ที่ Ginkgo Bioworks สตาร์ทอัพด้านชีววิทยาสังเคราะห์กำลังเบ่งบาน - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • America
  • World >
  • ที่ Ginkgo Bioworks สตาร์ทอัพด้านชีววิทยาสังเคราะห์กำลังเบ่งบาน

ที่ Ginkgo Bioworks สตาร์ทอัพด้านชีววิทยาสังเคราะห์กำลังเบ่งบาน

Forbes Thailand / Admin
09 Apr 2020 | 8:27 am 1512

การปรับแต่งรูปแบบสิ่งมีชีวิตจะปฏิวัติแนวทางที่เราใช้ผลิตทุกอย่างตั้งแต่เบาะรถยนต์ไปจนถึงโทรศัพท์ กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่ผ่านการฝึกฝนมาจาก MIT ที่ Ginkgo Bioworks สตาร์ทอัพด้านชีววิทยาสังเคราะห์ มูลค่า 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ กำลังก่อร่างหน่วยโครงสร้างเพื่ออนาคตแห่งชีววิศวกรรมของเรา

ในเขตอุตสาหกรรมริมฝั่งน้ำอันเก่าแก่ของเมือง Boston Coastal Cement Corporation ปักหมุดอยู่บนถนน ภายในอาคารหมายเลข 27 Jason Kelly ซีอีโอของ Ginkgo Bioworks และ 4 ผู้ร่วมก่อตั้งของเขากำลังทำงานอยู่กับวิสัยทัศน์เชิงอุตสาหกรรมที่แตกต่างออกไป หนึ่งในนั้นมีเรื่องชีววิทยาเป็นแกนกลาง กลุ่มคนทั้งห้าที่เปรียบเหมือน Frankensteins ยุคใหม่ได้ออกแบบ ปรับแต่ง และผลิตรูปแบบสิ่งมีชีวิตเพื่อให้กระบวนการเชิงอุตสาหกรรมที่มีอยู่มีราคาต่ำลง และเปิดทางให้กระบวนการใหม่ทั้งหมดสามารถเป็นไปได้

เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น โดยปกติแล้ว การใส่ปุ๋ยให้ข้าวโพดจะต้องฉีดพ่นสารเคมีอันตรายรวมกันจำนวนมากลงไปในพื้นที่เพาะปลูกแต่ Ginkgo กำลังทำงานเกี่ยวกับสารเคลือบผิวเมล็ดข้าวโพดที่เป็นการปรับแต่งทางชีววิศวกรรม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และจะเป็นสารอาหารในตัวเอง ทุกวันนี้ ยาด้านเทคโนโลยีชีวภาพส่วนใหญ่เป็นโปรตีนที่ไม่มีชีวิต Ginkgo กำลังสร้างสิ่งมีชีวิตที่กำหนดคำสั่งทางพันธุกรรมได้ เพื่อหาทางทำลายโรค และสามารถกินเข้าไปได้ทั้งหมด เนื้อเทียมรสชาติแย่ และ Ginkgo ให้คำมั่นว่ารสชาติจะดีขึ้น

Ginkgo ก่อตั้งโดย Kelly, Tom Knight อดีตอาจารย์จาก MIT และดอกเตอร์จาก MIT อีก 3 คนคือ Reshma Shetty, Barry Canton และ Austin Che ทุกวันนี้บริษัทได้ขยับไปสู่ด้านน้ำหอม เกษตรกรรมอาหาร อายุรศาสตร์ และกัญชา โดยมีลูกค้ากว่า 24 ราย และโครงการด้านชีววิศวกรรมที่กำลังดำเนินการอยู่อีก 50 โครงการ

Ginkgo ไม่ได้สร้างผลิตภัณฑ์เหล่านี้ขึ้นมา แต่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลและหุ่นยนต์เพื่อเร่งกระบวนการค้นพบและสร้างรูปแบบสิ่งมีชีวิตใหม่ขึ้นมา โดย Ginkgo จะเป็นแกนกลางหลัก รายได้เมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ราว 40 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปีก่อนหน้าและคาดว่าน่าจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวในปีที่ผ่านมา

-F-

การเดิมพันใหญ่กว่าของ Ginkgo คือ การลงทุนที่ยึดตามแรงบันดาลใจ จากการที่ Kelly ไปเข้าร่วมการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีที่ Berkshire Hathaway ของ Warren Buffett เมื่อปีที่แล้วตอนนี้ Ginkgo ได้สร้างและลงทุนในบริษัทต่างๆ ที่รวมถึง Motif Ingredients ผู้เชี่ยวชาญด้านโปรตีนทางเลือก ซึ่ง Ginkgo เพิ่งแยกตัวออกมา และ Joyn Bio กิจการร่วมลงทุนด้านเกษตรกรรมร่วมกับ Bayer “นั่นเป็นวิธีการที่เราขยายธุรกิจ” Kelly กล่าว “นี่เป็น Berkshire สำหรับเทคโนโลยีชีวภาพ”

ด้วยเงินลงทุนเริ่มแรกที่ 1 แสนเหรียญจาก Knight (ซึ่งท้ายที่สุดเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 1.4 แสนเหรียญ) ทั้งห้าเริ่มต้น Ginkgo ซึ่งช่วงเวลานั้นสับสนวุ่นวายมาก วิกฤตการเงินฉุดให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยธนาคารไม่ปล่อยกู้ และนักลงทุนบริษัทร่วมลงทุนก็ไม่ลงทุน ถึงแม้พวกเขาจะลงทุน แต่ตอนนั้น Ginkgo ก็ไม่น่าดึงดูด “เราดูไม่เหมือนผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพทั่วไป” Kelly กล่าว “ไม่มีใครเริ่มต้นบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพนอกห้องเรียน พวกเราไม่ได้ทำการรักษาโรคและเราไม่มีตัวผลิตภัณฑ์ในหัว”

พวกเขาเลยยื่นขอเงินช่วยเหลือเพื่อใช้เป็นค่าครองชีพ และเสาะหาอุปกรณ์ด้วยการซื้อที่งานประมูลของเมื่อสตาร์ทอัพอื่นๆ ล้มเหลวพวกเขาเช่าล็อกเกอร์เก็บของที่ U-Haul เพื่อลากหุ่นยนต์หยอดของเหลวและอุปกรณ์ในห้องทดลองอื่นๆ เข้าไปเก็บ

หลังช่วง 2-3 ปีแห่งการทดลองและความผิดพลาด พวกเขาก็ระดมสมองกันที่ MIT ทั้งห้าทำงานอยู่กับโครงการแข่งขันสำหรับ iGEM ที่เปลี่ยนให้แบคทีเรียอีโคไลเหม็นๆ มีกลิ่นมินต์หอมสดชื่น ด้วยการใส่สารพันธุกรรมใหม่เข้าไป จากการต่อยอดจากโครงการนั้น พวกเขาก้าวเข้าไปสู่เรื่องรสชาติและกลิ่นหอม แล้วคว้าข้อตกลงใหญ่ครั้งแรกกับ Robertet บริษัทน้ำหอมและพืชพันธุ์จากฝรั่งเศส และพัฒนากลิ่นดอกกุหลาบจากวัตถุดิบชีวภาพขึ้น

โครงการนั้นเยี่ยมมาก เพราะการสกัดกลิ่นหอมจากดอกไม้ต้นทุนแพงมาก แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้เอาเทคโนโลยีชีวภาพมาเชื่อมเข้ากับกลิ่นหอม ข้อตกลงเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่สำหรับ Ginkgo “มีความกังขามากมายเกี่ยวกับชีววิทยาสังเคราะห์ที่ Jason ต้องเอาชนะให้ได้” Bryan Johnson ผู้ก่อตั้ง OS Fund และนักลงทุนของ Ginkgo กล่าว

-F-

ข้อตกลงใหญ่แรกที่ Kelly ทำได้คือ การร่วมมือกับ Bayer บริษัทเมล็ดพืชรายใหญ่ที่สุดในโลกนับตั้งแต่ซื้อกิจการ Monsanto ในเดือนกันยายน 2017 ทั้งสองบริษัทก่อตั้ง Joyn Bio กิจการร่วมลงทุนขึ้นด้วยเงินลงทุน 100 ล้านเหรียญ เพื่อพัฒนาสารเคลือบเมล็ดพืชที่จะช่วยให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีน้อยลง จุลินทรีย์ถั่วเหลืองมีเอนไซม์ที่ช่วยเอาไนโตรเจนออกมาจากอากาศ แต่จุลินทรีย์ข้าวโพดไม่ใช่แบบนั้น

ดังนั้น Ginkgo จึงไปเอายีนจากจุลินทรีย์ถั่วเหลือง แล้วปรับแต่งใหม่เพื่อให้เข้ากับจุลินทรีย์ที่อยู่ในข้าวโพด นี่เป็นแนวคิดอันยิ่งใหญ่ในช่วงเริ่มแรก ซึ่งนั่นเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปีที่จะทำหากทุกอย่างไปได้ดี ปัจจุบัน เกษตรกรทั่วโลกต่างใช้เงินกว่า 1.5 แสนล้านเหรียญต่อปีไปกับปุ๋ย “ความท้าทายสำหรับบริษัทใหญ่ใดๆ ก็ตามคือ คุณจะไปต่อในโลกความจริงได้อย่างไร หลังยิงจรวดแนวคิดล้ำๆ ขึ้นสู่ดวงจันทร์ไปแล้ว” Mike Miille ซีอีโอของ Joyn Bio กล่าว

สำหรับ Ginkgo ความสนใจของ Bayer คือจุดเปลี่ยน เพราะมีข้อตกลงอีกมากมายตามมา เช่น Cronos บริษัทกัญชาจากแคนาดาที่กำลังพัฒนาสารแคนนาบินอยด์หายากจากห้องทดลอง ซึ่งสามารถใช้ระงับความอยากอาหารได้และเป็นครีมต่อต้านอาการอักเสบถ้า Ginkgo สามารถทำได้ จะส่งผลให้หุ้นบริษัทมีมูลค่ากว่า 200 ล้านเหรียญในทุกวันนี้

ในเดือนกุมภาพันธ์ Ginkgo แยก Motif Ingredients ออกมาซึ่งกำลังพัฒนาโปรตีนที่เป็นมิตรต่อชาวมังสวิรัติ และสามารถเพิ่มเข้าไปในอาหารแทนที่ผลิตภัณฑ์จากสัตว์อย่างเนื้อสัตว์และชีสได้โดยได้เงินทุน 90 ล้านเหรียญจาก Viking และบริษัทอื่นๆ และในเดือนพฤษภาคม บริษัทซื้อแพลตฟอร์มเหมืองข้อมูลจีโนมจาก Warp Drive Bio บริษัทลูกของ Revolution Medicines และจากข้อตกลงร่วมกับ Roche บริษัทเภสัชภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ เพื่อวิจัยหาสารภูมิต้านทานตัวใหม่ โดยข้อตกลงที่ว่าอาจมีมูลค่าถึง 160 ล้านเหรียญ พร้อมด้วยค่าสิทธิบัตรเพิ่มเติม

หาก Ginkgo ทำสำเร็จ Kelly เชื่อว่า เขาสามารถสร้างความเป็นพันธมิตรหรือหาการลงทุนเพิ่ม 50 หรือ 100 ในข้อตกลงธุรกิจได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องเร่งไปถึงจุดสูงสุด


คลิกอ่านฉบับเต็ม “โรงงานแห่งชีวิต” ได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับ มีนาคม 2563 ในรูปแบบ e-magazine

สรพหล นิติกาญจนา

BACK TO TOP