมวลผล ก่อนหน้านี้ GPU (หน่วยประมวลผลกราฟิก) นิยมนำมาใช้สร้างภาพกราฟิกสำหรับวิดีโอเกมและขุดคริปโต 

    แต่ GPU ซึ่งโดยทั่วไปมักจะเป็นผลงานการออกแบบของบริษัทชิปยักษ์ใหญ่อย่าง NVIDIA ได้กลายมาเป็นเครื่องจักรสำคัญของปัญญาประดิษฐ์ (AI) โอกาสในการเข้าถึงชิปดังกล่าวเท่ากับโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งมหาศาลให้กับบริษัท CoreWeave (จดทะเบียนตลาด Nasdaq) สร้างธุรกิจที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 5 หมื่นล้านเหรียญจากการผันตัวมาเป็นนายหน้าฝีมือดีที่มีลูกค้าระดับ Microsoft, OpenAI และ Meta ในการแย่งชิงพื้นที่แถวหน้าของ AI

    กระนั้นความเสี่ยงที่บริษัทจะลุกเป็นไฟยังคงอยู่ อย่างน้อยก็มาจากความร้อนเงิน Intrator บุกเบิกการระดมทุนในรูปแบบใหม่ที่ช่วยให้ CoreWeave กู้ยืมเงินได้ 2.9 หมื่นล้านเหรียญ โดยใช้ GPU เป็นหลักประกันเสียส่วนใหญ่ เวลานี้เขาต้องรักษาความสมดุลระหว่างความวิตกกังวลของผู้ถือหุ้นในเรื่องหนี้สินที่พอกพูนและบรรยากาศความหวาดกลัวฟองสบู่ AI กับความปรารถนาอย่างแรงกล้าในการให้บริการประมวลผล ไม่เพียงแต่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ แต่ยังรวมถึงการให้บริการแก่บริษัททุกแห่งที่มีการใช้ AI

    แต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียเมื่อไร Livingston กิจการใน New Jersey สามารถขยายอาณาจักรศูนย์ข้อมูลอย่างกว้างขวางในเวลาไม่ถึง 1 ทศวรรษ ทำรายได้ 1.9 พันล้านเหรียญในปี 2024 (แม้จะยังขาดทุนสุทธิ 860 ล้านเหรียญ คิดเป็นอัตรากำไรติดลบ 45%) และ 2.2 พันล้านเหรียญในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 (ขาดทุนสุทธิ 605 ล้านเหรียญ หรืออัตรากำไรติดลบ 28%) บริษัทวางเป้าหมายที่จะทำรายได้อีก 3 หมื่นล้านเหรียญภายในปี 2031 ส่วนใหญ่มาจากการทำสัญญากับลูกค้าเกรด A อย่าง IBM และ Meta และสตาร์ทอัพสาย AI จำนวนหนึ่ง เช่น Cohere และ Mistral นับตั้งแต่ IPO เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2025 บริษัทมีราคาหุ้นเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เหนือผลตอบแทน 23.9% ของ Nasdaq อย่างไม่ทิ้งฝุ่น สร้างเศรษฐีระดับพันล้านขึ้นมาถึง 5 คน 

    ปัจจุบัน Intrator วัย 56 ปี มีมูลค่าทรัพย์สิน 6.7 พันล้านเหรียญ ก้าวขึ้นมาติดทำเนียบ The Forbes 400 ปี 2025 ฝั่งสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกเคียงข้างผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง Venturo วัย 40 ปี ด้วยสินทรัพย์มูลค่า 4.2 พันล้านเหรียญ ขณะที่สองผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง McBee และ Peter Salanki รวมถึง Jack Cogen ผู้ลงทุนคนแรกๆ กลายเป็นเศรษฐีพันล้านหน้าใหม่ก็เพราะ CoreWeave นั่นเอง

    บริษัทเติบโตอย่างโดดเด่น อานิสงส์จากความต้องการ GPU อย่างบ้าคลั่งทั่วโลก บรรดาสตาร์ทอัพต่างโหยหายชิปอันชาญฉลาดนี้นับตั้งแต่ ChatGPT กลายเป็นเครื่องมือยอดนิยมในปี 2022 แม้กระทั่ง OpenAI ยังต้องเลื่อนการเปิดตัวการอัปเกรดโมเดลครั้งใหญ่ออกไปในเดือนกุมภาพันธ์ปีที่ผ่านมาเนื่องจากขาดชิปในการทำงาน ดังนั้นใครที่มี GPU อยู่ในมือ เท่ากับว่ากำลังถือโอกาสมหึมาทางธุรกิจ 

    จากบรรดานักวิเคราะห์ของ Wall Street พบว่า เมื่อปี 2024 ตลาดคลาวด์คอมพิวติ้งสำหรับ AI มีมูลค่า 2.3 แสนล้านเหรียญ และคาดว่าจะทะยานแตะ 4 แสนล้านเหรียญภายในปี 2028 หากกระแสความนิยมยังคงอยู่ “ผมเป็นนักลงทุนมา 40 ปี และไม่เคยเห็นอุปสงค์และอุปทานที่แตกต่างกันขนาดนี้มาก่อน” Mark Klein CEO แห่ง SuRo Capital กล่าว เขาลงทุนใน CoreWeave ทั้งหมด 25 ล้านเหรียญ

    ด้วยสัญชาตญาณที่ดี ความกระหายที่จะเสี่ยง และพกดวงมาด้วยเล็กน้อย Intrator รู้ตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วว่า GPU ของบริษัทคริปโตของเขาน่าจะทำประโยชน์ได้มากกว่าแค่ผลิตโทเคน ที่เหลือยกความดีความชอบให้กับความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์กับ NVIDIA กระทั่ง CoreWeave กลายเป็นผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งแห่งยุค AI

    ในช่วงแรกผู้ลงทุนใน Silicon Valley ยังไม่เชื่อว่า CoreWeave จะยืนหยัดต่อสู้กับยักษ์ใหญ่ทุนหนาแห่งธุรกิจคลาวด์อย่าง Amazon, Microsoft และ Google ที่ยังคงเป็นทั้งคู่แข่งฉกาจและบางครั้งก็เป็นลูกค้าคนสำคัญ “นักลงทุนส่วนใหญ่ซึ่งเยอะมากๆ คิดว่าเราเพ้อเจ้อ” Intrator กล่าว เมื่อถูกปฏิเสธจากบรรดาผู้ร่วมเงินลงทุน (VC) เขาจึงหันไปพึ่งพาตลาดหนี้ หรือที่เขาเรียกว่า “เงินจากฝั่ง East Coast” โดยมีเจ้าหนี้เอกชนชั้นนำอย่าง Blackstone และ Magnetar ที่จัดหาทุนให้กับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมูลค่าหลายพันล้านของ CoreWeave เพื่อคว้าโอกาสจากความต้องการ AI อย่างไม่รู้จบสำหรับมาใช้ในการประมวลผล การจัดหาทุนจากหนี้สินยังทำให้ Intrator และผู้ร่วมก่อตั้งยังคงรักษาส่วนของผู้ถือหุ้นเอาไว้ได้ อีกทั้งยังมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเสียด้วย โดย Intrator ยังคงถือหุ้น 13% และ Venturo ถือหุ้น 7% สำหรับ Venturo แล้ว ขนาดคือหัวใจสำคัญ “ในธุรกิจนี้สิ่งสำคัญมีเพียงปริมาณเงินทุน”

    นักวิจารณ์ตกใจไม่น้อยกับเมื่องบดุลของ CoreWeave โชว์หนี้สิน 1.12 หมื่นล้านเหรียญ ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงถึง 7-15% พวกเขาจึงยังคงมีค่าใช้จ่ายสูงลิ่วในไตรมาส 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทจ่ายดอกเบี้ยจากหนี้สินก้อนนี้ไปถึง 250 ล้านเหรียญ ทั้งที่มีรายได้จากการดำเนินงานเพียง 19 ล้านเหรียญ นอกจากนี้ สินทรัพย์ครึ่งหนึ่งของ CoreWeave ยังเป็น GPU ซึ่งว่ากันว่าจะเสื่อมราคาภายในเวลาไม่เกิน 6 ปี หรืออาจจะน้อยกว่านั้นเนื่องจาก NVIDIA มีการอัปเกรดชิปใหม่ๆ ออกมาเร็วขึ้นเรื่อยๆ โดย Gil Luria นักวิเคราะห์จาก D.A. Davidson กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “นี่คือบริษัทที่ทำลายมูลค่า” เสียมากกว่า

    ยิ่งมองโลกในแง่ร้ายจะเห็นได้ว่า 62% ของรายได้ 1.9 พันล้านเหรียญของ CoreWeave เมื่อปี 2024 มาจากลูกค้ารายใหญ่เพียงรายเดียวคือ Microsoft แต่ก็คงจะอยู่อีกไม่นาน เพราะ OpenAI ตกลงที่จะลงทุนรวม 1.59 หมื่นล้านเหรียญในโครงสร้างพื้นฐานของ CoreWeave ตลอดระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า แลกกับหุ้นมูลค่า 350 ล้านเหรียญในบริษัท ไม่นานมานี้ CoreWeave ยังเพิ่งบรรลุข้อตกลงจัดหาสมรรถนะในการประมวลผลให้กับ Google ขณะที่ IBM ก็ใช้คลัสเตอร์ GPU ของ CoreWeave เช่นกัน “นักวิจัยของเราจะได้มีสมาธิกับ AI มากขึ้น และคลายกังวลเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน” Hillery Hunter ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี IBM Cloud กล่าว

    คำถามที่แท้จริงคือ กระแส AI จริงๆ แล้วเป็นเพียงฟองสบู่หรือไม่? ข้อมูลจาก PitchBook เผยให้เห็นว่า ช่วงครึ่งแรกของปี 2025 นักลงทุนทุ่มเงินกันไปถึง 1.04 แสนล้านเหรียญให้กับบรรดาสตาร์ทอัพ AI ซึ่งมีการประเมินมูลค่าธุรกิจไว้สูงลิ่ว โดยเดิมพันว่า AI จะปฏิวัติโลกได้เหมือนอินเทอร์เน็ตหรือรถยนต์ และเข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง แต่มันยังไม่เกิด แม้จะมีการทุ่มเงินนับพันนับหมื่นล้านในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ใหม่ๆ (generative AI) แต่ธุรกิจจำนวนมากยังไม่เห็นผลตอบแทนที่เป็นชิ้นเป็นอันจาก AI ขณะที่บริษัท AI ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถทำกำไรได้เช่นกัน แม้กระทั่ง Sam Altman ผู้นำกระแส AI ยังต้องออกมาเตือนว่า ผู้ลงทุนที่คึกคักเกินเหตุอาจ “เจ็บตัว” ได้ ที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือ CoreWeave เนื่องจากเป็นผู้ให้บริการ GPU ชั้นนำที่มีสถานะหนี้สินสูง หรือกล่าวได้ว่า หากฟองสบู่แตกธุรกิจของ CoreWeave จะพังตามไปด้วยนั่นเอง

    Intrator ฉายแววพรสวรรค์ในการคำนวณตัวเลขอย่างสร้างสรรค์ตั้งแต่สมัยเป็นนักลงทุนสินค้าโภคภัณฑ์อยู่ที่ Natsource บริษัทบริหารสินทรัพย์กลุ่มซื้อขายคาร์บอนเครดิตและก๊าซเรือนกระจกใน New York นับตั้งแต่ปี 1998 จนถึงกรณีอื้อฉาวของ Enron ในปี 2014 ที่แห่งนี้เองที่ทำให้ Intrator ได้รู้จักการเปลี่ยนมลพิษให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเงิน ซึ่งเขานำมาใช้กับ GPU ในเวลาต่อมา

    อย่างไรก็ตามธุรกิจแรกของเขาซึ่งเป็นกองทุนเฮดจ์ฟันด์กลุ่มอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติกลับไม่ประสบความสำเร็จ Intrator และบรรดาผู้ร่วมก่อตั้งจึงหันมาเปิดตัว Atlantic Crypto ขึ้นในปี 2017 เพื่อขุดอีเทอร์ (ether) “เรารูดบัตรเครดิตเพื่อก่อตั้งบริษัท ประมาณว่า โอเคฉันจะซื้อ GPU สัก 2-3 ตัว จะหนักหนาแค่ไหนกันเชียว”

    เมื่อคริปโตเจอวิกฤตระลอกหนึ่งในปี 2018 กลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งจึงกว้านซื้อ GPU ราคาถูกนับพันๆ ตัวจากนักขุดที่กำลังเลิกกิจการ และนำมาขุดเหรียญจนสามารถโกยรายได้ราว 80 ล้านเหรียญ “Ethereum ต่อลมหายใจให้พวกเขาได้นานพอที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่ AI” Nic Carter ผู้ลงทุนรุ่นแรกๆ กล่าว

    ความผันผวนของอีเทอร์ทำให้ Intrator ตระหนักได้ว่า การเดิมพันที่หอมหวานกว่านั้นไม่ควรจะฝากไว้กับสกุลเงินคริปโตซึ่งเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ขุดมากกว่า เซิร์ฟเวอร์ของพวกเขาสามารถดัดแปลงให้รองรับการใช้งานในกรณีอื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเรนเดอร์ภาพ 3 มิติ การสร้างแอนิเมชันหรือ AI ในยุคแรกๆ ในปี 2019 พวกเขาโละ GPU ตัวขุด “ห่วยๆ” และเปลี่ยนเป็นชิประดับศูนย์ข้อมูลในสัดส่วนที่เท่ากัน “พอมองย้อนกลับไปนี่มันอัจฉริยะชัดๆ” Venturo กล่าว

    จุดเปลี่ยนสู่ AI แรกเกิดขึ้นจากความร่วมมือกับ Eleuther AI องค์กรวิจัยไม่แสวงหาผลกำไรจาก Washington, D.C. ในช่วงปลายปี 2021 ซึ่ง CoreWeave ควักเงิน 2 ล้านเหรียญซื้อชิป A100 ของ NVIDIA มาจำนวนหนึ่ง และผลิตกลุ่ม GPU จำนวน 96 ตัวให้กับ Eleuther สำหรับใช้ฝึกโมเดลภาษาแบบโอเพนซอร์สขนาดใหญ่อันทรงพลัง พวกเขาส่งมอบงานได้ตามความต้องการของ Eleuther แม้ต้องเผชิญการระบาดของบั๊ก ปัญหาระบบ และพื้นที่จัดเก็บ ครั้งหนึ่งพนักงานของ Eleuther ถึงกับต้องใช้ฮาร์ดดิสก์ถ่ายโอนข้อมูลด้วยตัวเองเพื่อป้องกันระบบล่ม แต่ Intrator มองโลกในแง่ดีว่า “ถือว่าเป็นค่าเรียนวิธีการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน”

    นอกจากนี้ มันยังเป็นใบเบิกทางสู่ลูกค้ากลุ่มแรกๆ เพราะ Eleuther นี้เองที่ทำให้ CoreWeave ได้รู้จักกับ Stability AI ผู้สร้าง Stable Diffusion เครื่องมือสร้างภาพจากตัวอักษรที่โด่งดังตั้งแต่ยุคแรกๆ ตอนนั้นเองที่ Venturo มองเห็นสัญญาณโอกาสทางธุรกิจขนาดมหึมา แต่จะฉวยโอกาสนั้นได้ CoreWeave จะต้องเพิ่มชิปของ NVIDIA อีกทวีคูณ เขาบอกว่า “มันจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่บริษัทแห่งนี้ได้ลงมือทำ”

    CoreWeave ต้องการเงินสดจำนวนมาก (โดยด่วน!) เพื่อซื้อ GPU ดังกล่าว ปลายปี 2022 Magnetar Capital ผู้บริหารสินทรัพย์จากเมือง Evanston รัฐ Illinois เข้ามาลงทุน 100 ล้านเหรียญ ติดอาวุธให้ CoreWeave สามารถซื้อชิป NVIDIA H100 ได้เป็นจำนวนมาก ทำให้ได้พลังการประมวลผลมหาศาลสำหรับ AI ต่อมา Magnetar ยังเป็นผู้นำร่วมในการจัดหาทุน 2.3 พันล้านเหรียญ นับเป็นเงินกู้ยืมก้อนแรกของ CoreWeave ที่มี GPU เป็นหลักประกัน ความอัจฉริยะของ Intrator คือ การโน้มน้าวให้ Magnetar ยอมปล่อยกู้โดยใช้ชิปที่เขากำลังจะซื้อเป็นหลักประกัน “พวกเขาเป็นผู้บุกเบิกการจัดหาทุนผ่านการกู้ยืมเงินในธุรกิจ GPU” Darrick Horton CEO ของ TensorWave คู่แข่งในคลาวด์คอมพิวติ้งกล่าว

    “เราคำนึงถึงความเสี่ยงได้อย่างรอบด้านกว่าเกือบทุกรายในอุตสาหกรรมอยู่แล้ว” Intrator กล่าว

    นับเป็นการเคลื่อนไหวที่เสี่ยงและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่เมื่อ ChatGPT พา AI เข้าสู่กระแสหลักเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2022 การเดิมพันของ Intrator ก็เห็นผล ในเดือนมกราคมปี 2023 CoreWeave เซ็นสัญญามูลค่า 300 ล้านเหรียญกับ Inflection ซึ่งเป็น AI ยอดนิยมตั้งแต่ยุคแรกๆ เพื่อสร้างคลัสเตอร์ AI ขนาด 22,000 GPU นับว่าใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในเวลานั้น “จากที่เราไม่มีอะไรจะขาย กลายเป็นขายทุกสิ่งทุกอย่างหมดเกลี้ยงไปถึง 5 รอบ” Venturo กล่าว

    ยังไม่ทันพ้นเดือนธันวาคม ปี 2022 CoreWeave ซื้อ GPU จาก NVIDIA ได้เป็นจำนวนมากจนไปสะดุดตาผู้บริหาร NVIDIA กลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งได้รับโทรศัพท์จาก Jensen Huang CEO ของ NVIDIA ที่อยากจะคุยด้วยอย่างไม่คาดฝัน เพียง 20 นาทีต่อมาพวกเขาเปิดประชุมทาง Zoom เพื่อนำเสนองานต่อผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดของโลก และชวนให้มาลงทุนกับอดีตนักขุดเหมืองตัวเล็กๆ แห่งนี้

    Intrator บอกว่า สำหรับ Huang แล้ว CoreWeave คือโอกาสที่ NVIDIA จะได้เสริมสร้างความแข็งแกร่งในฐานะผู้ครองตลาด AI ผ่านการเข้าไปสนับสนุนว่าที่ลูกค้าชิป NVIDIA อันแสนจะซับซ้อน อีกทั้งยังเป็นลูกค้าที่เพียบพร้อมไปด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่จะใช้ชิปดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ NVIDIA เข้าลงทุนใน CoreWeave ราว 350 ล้านเหรียญด้วยการเข้าถือหุ้น 5% (ปัจจุบันมีมูลค่า 2.5 พันล้านเหรียญ) และยกสถานะเป็นพันธมิตรระดับ “ลูกค้าพิเศษคนสำคัญ” พร้อมกับจับจองพื้นที่แถวหน้าให้ CoreWeave ได้ชิปที่ทันสมัยที่สุดก่อนใคร (NVIDIA ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นในเรื่องนี้)

    ความสัมพันธ์ระหว่าง NVIDIA กับ Intrator ค่อนข้างจะมีความ “สนิทชิดเชื้อ” (Intrator เรียกว่าเป็นการ “พึ่งพาอาศัยกัน” มากกว่า) โดยมี NVIDIA เป็นทั้งผู้ขาย นักลงทุน และลูกค้า พวกเขาจ่ายเงินให้ CoreWeave ไปแล้วไม่น้อยกว่า 320 ล้านเหรียญสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และยังตกลงที่จะซื้อกำลังการผลิตที่ยังไม่ได้จำหน่ายออกไปจนถึงปี 2032 อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ใกล้เคียงกับคำว่าเท่าเทียมกันแม้แต่น้อย ในปีงบประมาณ 2025 (สิ้นสุด ณ เดือนมกราคม) NVIDIA ทำกำไร 7.29 หมื่นล้านเหรียญจากรายได้ 1.305 แสนล้านเหรียญ มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเกินกว่า 4.3 ล้านล้านเหรียญ Luria นักวิเคราะห์จาก D.A. Davidson กล่าวอย่างไม่อ้อมค้อมว่า “CoreWeave คงจะไม่ได้อยู่มาจนถึงวันนี้ถ้าไม่ใช่เพราะ NVIDIA อยากให้อยู่” 

เมื่อ CoreWeave ได้สัญญามูลค่าสูงขึ้น พวกเขายังคงเลือกที่จะกู้ยืมเงิน ในปี 2023 CoreWeave ทำสัญญากับ Microsoft รายงานระบุว่า Microsoft มีแผนที่จะซื้อบริการคลาวด์ของ CoreWeave ไปจนถึงปี 2030 คิดเป็นมูลค่า 1 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งเพียงพอที่จะดึงดูดให้ Blackstone เข้ามาเป็นผู้นำการจัดหาทุนผ่านการให้เงินกู้ยืมจำนวน 2.3 พันล้านเหรียญในปี 2023 และอีก 7.5 พันล้านเหรียญในปี 2024 “เราพิจารณาตามสัญญา ศักยภาพ และสมรรถนะ ไม่ใช่ฟังจากเรื่องเล่า” Jas Khaira กรรมการผู้จัดการอาวุโสของ Blackstone กล่าว นอกจากนี้ ยังมีกระบวนการตรวจสอบสถานะ (due diligence) ที่สร้างความมั่นใจว่าสัญญาดังกล่าวมีความรัดกุม ขณะที่ลูกค้าเป็นถึง Microsoft ที่ใช่ว่าจะทิ้งกันไปง่ายๆ

    ภายใต้แสงสว่างเย็นตาของศูนย์ข้อมูลที่ Orangeburg รัฐ New York ห่างจาก Midtown Manhattan ไปทางตอนเหนือราว 40 นาที ของที่มีลักษณะคล้ายถุงน้ำเกลือโรงพยาบาลแขวงเรียงรายเป็นแถวตามแนวชั้นวางสีดำที่อัดแน่น เมื่อถึงเวลาจำเป็นถุงแต่ละถุงจะหยดของเหลวสีเขียวนีออนสำหรับระบายความร้อนลงสู่เซิร์ฟเวอร์ที่เต็มไปด้วย GPU เพื่อรักษาอุณหภูมิให้อยู่ในระดับปลอดภัยตลอดเวลา เพื่อสร้างรายได้คืนให้กับ CoreWeave จากจำนวนเงินมหาศาลที่ลงทุนไป

    เซิร์ฟเวอร์เหล่านี้จะสร้างผลตอบแทนได้มากเพียงไรขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 ประการคือความต้องการการประมวลผลของ AI จะมีเกินอุปทานไปอีกนานแค่ไหน และบรรดาบริษัท AI ต้องใช้เวลาเท่าไรจึงจะตามทัน เช่น Microsoft คาดว่าจะต้องทุ่มเงินลงทุนพัฒนาศูนย์ข้อมูลของตนเองมากถึง 8 หมื่นล้านเหรียญในปี 2025 ขณะที่ OpenAI มีรายงานว่า เข้าทำสัญญามูลค่า 3 แสนล้านเหรียญได้ไม่นานกับ Oracle เพื่อส่งมอบสมรรถนะการประมวลผลอันเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นพันธมิตรโครงการ Stargate ที่รับรองโดยประธานาธิบดี Trump ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับอนาคตของสัญญาระหว่าง OpenAI กับ CoreWeave นอกจากยักษ์ใหญ่ประจำตลาดแล้ว CoreWeave ยังต้องแข่งขันกับคู่แข่งในธุรกิจคลาวด์อย่าง Crusoe, Nebius และ Lambda Labs ซึ่งหลายรายมีการทำสัญญากับลูกค้าเทคโนโลยีรายใหญ่ของ CoreWeave ด้วย เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้ใช้บริการจากผู้ให้บริการคลาวด์หลายรายเพื่อลดการพึ่งพาผู้ให้บริการเพียงเจ้าเดียว Paul Golding นักวิเคราะห์จาก Macquarie มองว่า CoreWeave “เผชิญความเสี่ยงทั้งในด้านการต่อสัญญาและการรักษาฐานลูกค้า”

    นอกจากนี้ ยังมีปัญหาหนี้สิน เนื่องจาก CoreWeave ไม่มีแผนที่จะหยุดกู้ยืมเงินโดยใช้ GPU ของตนเองเป็นหลักประกันเลย JPMorgan คาดว่า ปริมาณหนี้สินอาจเพิ่มขึ้นแตะ 3 หมื่นล้านเหรียญภายในเวลา 2 ปี ขณะที่นักวิเคราะห์บางรายแสดงความวิตกกังวลเช่นกัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบริษัทยังคงมีผลขาดทุนสุทธิ (รวม 2.1 พันล้านเหรียญนับตั้งแต่ปี 2023) ในอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้

    ความวิตกกังวลเช่นนี้ Intrator เคยได้ยินและปฏิเสธมาแล้วทั้งนั้น “ก็ผมกำลังกู้เงินจริงๆ” Intrator กล่าวพร้อมแสดงท่าทางตอบโต้คนจาก Wall Street ที่ชิงชังเขาอย่างไม่แยแสขณะเดินทางไปยังสำนักงานของ CoreWeave ที่ Manhattan โดย McBee กล่าวหนุนว่า “ไม่มีความเสี่ยงอะไร” อย่างไม่น่าเชื่อเท่าไรนัก

    พวกเขาอ้างว่า สัญญาแต่ละฉบับของ CoreWeave (ซึ่งมีระยะเวลาเฉลี่ย 4 ปี) มีการตั้งราคาที่ครอบคลุมต้นทุนการส่งมอบงานส่วนใหญ่เอาไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นต้นทุน GPU การสร้างศูนย์ข้อมูล ดอกเบี้ย รวมถึงค่าเสื่อมราคาและค่าบำรุงรักษา หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน CoreWeave จะเหลือกำไรอยู่บ้าง พร้อมกับมูลค่าของ GPU ซึ่ง McBee อธิบายว่า โดยทั่วไปแล้วสัญญาจะมีการวางโครงสร้างให้สามารถทำรายได้ราว 2 เหรียญต่อการชำระคืนหนี้สินทุกๆ 1 เหรียญ แต่แน่นอนว่า CoreWeave ยังคงเผชิญความเสี่ยงจากกระแสนิยม AI กลายเป็นฟองสบู่และแตกลงเสียก่อน ส่งผลให้ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามสัญญา และ CoreWeave จะเหลือเพียงเซิร์ฟเวอร์ที่ว่างเปล่าจำนวนมากกับหนี้สินกองโต

    Tyler Radke นักวิเคราะห์จาก Citi คาดการณ์ว่า CoreWeave อาจจะทำกำไรได้อย่างเร็วที่สุดปี 2026 เวลานี้พวกเขายังคงขาดทุนจากดอกเบี้ยและการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีต้นทุนก่อนเริ่มงานที่สูงมาก “เราคำนึงถึงความเสี่ยงในแบบรอบด้านกว่าเกือบทุกรายในอุตสาหกรรมอยู่แล้ว” Intrator กล่าว

    เขาอาจพูดถูก แต่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือหลายแห่งจัดอันดับหุ้นกู้ล่าสุดของ CoreWeave ในเกรด “Junk” และต่อให้กระแสนิยมจะยังคงอยู่ต่อไป อะไรหลายๆ อย่างอาจทรุดตัวลงอย่างรวดเร็วได้หากบริษัทไม่สามารถสร้างสิ่งที่สัญญาไว้ได้ภายในเวลาตามสัญญา

    เรารู้กันดีว่ามีสิ่งที่เราไม่รู้รออยู่ภายภาคหน้า ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคด้านตัวบทกฎหมาย ความผิดพลาดในการผลิต และการต่อต้านจากคนในพื้นที่ ข้อมูลจาก Data Center Watch แสดงให้เห็นว่า เฉพาะการประท้วงแต่เพียงอย่างเดียวก็ทำให้โครงการศูนย์ข้อมูลต่างๆ คิดเป็นมูลค่ารวมกัน 6.4 หมื่นล้านเหรียญต้องหยุดชะงักหรือชะลอตัว 

    ขณะที่ศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ของ CoreWeave ที่ Lancaster ใน Pennsylvania ซึ่งบริษัททุ่มเงินลงทุนไป 6 พันล้านเหรียญกำลังเผชิญเสียงคัดค้านเช่นกัน Emma Burgess ผู้อาศัยใน Lancaster บอกว่า เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จศูนย์ข้อมูลแห่งนี้น่าจะต้องใช้พลังงานมากกว่าบ้านเรือนทั้งหมดในภูมิภาครวมกันถึง 4 เท่า และไม่นานมานี้ชาวชุมชนซึ่งเป็นที่รู้จักจากประวัติศาสตร์ Amish เพิ่งรวมตัวกันในที่ประชุมสภาเมืองอย่างแน่นขนัดเพื่อแสดงความวิตกกังวล 

    พวกเขาบอกว่า ชุมชนมีโอกาสร่วมในการแสดงความคิดเห็นน้อยเกินไป ตรงกันข้ามกลับมีการใช้ไฟฟ้าและปล่อยมลพิษทั้งทางเสียงและทางอากาศมากเกินไป McBee บอกว่า ในพื้นที่ก่อสร้างยังไม่มีใครออกมาคัดค้าน แต่ “ระหว่างทางมันก็คงต้องมีอะไรเสียหายบ้าง” ศูนย์ข้อมูล AI ของ CoreWeave จำเป็นต้องเปิดทำงานทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง จึงไม่สามารถใช้พลังงานลมหรือพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีความไม่แน่นอนได้ เพราะฉะนั้นตอนนี้ “ก็ต้องใช้แก๊ส เราอยากให้เป็นอย่างนั้น”

    เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมา CoreWeave เข้าซื้อ Weights & Biases บริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ AI ในราคา 1 พันล้านเหรียญ โดยหวังว่าจะขยายฐานลูกค้า ขณะเดียวกันยังมีแผนเข้าซื้อกิจการเจ้าของศูนย์ข้อมูลอย่าง Core Scientific ในราคา 9 พันล้านเหรียญ ซึ่งหากได้รับอนุญาตจากผู้ถือหุ้นและหน่วยงานกำกับดูแลจะทำให้สามารถเพิ่มพลังงานไฟฟ้าตามสัญญาได้อีกราว 1.5 กิกะวัตต์ สูงกว่าพลังงานไฟฟ้าที่ CoreWeave ใช้อยู่ในปัจจุบันถึง 4 เท่า จากนั้นจะเป็นการลงทุนในสตาร์ทอัพ AI ด้วยเงินสดและการอนุญาตให้เข้าถึง GPU

    อย่างไรก็ตามสถานการณ์ยังคงมีความผันผวนหลายด้าน มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของ CoreWeave อาจเปลี่ยนแปลงได้มากถึง 7 หมื่นล้านเหรียญนับตั้งแต่ IPO อย่างทุลักทุเลไปเมื่อเดือนมีนาคมปีที่ผ่านมา ประกอบกับอัตราศุลกากรที่อาจกระทบต่อผลประกอบการได้ ขณะที่ลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของ CoreWeave เพิ่งเข้าทำสัญญาฉบับเบ้อเริ่มกับคู่แข่งที่กำลังรุกพื้นที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว ดังนั้น 

    ความล่าช้าในการจัดหาทั้งเงินทุนและอุปกรณ์อาจทำลาย CoreWeave ได้ตั้งแต่เริ่มต้น แต่ไม่มีอะไรทำให้ Intrator หวั่นไหว เขามั่นใจว่า หนี้สินที่ใช้ GPU เป็นหลักประกันจะให้ผลตอบแทนในที่สุด และช่วยให้บริษัทเติบโตไปพร้อมๆ กับความต้องการสมรรถนะการประมวลผล AI ที่มีอยู่อย่างดุเดือด เมื่อตลาดเฟื่องฟู CoreWeave จะเติบโตโดยได้รับแรงหนุนจากการเดิมพัน โดยอาศัยการพยากรณ์อย่างแม่นยำที่ส่งผลให้บริษัทกลายร่างเป็นยักษ์ใหญ่มูลค่า 5 หมื่นล้านเหรียญภายในเวลา 6 ปี แต่การเดิมพันครั้งสำคัญที่สุดยังต้องฝากไว้กับความหวังที่ว่า ฟองสบู่ AI จะไม่แตก




เรื่อง:  Rashi Shrivastava และ Phoebe Liu เรียบเรียง: รัน-รัน

ภาพ: Guerin Blask 




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ​คนตระกูล Trump มั่งคั่งแค่ไหน?

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ในรูปแบบ e-magazine