มนุษย์ทองคำรุ่นใหม่แห่ง Wall Street - Forbes Thailand

มนุษย์ทองคำรุ่นใหม่แห่ง Wall Street

FORBES THAILAND / ADMIN
10 Oct 2016 | 02:27 PM
READ 1643

ในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา เมื่อสิ้นสุดวิกฤตแต่ละครั้ง บอสใหญ่แห่ง Blackstone ลงเอยด้วยการเป็นผู้ชนะทุกครั้งไป แต่การเดินทางของเขาเพิ่งเริ่มต้น หลังจากสร้างทรัพย์สินแล้วกว่า 3.2 หมื่นล้านเหรียญ พบกับคมความคิดของเจ้ายุทธจักรตลาด Stephen Schwarzman

เดือนมีนาคม 2015 Stephen Schwarzman ได้รับโทรศัพท์จาก Jimmy Lee รองประธานบริษัท JP Morgan หนึ่งในโบรกเกอร์รายใหญ่ผู้ที่เสียชีวิตในอีกสามเดือนถัดมา ระหว่างช่วย General Electricกำจัด อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์มูลค่า 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่ค้างอยู่ในงบดุลบริษัท Jeffrey Immelt บอสใหญ่ของ GE ไม่ค่อยสบายใจนักกับธุรกิจบริการ ทางการเงินขนาดใหญ่ที่ Jack Welch ประธานบริษัทคนก่อนปลุกปั้นขึ้นมาในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี2008 ซึ่งตลาดสินเชื่อที่ถูกแช่แข็ง (สภาวะทีไม่มีการอนุมัติสินเชื่อใหม่หรือเข้มงวดการให้สินเชื่อ) ทำให้ตราสารพาณิชย์ (Commercial paper) ของ GE มูลค่า 10.1 แสนล้านเหรียญ ตกอยู่ในสภาวะคลอนแคลน และสร้างความสั่นสะเทือนให้กลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งนี้

Lee บอกกับ Schwarzman ว่า Immelt ต้องการใช้อสังหาริมทรัพย์เป็นหลักในแผนการสร้างอาณาจักรธุรกิจอายุ 123 ปี ขึ้นใหม่ปัญหาอยู่ที่การหาผู้ซื้อเพียงรายเดียวที่จะมาเป็นเจ้าของพอร์ตที่มีทรัพย์สินตั้งแต่โกดังสินค้าในเม็กซิโก อาคารสำนักงานในปารีสไปจนถึงสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ในออสเตรเลีย โดยอสังหาริมทรัพย์และสินเชื่อมูลค่าหลายพันล้านเหรียญเหล่านี้กระจายอยู่ในหกประเทศและมีความเสี่ยงทุกรูปแบบ LeeImmelt และ Keith Sherin บอสใหญ่แห่ง GE Capital รู้ดีว่า Blackstone Group เป็นบริษัทเดียวที่มีคุณสมบัติครบทั้งสามประการ ได้แก่ การเป็นบริษัทข้ามชาติทำให้มีความเข้าใจในสินทรัพย์ทุกประเภท มีทรัพยากรที่จะทำให้บรรลุข้อตกลงโดยเร็ว และมีเงินมากพอที่จะครอบครองทรัพย์สินทั้งก้อน

Jonathan Gray หัวหน้าฝ่ายอสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศของ Blackstone ได้รับการติดต่อเป็นคนแรก เขารีบไปเยือนอาคาร 30 Rockefeller Center ของ GE ใน Manhattan ที่นั่น Sherin ให้เขาได้เยี่ยมชมอาคารเป็นเวลาสามสัปดาห์ซึ่งนับว่าสั้นมากเมื่อเทียบกับขนาดของอสังหาริมทรัพย์แห่งนี้ แต่ก็เป็นโอกาสยอดเยี่ยมที่ Gray ตอบรับข้อเสนอ แต่ยังไม่ทันออกจากลิฟต์ด้วยซ้ำ เขากับกองทัพผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์จาก Blackstone อีกร้อยชีวิตก็ตบเท้าสำรวจตรวจสอบทรัพย์สินของ GE Capital ทุกตารางนิ้วสี่สัปดาห์ต่อมา ในวันที่ 10 เมษายน Immelt ประกาศซื้อสินทรัพย์ของ GE มูลค่า 1.4 หมื่นล้านเหรียญ โดยที่ Wells Fargo รับซื้อสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์มูลค่า 9 พันล้านเหรียญ

สำหรับ Immelt แล้ว Blackstone คือพระเอกขี่ม้าขาวและราคาหุ้นที่วิ่งช้าเป็นเต่าคลานของ GE พุ่งขึ้น11% รับข่าวดีนี้ สำหรับ Blackstone เองข้อตกลงนี้ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ บริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งนี้มีข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่งในตลาดทำให้สามารถกำหนดเงื่อนไขและราคาที่ถูกกว่าข้อเสนอเดิม

“สำหรับเรานี่เป็นข้อตกลงที่ยอดเยี่ยม” Schwarzman กล่าว “ไม่มีใครในโลกนี้อีกแล้วที่จะพร้อมซื้อทั้งสินทรัพย์และสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ระดับโลกเช่นนี้” จริงทีเดียวผลงานซื้อขายของ Blackstone ในปี 2015 ซึ่งดำเนินการอย่างไร้ที่ติ บอกให้โลกได้รู้ว่าบรรดานายธนาคารที่ JP Morgan และ Goldman Sachs ซึ่งเคยถูกยกให้เป็นนักการเงินระดับเซียนมาหลายทศวรรษนั้น ไม่ใช่เจ้าแห่ง Wall Street อีกต่อไป ผู้ที่แข็งแกร่งกว่ากลายเป็นบรรดาบริษัทกองทุนไพรเวทอิควิตี้ซึ่งผงาดขึ้นครองความเป็นเจ้าสังเวียน โดยมี Blackstone นำขบวน ถึงตอนนี้ Schwarzman ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Blackstone กลายเป็นนายธนาคารที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

Schwarzman นั้นได้รับเงินปันผลและกำไรมูลค่า 8 ร้อยล้านเหรียญจากปี 2015 เข้ากระเป๋าอย่างมีความสุข มากกว่ารายได้ 23 ล้านเหรียญของ Lloyd Blankfein บอสใหญ่ของ Goldman Sachs ถึง 34 เท่าตัว และเกือบ 30 เท่าตัว ของรายได้ที่ Jamie Dimon ซีอีโอของ JPMorgan Chase ทำได้ คือ 27 ล้านเหรียญ ด้านทรัพย์สินสุทธิของ Schwarzman อยู่ที่ 1.02 หมื่นล้านเหรียญทำให้เขาเป็นหนึ่งในห้าของมหาเศรษฐีจาก Blackstone ไม่มีบริษัทไหนใน Wall Street สามารถผลิตมหาเศรษฐีได้มากเท่านี้ในประวัติศาสตร์ตลอดแปดปีที่ผ่านมา

รอยเท้าและอิทธิพลของ Blackstone ภายใต้การนำของ Schwarzman นั้นจะบอกว่าน่าพิศวงก็ยังน้อยไป นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินสินทรัพย์ของ Blackstone มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเกือบสี่เท่า กว่า 85% ของพนักงาน 2,070คน เข้าทำงานตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมาและบริษัทได้ออกผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย Blackstone ถือหุ้นส่วนใหญ่ใน 92 บริษัทตั้งแต่โรงแรม Hilton และร้านจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับงานประดิษฐ์ Michaels Stores ไปจนถึงแบรนด์ดังอย่าง Versace และกล้อง Leica Camera บริษัทยังเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์อีกหลายพันแห่ง

และไม่มีเหตุการณ์ไหนจะสร้างความแข็งแกร่งแก่ Blackstone ใน Wall Street ได้มากไปกว่าวิกฤตการเงินปี 2008 จุดอ่อนของการบริหารกองทุนไพรเวทอิควิตี้หรือกองทุนบริหารความเสี่ยงมักอยู่ที่การขาดความแน่นอนในโครงสร้างเงินทุนบริษัทระดมทุน ได้กำไรจากค่าธรรมเนียมจากนั้นจึงถูกบังคับให้ยุติบทบาทและปิดกองทุนโดยมากภายใน 7 ปี

ดังนั้นในช่วงก่อนวิกฤตการณ์การเงินและการล่มสลายของตลาดหุ้น Schwarzman ตัดสินใจเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนถาวรของ Blackstone ผ่านการเสนอขายหุ้นไอพีโอ ในวันที่ 21 มิถุนายน ปี 2007 Blackstone สามารถระดมทุนได้ 4.1 พันล้านเหรียญ ได้รับการประเมินมูลค่าบริษัทที่ 3.36 พันล้านเหรียญ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Fund) ของจีนต้องการมีส่วนในข้อตกลงนี้อย่างมาก จึงลงทุนเป็นเงิน 3 พันล้านเหรียญ ก่อนการเสนอขายไอพีโอ อีกทั้งยังตกลงที่จะสละสิทธิ์การลงคะแนนในฐานะผู้ถือหุ้น Schwarzman ถือหุ้น 23% และขายหุ้นมูลค่า 493 ล้านเหรียญ ขณะที่ Peterson ซึ่งกำลังเตรียมตัวเกษียณ ขายหุ้นทั้งหมดเป็นเงิน 1.9 พันล้านเหรียญ

แรงผลักของ Schwarzman นั้นไม่เคยเหือดหาย ในวัย 69 เขานอนคืนละห้าชั่วโมงและเดินทางอยู่เสมอเพื่อพบปะลูกค้าใหม่ๆ พูดคุยกับนักลงทุนของบริษัท และให้คำปรึกษาแก่ทูตานุทูตและผู้นำประเทศ เขาไม่เคยขาดประชุมบริษัทในวันจันทร์ ซึ่งบรรดาหัวหน้าฝ่ายจะบอกเล่าความเคลื่อนไหวล่าสุดของธุรกิจให้เขาฟัง บริษัทยังพัฒนาแอพฯ บน iPad สำหรับ Schwarzman และผู้บริหารคนอื่นๆ ที่ต้องการข่าวสารเกี่ยวกับข้อตกลงต่างๆ ของบริษัทแบบ “real-time” ขณะที่วันครบรอบวันเกิด 70 ปี กำลังใกล้เข้ามา Schwarzman ยืนกรานว่าเขายังไม่ไปไหน

“ไม่ต้องคิดว่าผมจะเกษียณหรอก มันไม่ใช่ธรรมชาติผม” เขากล่าว พร้อมสำทับว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องของ ‘ผู้ยิ่งใหญ่’ อะไร” โดยหมายถึงการที่ Blackstone มีคนเก่งๆ อยู่มากมาย ในปี 2002 Schwarzman ได้ Hamilton “Tony” James อดีตนายธนาคารระดับสูงของ Donaldson และ Lufkin & Jenrette มาช่วยดูแลธุรกิจ เขาได้ Gray มาช่วยงานด้านอสังหาริมทรัพย์ Gray ผู้นี้เองที่ Schwarzman น่าจะกำลังปั้นให้เป็นทายาทรับช่วงต่อ หลังจากรับเขาเข้าทำงานตั้งแต่เป็นบัณฑิตสดๆ ร้อนๆ จากมหาวิทยาลัย Pennsylvania เมื่อปี 1992 Gray สร้างผลกำไร 60% ให้กับ Blackstone และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริษัทเคียงข้าง Schwarzman, James และ Tom Hill ผู้บริหารกองทุนวัย 67 ปี Bennett Goodmanผู้ร่วมก่อตั้ง GSO Capital ได้รับข้อเสนอจูงใจมูลค่า 200 ล้านเหรียญและตำแหน่งคณะกรรมการในปีที่ผ่านมา

Blackstone ซื้อศูนย์แสดงสัตว์น้ำ Seaworld จาก Anheuser-Busch ที่ราคา 2.3 พันล้านเหรียญเมื่อปี 2009

ซึ่งแม้จะมีกรณีถูกวิจารณ์เรื่องการดูแลปลาวาฬ แต่ Blackstone ก็ได้กำไรก้อนใหญจากการขายหุ้นไอพีโอในปี 2013

ถ้าจะมีอะไรที่เป็นจุดด่างพร้อยในผลงานอันสวยหรูของ Schwarzman ก็เห็นจะเป็นราคาหุ้นของ Blackstone แม้ตลอดสามปีที่ผ่านมา ราคาหุ้นจะให้ผลตอบแทนที่ 63% แต่ก็ยังซื้อขายกันที่ราคาต่ำกว่า IPO และถูกกว่าราคาหุ้นของผู้จัดการกองทุนรายอื่นๆ อยู่มาก ผู้ถือหุ้นไม่ชอบความผันผวน และรายได้ของ Blackstone ก็ขึ้นอยู่กับจังหวะการขายสินทรัพย์และการคำนวณมูลค่าทรัพย์สินสุทธิให้สะท้อนราคาตลาดที่เป็นธรรม (mark-to-market Adjustment) ในระยะ 12 เดือน จนถึง 31 มีนาคม ที่ Blackstone ทำเงินได้สุทธิ 899 ล้านเหรียญ ลดฮวบ 83% จาก 5.2 พันล้านเหรียญในช่วงปีก่อนหน้าไตรมาสแรก มูลค่าหุ้นของ Blackstone ลดลง 1.6 พันล้านเหรียญ ท่ามกลางความผันผวนรุนแรงในตลาดตราสารทุนและสินเชื่อซึ่งผูกติดกับราคาน้ำมันและนโยบายของธนาคารกลางถึงจะอาศัยแนวทางการลงทุน “ซื้อและถือ” เช่นเดียวกับ Warren Buffet และ Jack Bogle แต่ Schwarzman อาจได้ค้นพบวิธีแก้ปัญหาความผันผวนของรายได้ไม่นานมานี้ Blackstone ได้นำเสนอกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นกองทุนแบบ “coreplus” ซึ่งหลักๆ แล้วก็คือเครื่องมือการลงทุนที่เป็นกองทุนเปิดที่ใช้เงินกู้ยืมต่ำมีระยะเวลาถือนานกว่า และให้ผลตอบแทนต่ำกว่า

นอกจากนี้กองทุนประเภทนี้ยังมีแนวโน้มจะล็อกเงินทุนไม่ให้ไหลออกด้วยกองทุน Core-plus เป็นหนทางให้ Blackstone ได้ฉกฉวยโอกาสจากความต้องการ “ผลตอบแทนที่ปลอดภัย” ของลูกค้าที่มีอยู่มหาศาลและเพิ่มขึ้นทุกขณะกองทุนดังกล่าวนี้ต่างจากกองทุนไพรเวทอิควิตี้แบบดั้งเดิม เพราะมีการเก็บค่าธรรมเนียมที่ 1% และ10% และไม่ต้องคาดหวังว่า Blackstone จะ “ปรับเปลี่ยน” หรือ “ขาย” สินทรัพย์

บางทีนวัตกรรมการเงินล่าสุดที่ว่านี้ ซึ่ง Schwarzman คิดว่าจะมีมูลค่าถึง 1 แสนล้านเหรียญ ในอีก 10 ปี อาจช่วยให้รายได้ของบริษัทไม่สะดุด และช่วยให้ Schwarzman ได้สถานะที่เขาคิดว่าสมควรได้เทียบเคียงกับผู้ยิ่งใหญ่ทางการเงินคนอื่นๆ “กองทุนแบบดั้งเดิม เป็นอะไรที่น่าเบื่อเพราะคุณระดมเงินลงทุนไปกับมัน แล้วก็ต้องขายทิ้งและคืนสินทรัพย์ไป” Tony James ประธาน Blackstone กล่าว “จุดแข็งของธุรกิจนี้คือการได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์ตลอดไป”


อ่านเพิ่มเติม กูรูการเงินแห่ง Wall Street ลำดับที่ 1-40

กูรูการเงินแห่ง Wall Street ลำดับที่ 1-10

กูรูการเงินแห่ง Wall Street ลำดับที่ 11-20

กูรูการเงินแห่ง Wall Street ลำดับที่ 21-30

กูรูการเงินแห่ง Wall Street ลำดับที่ 31-40


คลิ๊กอ่านฉบับเต็ม "มนุษย์ทองคำรุ่นใหม่แห่ง wall street" ฉบับเต็ม ได้ที่ Fobes Thailand Magazine ฉบับ AUGUST 2016