หากอยากทำเงินในตลาด "คริปโต" จงสงสัยทุกอย่างแบบสตาร์ทอัพ Multicoin Capital - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • America
  • World >
  • หากอยากทำเงินในตลาด “คริปโต” จงสงสัยทุกอย่างแบบสตาร์ทอัพ Multicoin Capital

หากอยากทำเงินในตลาด “คริปโต” จงสงสัยทุกอย่างแบบสตาร์ทอัพ Multicoin Capital

Forbes Thailand / Admin
01 Jul 2020 | 9:00 am 1268

อยากทำเงินในตลาด “คริปโต” ที่บ้าคลั่ง เข้าใจยาก และด้อยประสิทธิภาพใช่ไหม คุณต้องเริ่มจากการท้าทายในข้อสันนิษฐานทุกอย่าง ข่าวทุกชิ้น และภูมิปัญญาทุกเรื่องในสื่อโซเชียล

คาเฟ่สุดชิคแห่งหนึ่งใน Manhattan ที่ขายน้ำสับปะรดกับแครอตสกัดเย็นแก้วละ 9 เหรียญสหรัฐฯ สองผู้ก่อตั้งวัย 29 ปีของบริษัทจัดการเงินลงทุนที่ลงทุนในสกุลเงิน “คริปโต” Multicoin Capital นั่งข้างกัน และช่วยกันไล่รายชื่อสกุลเงินดิจิทัลที่พวกเขากำลังขายชอร์ต และพวกเขาก็เตรียมจะทำเงินหลายล้าน ถ้ามูลค่าของสกุลเงินเสมือนจริงเหล่านี้ตกฮวบ

อีกสองปีข้างหน้าค่าของ zcash จะลดเหลือศูนย์Kyle Samani กล่าวถึงสกุลเงินคริปโตอายุ 3 ปีที่เน้นจุดเด่นเรื่องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน ซึ่งขณะนี้ zcash ซื้อขายกันอยู่ที่ 66 เหรียญ

ผลการวิจัยชี้ว่า มีผู้ใช้งาน zcash แค่ไม่กี่รายที่ใช้ประโยชน์จากฟีเจอร์หลักด้านความเป็นส่วนตัวของสกุลเงินนี้ และที่แย่กว่านั้นคือ แพลตฟอร์มสกุลเงินคริปโตอื่นๆ อย่าง ethereum ก็กำลังเลียนแบบเทคโนโลยีความเป็นส่วนตัวของ zcash แต่โฆษกของ zcash แย้งว่าถ้าคุณต้องการสื่อกลางแลกเปลี่ยนที่เน้นความเป็นส่วนตัว ก็ไม่มีใครทำได้เหมือนเรา

ส่วน Tushar Jain ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทกับ Samani ก็กระตือรือร้นอยากชี้ให้เห็นสกุลเงินคริปโตยอดนิยมอีกสกุลหนึ่งที่ทั้งคู่คิดว่าไร้ค่าเราขายชอร์ต XRP มาพักหนึ่งแล้วเขาเล่า เงินสกุลนี้ใช้โดยบริษัท Ripple แห่งเมือง San Francisco เพื่อเร่งการทำธุรกรรมระหว่างธนาคารให้เร็วขึ้น

ในสำนักงานที่มองเห็นวิวทะเลสาบ Lady Bird แห่งเมือง Austin รัฐ Texas พวกเขาบริหารกองทุนคริปโตเฮดจ์ฟันด์ มูลค่า 100 ล้านเหรียญ ที่หนุนหลังโดยเหล่านักร่วมลงทุน ซึ่งรวมทั้ง Marc Andreessen และ Union Square Ventures ของ Fred Wilson Multicoin ที่เน้นวางเดิมพันทั้งระยะยาวและระยะสั้นในสกุลเงินคริปโต 11 สกุลที่ซื้อขายกันในตลาด และยังถือหุ้นในสตาร์ทอัพเอกชน

ด้านคริปโตอีก 20 แห่งสำหรับตลาดคริปโตซึ่งไม่ได้บังคับเรื่องการเปิดเผยข้อมูล และกระแสความตื่นเต้นกับแรงเคลื่อนไหวมีบทบาทต่อการตั้งราคามากกว่าตลาดอื่น ทั้งคู่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกับผลการวิจัยจากกลุ่มคนจำนวนมากมาเป็นข้อมูลในการซื้อขาย และจุดสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดที่ทำให้ Samani กับ Jain ประสบความสำเร็จก็คือ พวกเขาตั้งข้อสงสัยข้อมูลทุกชิ้นที่ได้รับ

ในวงการคริปโต เรื่องแบบนี้มีความคล้ายศาสนาอยู่บ้าง คนอื่นจะชอบบอกคุณว่าจงเชื่อๆๆตลอดไป Samani กล่าวแต่เราไม่เคยเชื่อโดยไม่ตั้งคำถามว่า สิ่งที่คนอื่นพูดกันมาน่ะจริงไหม

แนวทางขี้ระแวงเช่นนี้เองที่ทำให้บริษัทเป็นผู้ชนะรายใหญ่ ซึ่งผู้ที่คุ้นเคยกับผลประกอบการของ Multicoin กล่าวว่า กองทุนของที่นี่สร้างผลตอบแทนได้ 143% ก่อนหักค่าธรรมเนียมในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

Jain เกิดที่ประเทศอินเดีย และโตในย่าน Astoria ในเขต Queens พ่อแม่ของเขามีร้านเสื้อผ้าอยู่ในย่าน Lower East Side ของ Manhattan ส่วน Samani โตมาในย่านคนฐานะดีในเมือง Austin ทั้งสองพบกันเมื่อปี 2008 ที่ NYU ซึ่งพวกเขาไปเรียนด้านการเงินและกลายเป็นเพื่อนสนิทกันแม้บุคลิกจะต่างกันอย่างมาก

Wilson พูดถึง Samani ซึ่งเป็นขาลุยว่าบางทีก็ชอบโต้เถียงและห้าวไปหน่อยส่วน Jain นั้นสงวนท่าทีและเงียบขรึม

เมื่อทั้งสองเรียนจบในปี 2012 พวกเขาไปทำงานที่บริษัทด้านงานเวชระเบียนของพ่อ Samani แต่ในที่สุดก็ออกมาตั้งสตาร์ทอัพกันเอง โดย Samani ทำแอปให้ Google Glass ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนทำธุรกิจอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ใช้สวมใส่และมีแนวโน้มว่าจะไปไม่รอด

ส่วน Jain ทำธุรกิจข้อมูลที่ช่วยแพทย์ค้นหาผู้ป่วยมาเข้าโครงการทดลองด้านการแพทย์ แต่เมื่อถึงช่วงกลางปี 2016 ทั้งสองก็หันมามุ่งเรียนรู้เรื่องบล็อกเชน แล้วร่วมกันเปิดบริษัท Multicoin เมื่อเดือนพฤษภาคม 2017

จากนั้นการซื้อสินทรัพย์อย่างบ้าระห่ำก็เริ่มขึ้น พวกเขาระดมทุน 2.5 ล้านเหรียญจากนักลงทุนกลุ่มแรกได้เกือบจะทันที และสินทรัพย์ในพอร์ตของพวกเขาซึ่งเต็มไปด้วยเงินคริปโตที่ประสบความสำเร็จมากอย่าง ether, “0x” และ factom ก็เพิ่มเป็นเท่าตัวภายในสิ้นปี 2017

นอกจากส่งเสียงผ่านสื่อโซเชียล (ตอนนี้ Samani มีผู้ติดตาม 36,000 คนใน Twitter) ทั้งคู่ก็เริ่มเขียนบทความเชิงเทคนิค ซึ่งรวมถึงบทความที่เล่าโดยละเอียดว่า ทำไมสกุลเงินคริปโตที่ออกแบบมาเพื่อจ่ายค่าผลิตภัณฑ์บางอย่างโดยเฉพาะจึงไม่น่าลงทุน

บางทีก็มีคนเขียนตอบมาเป็นเรียงความยาวพันคำเลย” Jain เล่าถึงเสียงสะท้อนจากคนในวงการที่เขียนตอบโพสต์ของพวกเขาเรามีทีมที่ทำงานเต็มเวลา 14 คน แต่บางทีก็รู้สึกเหมือนเป็นทีมนักลงทุน 50 คน

บล็อกโพสต์ของ Multicoin ยังทำหน้าที่เป็นโฆษณาเรียกนักลงทุนรายใหม่ และผู้ประกอบการที่อยากระดมทุนด้วย เมื่อนับจนถึงเดือนกรกฎาคม 2018 Multicoin ระดมทุนได้รวม 70 ล้านเหรียญจาก David Sacks (หนึ่งในสมาชิกกลุ่ม “PayPal Mafia”) Wilson และนักลงทุนรายอื่นๆ แม้ปีนั้นจะเป็นปีที่แย่มากสำหรับสกุลเงินคริปโต โดยบิตคอยน์มูลค่าตกถึง 74% แต่ Multicoin หยุดการขาดทุนไว้ได้ที่ 33% เนื่องจากขายชอร์ต litecoin, XRP และ ethereum classic ได้สำเร็จ

ในเดือนเมษายน 2019 Multicoin วางเดิมพันอย่างใจกล้าที่สุดด้วยการลงทุนเกือบ 15% ในพอร์ตของบริษัทไปกับ Binance ตลาดซื้อขายสกุลเงินคริปโตรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของโลก แม้นักลงทุนหลายรายจะหลีกเลี่ยงสกุลเงินของ Binance เพราะบริษัทนี้ต่างจาก Coinbase ตรงที่ Changpeng Zhao ซีอีโอของ Binance ขึ้นชื่อเรื่องการเลี่ยงกฎข้อบังคับ และหลบกฎหมายป้องกันการฟอกเงินของสหรัฐฯ

สองผู้ก่อตั้ง Multicoin ประทับใจในนวัตกรรมของ Binance ซึ่งรวมถึงการซื้อขายสกุลเงินที่ผู้ใช้งานดำเนินการได้เองโดยไม่ต้องผ่านคนกลาง และบริษัทจากเอเชียแห่งนี้ก็มีส่วนแบ่งด้านการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในหมู่ตลาดซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล

เมื่อมิถุนายน 2019 หลังจาก Binance ประกาศว่า การแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างๆ จะปฏิบัติตามกฎหมายของสหรัฐฯ สกุลเงินของบริษัทมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 40 เหรียญ และ Multicoin ก็ได้กำไร 8 เท่า

Jain และ Samani ยังเชื่อมั่นมากว่า บิตคอยน์จะทำกำไรได้ดี พวกเขาจับตาดูจำนวนบัญชีที่มีเหรียญบิตคอยน์ตั้งแต่ 1 พันเหรียญขึ้นไป ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 9 ล้านเหรียญตามราคาปัจจุบัน ซึ่งบัญชีเหล่านี้มีจำนวนเพิ่มขึ้น และนักลงทุนกลุ่มนี้ก็ถือบิตคอยน์ไว้นานขึ้น

เมื่อนำปัจจัยดังกล่าวมาบวกกับเรื่องที่บิตคอยน์จะลดการผลิตเหรียญลงครึ่งหนึ่งในเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งจะทำให้จำนวนเหรียญบิตคอยน์ที่สร้างขึ้นใหม่ในแต่ละวันลดลง 50% โดยอัตโนมัติ พวกเขาจึงตัดสินใจซื้อคอลออปชั่นของบิตคอยน์

นอกจากเดิมพันกับสกุลเงินคริปโตที่ซื้อขายในตลาด Multicoin ยังลงทุนโดยตรงในสตาร์ทอัพอย่าง Helium แห่ง San Francisco ซึ่งขาย Wi-Fi ฮอตสปอตราคา 495 เหรียญ ที่อนุญาตให้บ้านหลายหลังแบ่งปันสัญญาณอินเทอร์เน็ตกันได้ และได้เงินคริปโตจากการแบ่งปันสัญญาณด้วย ตัวอย่างเช่น บริษัทผู้ให้บริการสกูตเตอร์ผ่านมือถืออย่าง Lime ที่สามารถติดตามสกูตเตอร์ของบริษัทได้โดยไม่ต้องเสียค่า Wi-Fi ให้ Verizon

ผมว่าเราจะได้เห็นผลตอบแทนมากกว่า 10 เท่า” Jain กล่าว บล็อกโพสต์ของ Samani คือสิ่งที่ชักนำให้พวกเขาได้รู้จักกับซีอีโอของ Helium

EOS คือการลงทุนที่ล้มเหลวครั้งหนึ่งของ Multicoin สกุลเงินดิจิทัลนี้สร้างขึ้นโดยสตาร์ทอัพชื่อ Block.one ซึ่งระดมทุนได้ 4 พันล้านเหรียญในการเสนอขายเหรียญดิจิทัลครั้งแรก Multicoin ลงทุนใน EOS ช่วงต้นปี 2019 หลังจากลงบทความวิเคราะห์ยาว 31 หน้า ซึ่งขณะนั้นราคาซื้อขายอยู่ที่ 11.60 เหรียญ แต่ทุกวันนี้ราคาตกเหลือ 4 เหรียญ

เราน่าจะได้พัฒนาความสัมพันธ์กับทีมหลัก (ของ EOS) ให้ดีกว่านั้น เพื่อจะได้เข้าใจวิสัยทัศน์ที่พวกเขามีและรูปแบบที่เดินตาม และให้รู้ว่าพวกเขาจะทำาให้สกุลเงินนี้เติบโตและขยายขึ้นได้อย่างไร” Samani กล่าว เขาพูดแบบนักลงทุนคนสำคัญที่คำนวณเรื่องทักษะของผู้บริหารผิดไป

ถ้าพวกเขาจะได้บทเรียนอะไรจาก 3 ปีในศึกสกุลเงินคริปโต สิ่งนั้นคือสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่มีพื้นที่ให้การลงทุนเชิงรับ Jain กล่าวว่าตลาดคริปโตคือ ตลาดที่ด้อยประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาในชีวิต นั่นแปลว่า นักบริหารเชิงรุกมีโอกาสรุ่ง

 

 

เรื่อง: Jeff Kauflin เรียบเรียง: ธรรดร โสตถิอำรุง ภำพ: Jeff Wilson


คลิกอ่านบทความทางด้านธุรกิจเพิ่มเติมได้ที่ นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนพฤษภาคม 2563 ในรูปแบบ e-magazine

BACK TO TOP