Chris Cline เจ้าพ่อเหมืองถ่านหินคนสุดท้าย - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • America
  • World >
  • Chris Cline เจ้าพ่อเหมืองถ่านหินคนสุดท้าย

Chris Cline เจ้าพ่อเหมืองถ่านหินคนสุดท้าย

Forbes Thailand
Forbes Thailand / Admin
16 Mar 2018 | 1:55 pm 1124

หลายคนเชื่อว่าไม่มีอนาคตสำหรับเชื้อเพลิงอย่างถ่านหินแล้ว แต่อภิมหาเศรษฐีอย่าง Chris Cline กลับมีความเชื่อว่าเชื้อเพลิงที่สร้างมลพิษมากที่สุดชนิดนี้ยังคงมีอนาคตที่สดใส และตัวเขาเองกำลังสร้างเหมืองถ่านหินที่จะดำรงอยู่จนเป็นเหมืองแห่งสุดท้าย

Chris Cline ผู้ประกอบธุรกิจเหมืองถ่านหินรายใหญ่ในวัย 59 ปี เป็นตัวอย่างของนายทุนผู้คร่ำครึและไม่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคนหนึ่ง เขาไม่สนใจว่าใครจะชอบเขาหรือไม่ แต่เขารู้ดีว่าถ่านหินสามารถตอบสนองความต้องการเชื้อเพลิง 40% ของทั้งโลกได้

ถึงแม้ว่าปริมาณความต้องการถ่านหินทั่วโลกจะลดลงเนื่องจาก shale gas ได้รับความนิยมมากขึ้น รวมถึงกฎระเบียบในประเทศจีนที่เคร่งครัดมากขึ้นด้วย แต่ข้อมูลขององค์การพลังงานสากล (International Energy Agency) ระบุว่า ความต้องการถ่านหินยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าเมื่อปี 2000 ซึ่งอยู่ที่ 7.2 พันล้านตันต่อปีถึง 50% และ Chris Cline ก็มีจุดขายคือการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งตัวเขาสั่งสมประสบการณ์จากการทำธุรกิจเหมืองถ่านหินของตนเอง เขามีความตั้งใจที่จะเป็นคนสุดท้ายที่ยืนหยัดอยู่ในธุรกิจนี้

Cline ก่อตั้งบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งประกอบธุรกิจเหมืองถ่านหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาอย่าง Foresight Energy และอีกสองปีต่อมาเขาได้ขายกรรมสิทธิ์ส่วนใหญ่ของตัวเองไปในราคาเกือบ 1.4 พันล้านเหรียญ จากนั้นเขาลงทุนด้วยวงเงิน 150 ล้านเหรียญไปกับเหมืองแห่งใหม่ใน Nova Scotia ประเทศแคนาดา ซึ่งจะผลิตถ่านหินที่มีราคาดีอย่าง metallurgical coal ได้ถึง 500 ล้านตันภายในระยะเวลาไม่เกิน 50 ปีข้างหน้า นอกจากนี้เขายังมีใบอนุญาตพัฒนาเหมือง Vista ในแคนาดาตะวันตกซึ่งมีปริมาณถ่านหิน 1.7 พันล้านตัน


ต้นตระกูลผู้เป็นคนงานเหมืองใต้ดิน: พ่อของ Cline ใน Appalachi

“คุณต้องไม่เชื่อแน่ๆ เลยว่าผมเริ่มต้นจากจุดไหน” เขากล่าวอย่างหวนระลึกถึงอดีต Paul พ่อของ Cline เป็นผู้รับเหมาทำเหมืองใน Beckley, West Virginia เขารับทำกิจการเหมืองให้กับผู้มีฐานะเพื่อแลกกับส่วนแบ่งของถ่านหินที่ทีมงานของเขาขุดขึ้นมาได้ เมื่อ Cline อายุ 6 ขวบ พ่อให้เงินเขา 1 เพนนีสำหรับการบรรจุดินลงถุงเล็กๆ แต่ละถุงซึ่งจะนำไปใช้ประกอบระเบิดชั้นถ่านหิน
Cline เริ่มทำงานที่เหมืองใต้ดินตั้งแต่อายุ 15 ปี คนงานเหมืองจะพาเขาไปซ่อนตัวเมื่อมีผู้ตรวจสอบมาที่เหมือง เมื่อเติบโตขึ้น Cline มองตัวเองว่ามีฐานะยากจนหรือไม่ เขาตอบว่า ผมจนกรอบเลยล่ะ”
ที่เหมืองใต้ดิน เครื่องจักรสำหรับงานเหมืองกำลัง 1,000 แรงม้า ตัดเจาะพื้นผิวถ่านหินด้วยอุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายคีมซึ่งหมุนได้ เครื่องใส่สลักตอกท่อนเหล็กเข้าไปในเพดานเพื่อยึดหินด้านบนให้อยู่กับที่ Cline มองออกตั้งแต่แรกแล้วว่าเขาสามารถผลิตถ่านหินได้ปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างมากหากมีเครื่องมือที่ใช้งานได้ดี ความสามารถในการผลิตและกำไรที่ได้สัมพันธ์แนบแน่นกับช่วงเวลาในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของเครื่องจักร หากเครื่องจักรสำคัญชำรุดและต้องการอะไหล่มาเปลี่ยนทดแทน Cline จะส่งเครื่องบินเจ็ทของเขาไปจัดหาอะไหล่มาจากที่ใดก็ได้ในทวีปนี้  มันเป็นหลักการง่ายๆ โดยทุกนาทีที่คนงานของเขาหยุดการขุดถ่านหิน นั่นหมายถึงรายได้หลายร้อยเหรียญที่สูญเสียไป

เหมืองของ Foresight Energy ใน Illinois ถ่ายเมื่อปี 2010 (Photo Credit: Andrew Harrer/Bloomberg)
ในปี 1980 เมื่อ Cline อายุ 22 ปี พ่อของเขาต้องเข้ารับการผ่าตัดต่อเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจ หุ้นส่วนของพ่อเสนอเงินจำนวน 50,000 เหรียญ เพื่อแลกกับการซื้อหุ้นทั้งหมดของพ่อคืน พ่อของผมกำลังจะตกลง” แต่ Cline มีความมั่นใจเต็มที่ว่าตัวเขาจะเป็นบุคคลที่สามารถทำงานหนักมากที่สุดและทำงานอย่างชาญฉลาดที่สุดได้ ผมพูดว่า ทำไมเราไม่ซื้อหุ้นคืนจากเขาแทนล่ะ’” 
และในที่สุดสองพ่อลูกก็ได้ซื้อหุ้นทั้งหมดคืนด้วยเงินที่หยิบยืมมา สองสัปดาห์แรก Cline ทำงานหนักถึง 16 ชั่วโมงต่อวัน กว่าเขาจะเลิกงานพระอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าแล้วเขาทำทุกวิถีทางเพื่อหาเงินมาชำระหนี้ และจะทุ่มทุนเพิ่มอีกสองเท่าหลังจากทุกความสำเร็จที่ได้รับ ในยุคแรกๆ ความสำเร็จครั้งใหญ่ของเขามาจาก Pioneer Fuel ซึ่งเป็นเหมืองที่เขาซื้อมาในราคา 1 ล้านเหรียญและขายต่อไปในราคา 17 ล้านเหรียญ
อุตสาหกรรมถ่านหินจ้องตาไม่กะพริบเมื่อ EPA ออกมาตรการปราบปรามการปล่อยสารที่เป็นตัวการของฝนกรดอย่างซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 วิธีการที่รวดเร็วที่สุดซึ่งบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าต่างๆ สามารถทำได้เพื่อเป็นการปฏิบัติตามข้อบังคับดังกล่าวก็คือการหยุดซื้อถ่านหินที่มีปริมาณซัลเฟอร์สูง (เช่น จาก Illinois) แล้วหันไปซื้อถ่านหินที่มีปริมาณซัลเฟอร์ต่ำกว่า (เช่น จาก Wyoming) ผู้ครอบครองแหล่งถ่านหินสำรองที่มีปริมาณซัลเฟอร์สูงซึ่งอยู่ในภาวะตื่นตกใจต่างก็ยอมปล่อยให้สัญญาของตนขาดอายุและผละหนีไป

ตู้ล็อกเกอร์ที่ว่างเปล่า: Cline หวังว่าจะสร้างตำแหน่งงานในเหมือง 200 ตำแหน่งขึ้นในเมืองที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำอย่าง Nova Scotia แต่หลังจากที่มีการเลิกจ้าง ปัจจุบันนี้ในเหมือง Donkin มีคนงานเหลือเพียง 81 คนเท่านั้น
Cline ใช้ Foresight Energy ที่เขาตั้งขึ้นใหม่ เริ่มต้นสะสมเหมืองที่มีปริมาณสำรองถ่านหินที่มีปริมาณซัลเฟอร์สูงรวมจำนวน 3 พันล้านตันใน Illinois ในราคาไม่ถึง 30 เซนต์ต่อตัน โดยถ่านหินบางส่วนนี้มาจากบริษัทอย่าง ExxonMobil แล้ว Cline รู้อะไรที่คนอื่นไม่รู้หรือ เขามีความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี และมีนวัตกรรมที่ใช้ในโรงไฟฟ้าเป็นตัวเสริม อย่างเช่นระบบดักจับเขม่าควันซึ่งสามารถดักจับสารพิษก่อนที่ควันจะลอยขึ้นไปยังปล่องควัน ซึ่งทำให้โรงไฟฟ้าสามารถใช้ถ่านหินที่มีปริมาณซัลเฟอร์สูงเป็นเชื้อเพลิงได้อย่างถูกต้องชอบธรรม
หลังจากนั้น Cline ยังพยายามหาการลงทุนใหม่ๆ เขาบินไปที่ Nova Scotia เพื่อสำรวจเหมืองสำรองทางฝั่งตะวันออกสุดของแหลม Cape Breton ในเมือง Donkin เขารู้สึกพึงพอใจเมื่อพบว่าชั้นถ่านหินมีความหนาถึง 12 ฟุต และเป็นถ่านหินที่ให้พลังงานสูงโดยให้ความร้อนสูงถึง 14,000 บีทียูต่อตัน และสามารถเปลี่ยนเป็นถ่านโค้กซึ่งมีมูลค่าสูงสำหรับอุตสาหกรรมผลิตเหล็กได้อย่างง่ายดาย Cline ได้ซื้อกรรมสิทธิ์ 75% ในเหมืองดังกล่าวในปี 2014 ในราคาประมาณ 20 ล้านเหรียญ (เขาคว้ากรรมสิทธิ์ส่วนที่เหลืออีก 25% มาครองในปีต่อมา)
Ernie Thrasher ซึ่งเป็นหุ้นส่วนด้านโลจิสติกส์ของ Cline กล่าวว่า คำกล่าวที่สั้นและง่ายที่สุดซึ่งสามารถสรุปความเป็นตัวตนของ Cline ได้ก็คือ Cline มองเห็นค่าในสิ่งที่คนอื่นมองข้ามไป”
Cline รู้สึกประหลาดใจที่คนส่วนใหญ่มีความเข้าใจผิดๆ ว่าจุดจบของถ่านหินมาถึงแล้ว ถึงแม้ว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินจะปิดตัวลงอย่างต่อเนื่อง และปริมาณผลผลิตถ่านหินของสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 700 ล้านตันต่อปีจะลดลง 30% จากช่วงที่มีปริมาณผลผลิตมากที่สุด แต่สหรัฐฯ เองก็ยังคงต้องใช้ถ่านหินในการผลิตกระแสไฟฟ้ามากถึง 30% เปรียบเทียบกับพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งมีการใช้งานรวมกันเพียงแค่ 7%
ปริมาณความต้องการถ่านหินทั่วโลกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นไปได้ว่า (แต่ไม่ใช่เป็นที่แน่นอนว่า) ปริมาณความต้องการถ่านหินจะเพิ่มขึ้นถึงจุดสูงสุดในช่วงกลางทศวรรษ 2020 
นโยบายและเทคโนโลยีเป็นเหมือนตัวชี้ชะตา Paul McConnell จาก Wood Mackenzie บริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงานคาดการณ์ว่าความก้าวหน้าในเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ บวกกับภาษีคาร์บอนที่มีการจัดเก็บทั่วโลกมีแนวโน้มทำให้ปริมาณความต้องการถ่านหินลดลง 8% ต่อปี
สำหรับจุดจบของถ่านหิน ซึ่งถ้าหากว่ามีอยู่จริงๆ ก็คงอีกนานกว่าที่จะเกิดขึ้นและจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป Cline ตั้งเป้าหมายให้โครงการต่อไปใน Alberta ของเขาเป็นหนึ่งในเหมืองที่อยู่รอดได้ เขาได้กรรมสิทธิ์ในเหมืองที่ Vista โดยผ่านการเข้าครอบครองกิจการ Coldspur ในราคาประมาณ 75 ล้านเหรียญ 
ชั้นถ่านหินที่ Vista มีความหนา 70 ฟุตจากพื้นผิว ดังนั้น Cline จะสร้าง Vista ให้เป็นเหมืองแบบเปิดแล้วค่อยทำการขุดเจาะลงไปใต้ดินเพื่อตักตวงประโยชน์จากถ่านหินปริมาณ 1.7 พันล้านตันในที่สุด ผมคิดว่า (Vista) จะเป็นเหมืองแห่งสุดท้ายที่ดำเนินงานอยู่หลังจากที่เหมืองถ่านหินทุกแห่งในโลกต้องปิดตัวลง” Cline กล่าว
เรื่อง: CHRISTOPHER HELMAN 
เรียบเรียง: ริศา
ช่างภาพ: Jamel Toppin 
BACK TO TOP